Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เกริ่นนำ

ประเด็นเรื่องเด็กกับการปลูกฝังคุณธรรมอาจมาจากความเชื่อที่ว่า เด็กเป็นไม้อ่อนที่ต้องรีบดัด ซึ่ง Talcott Parsons มองว่าช่วงเวลานี้เหมาะสมกับการปลูกฝังค่านิยมเพื่อจะได้ติดตัวไป หากเป็นสังคมไทยก็คงนึกถึงคำของพุทธทาสภิกขุที่บอกว่า “ศีลธรรมของเยาวชนคือสันติภาพของโลก” บทความนี้จะพาไปดูงานวิจัย ของ Rachael Shillitoe ที่ศึกษาชีวิตเด็กประถมฯ กับการปลูกฝังคุณธรรมในโรงเรียนประจำของอังกฤษ ซึ่งเธอเสนอว่า เด็กไม่ใช่ผ้าขาวที่ใครจะแต้มอะไรลงไปก็ได้ แต่พวกเขามีการเลือกรับและมีวิธีต่อต้านที่ซับซ้อนหลากหลาย

ความคลุมเครือของรัฐสมัยใหม่กับการสอนศาสนา

หนังสือของ Rachael Shillitoe ในชื่อ Negotiating religion and non-religion in childhood: Experiences of worship in school ที่ตีพิมพ์ในปี 2023 เริ่มต้นด้วยการยกเคสตัวอย่างของผู้ปกครองที่ฟ้องร้องต่อศาลสูงในอ็อกซ์ฟอร์ด ปี 2019 ในประเด็นที่โรงเรียนบังคับให้เด็กๆ ต้องร่วมกิจกรรมการนมัสการร่วมกัน (Collective Worship) และเน้นการสอนตามคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งพวกเขามองว่าขัดกับหลักเสรีภาพทางศาสนาซึ่งรัฐสมัยใหม่ควรเป็นแบบโลกวิสัย (secular) และสุดท้ายโรงเรียนก็ยอมปรับกิจกรรมให้เป็นแบบทางเลือก คือให้แต่ละโรงเรียนปรับใช้/ออกแบบกิจกรรมกันเอง บ้างก็ลดอัตลักษณ์แบบศาสนาลง บ้างก็ไม่บังคับให้เด็กต้องร่วมกล่าวคำอธิษฐาน เช่น โรงเรียน Holly Oak ที่เปลี่ยนจากคำว่า “บทสวดมนต์ของโรงเรียน” (School Prayer) เป็น “บทกวีของโรงเรียน” (School Poem) และยังตัดคำว่า พระเจ้า (God) กับ อาเมน (Amen) ออกอีกด้วย

สิ่งนี้เป็นมรดกของพระราชบัญญัติการศึกษาปี 1944 และถูกทำให้เข้มงวดขึ้นในปี 1988 และแม้จะปรับปรุงหลายครั้ง แต่ก็ยังมีมาจนถึงปัจจุบัน ประเด็นที่เป็นปัญหาคือ ระบุว่าการนมัสการต้องมีลักษณะทั่วไปเป็นคริสเตียน (broadly Christian character) ซึ่งกฎหมายไม่ได้นิยามให้ชัดด้วยว่าการนมัสการร่วมกันนั้นคืออะไร ในขณะที่ประชากรที่ระบุว่าไม่นับถือศาสนาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก กลายเป็น 37% ซึ่งไม่ได้ห่างมากจากจำนวนคริสเตียนที่ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 46% ตามสถิติในปี 2021 ซึ่งกิจกรรมนี้ได้ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่ายังเหมาะสมหรือไม่

นักการศึกษาเช่น John Hull (1975) วิจารณ์การบังคับนมัสการในโรงเรียนว่าเป็นเรื่องขัดแย้งกับเป้าหมายของการศึกษาโดยเปรียบว่าเป็น “ความหน้าไหว้หลังหลอก” ที่บังคับให้นักเรียนแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เชื่อจริงๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือ เป้าหมายของศาสนา/การนมัสการตั้งอยู่บนการสอนให้ศรัทธาและทำตามอย่างเชื่อฟัง ซึ่งขัดกับเป้าหมายของการศึกษาที่ควรส่งเสริมให้เกิดการคิดเชิงวิพากษ์และการใช้เหตุผลที่เป็นอิสระ (Shillitoe, 2023, p. 13)

ที่มาของพระราชบัญญัติปี 1944 เรื่องกำหนดให้การนมัสการร่วมกันเป็นข้อบังคับทางกฎหมายเป็นครั้งแรกมีแรงจูงใจมาจากความวิตกกังวลของนักการเมืองและผู้นำศาสนาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มองว่าสงครามได้ทำลายศีลธรรมและจิตวิญญาณของประเทศ การปลูกฝังให้เด็กยึดมั่นกับศาสนานอกจากจะช่วยด้านจิตใจ โดยป้องกันเด็กๆ จากสิ่งที่เป็นความเชื่อนอกรีต (Pagan practices) แล้ว ยังช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของคนด้วย

 


ภาพ: ปกหนังสือของ Rachael Shillitoe (2023)

วิถีการท้าทายศาสนาผ่านกิจกรรม

Rachael Shillitoe ใช้วิธีทางชาติพันธุ์วรรณนา (ethnography) ในโรงเรียนประถมศึกษา 3 แห่งในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ เพื่อทำความเข้าใจชีวิตประจำวันของเด็กๆ โดยมี (1) โรงเรียนในสังกัดคริสตจักรแห่งอังกฤษ St Peter’s ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองที่มีความหลากหลายสูงทั้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ (2) โรงเรียนคาทอลิก Sacred Heart ที่มีอัตลักษณ์ทางศาสนาที่เข้มข้นมากและนักเรียนส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก (3) โรงเรียนพิเศษที่ไม่มีลักษณะทางศาสนา Holly Oak ตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัยของผู้ใช้แรงงาน

1. ไม่มีศาสนา ไม่เท่ากับ “ว่างเปล่า”

คนทั่วไปจะมองว่าการไม่มีศาสนาเท่ากับปฏิเสธทุกความเชื่อที่ศาสนาสอน และจะถูกบอกให้เว้นว่างไว้หากต้องระบุศาสนาในแบบฟอร์ม แต่กรณีของ Maisie เด็กหญิงวัย 9 ขวบในโรงเรียน St Peter’s ไม่หยุดอยู่กับแค่การเว้นว่างไว้ เธออธิบายว่า “ฉันไม่มีศาสนา แต่ฉันเข้าร่วมสวดมนต์ที่โรงเรียนเกือบทุกครั้ง” ซึ่งเธอยืนยันว่าชอบกิจกรรมสวดมนต์ของโรงเรียน และ Sam ระบุว่า “ผมไม่มีศาสนา แต่ผมเชื่อในบางสิ่ง” นั่นหมายความว่า การไม่มีศาสนาไม่ใช่การต้องถูกเหมารวมว่าไม่มีความเชื่ออะไรเลยและต้องปล่อยว่างไว้ แต่เด็กพยายามอธิบายถึงอัตลักษณ์ของตัวเอง Rachael มองว่า นั่นเป็นอัตลักษณ์เชิงรุก (positive identity) มากกว่าการถูกมองว่าเป็นเพียง “ความว่างเปล่า” หรือต้องต่อต้านศาสนาแบบที่ผู้ใหญ่เข้าใจ (Shillitoe, 2023, p. 83)

การสวดมนต์ที่โรงเรียน St Peter’s มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “Dear God” และจบด้วย “Amen” แต่ครูก็มักเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องทางเลือก โดยบอกเด็กๆ ว่านี่เป็นเวลาที่จะสวดมนต์ต่อพระเจ้า “ของคุณ” (ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองพระเจ้าอย่างไร) หรือเป็นเพียง “เวลาสำหรับคิด/ไตร่ตรอง” ตัวอย่างของ Luke และ Oliver ซึ่งไม่มีศาสนาจะใช้เวลานี้เพื่อระลึกถึง/พูดคุยกับญาติหรือสัตว์เลี้ยงที่ตายไปแล้ว ซึ่ง Luke มองว่าเป็นเวลาที่วิเศษ เพราะเขาสามารถสื่อสารกับน้องสาวที่เสียชีวิตได้ หากมองในแง่เครื่องมือเยียวยาจิตใจ ช่วงเวลานี้ช่วยให้เด็กจัดการกับความสูญเสียหรือความกังวลในชีวิตประจำวันได้ด้วย

2. เสียงสวดกับการต่อต้าน

แม้ทางโรงเรียนจะใช้วิธีควบคุมร่างกาย เช่น ให้เข้าแถวหรือตรวจยึดของเล่น เช่น การ์ด เพื่อให้เด็กมีสมาธิในการทำกิจกรรมมากขึ้น แต่พฤติกรรมการต่อต้านโดยเล่นกับเสียงก็ยังมีให้เห็น เช่น Josh จากโรงเรียน St Peter’s ที่เลือกจะนั่งเล่นเชือกผูกรองเท้าและขยับปากตามคำร้องในเพลง “God Created Them All” โดยที่ดูออกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ตั้งใจร้องจริงๆ และเด็กๆ หลายคนไปมักใช้การวิธีการนี้ซึ่งเป็นการลิปซิงค์ (lip syncing) ในลักษณะที่เกินจริง เพื่อล้อเลียนพิธีกรรมและทำให้เพื่อนที่อยู่รอบข้างหัวเราะ (Shillitoe, 2023, pp. 135 & 165)

ที่มากกว่านั้นคือการแอบเปลี่ยนเนื้อร้อง เช่นกรณีของ Bradley ที่ใช้วิธีแกล้งทำปากตามเพลง “Our God is a Great Big God” แต่เปลี่ยนเนื้อร้องด้วยการสลับอักษร d กับ g คือจากคำว่า “God” เป็น “dog” แทน (Shillitoe, 2023, p. 205) ผมอยากแทรกเรื่องของพระเณรในโรงเรียนปริยัติธรรมที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวว่าเราพบสิ่งนี้เหมือนกัน เช่นในบทสวดมนต์ “นโมการอัฏฐกคาถา” หรือ นะโม 8 ซึ่งจะจบด้วยคำว่า “เต .. ชะวา” แต่พระเณรหลายคนจะสวดว่า “เต .. เป็ดวา” คือจะหันไปยิ้มกันแล้วสวดแบบเล่นมุกตลก เหมือนจะสะท้อนถึงการไม่ซีเรียสกับพิธีกรรมหรือต่อต้านธรรมเนียมที่เป็นกระแสหลักโดยใช้วิธีแบบขำๆ

ในโรงเรียน St Peter’s มีการเน้นค่านิยมเรื่องความกตัญญูหรือการขอบพระคุณ (thankfulness) โดยกำหนดให้เด็กหยิบช้อนส่งให้เพื่อนและคนรับจะต้องกล่าวขอบคุณ ซึ่งก็พบการต่อต้านเช่นกัน ดังกรณีของ Sandy และ Bella เมื่อมีคนส่งช้อนให้ พวกเธอจะแกล้งเปลี่ยนน้ำเสียงแบบประชดประชันว่า “Oh thank you!” เหตุผลก็เพราะว่าเด็กๆ เข้าใจสิ่งนี้ดี แต่พอถูกสั่งให้ทำจนเป็นธรรมเนียมเพื่อปลูกฝังจริยธรรม พวกเขามองว่าเป็นรายละเอียดที่ดู “งี่เง่า” และไม่จำเป็นในบางสถานการณ์ (Shillitoe, 2023, p. 168)

คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียน Sacred Heart ซึ่งมีความเป็นคาทอลิคสูงมาก แต่ก็ยังมีเด็กๆ ที่ใช้การตะโกนคำว่า “Amen” ในเชิงล้อเลียน (Subversive Amen) ในตอนท้ายของการสวดมนต์ เพื่อสื่อว่าพวกเขาไม่ได้อยากทำกิจกรรมนั้น ครูใหญ่ (Mrs. Allen) ก็รับรู้เรื่องนี้และมองว่า เด็กๆ หลายคนไม่ได้สวดมนต์ด้วยความจริงใจ แต่เป็นการแสดงออกที่ดูเหมือนการประชดประชันหรือล้อเลียนพิธีกรรม (Shillitoe, 2023, p. 172)

การวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาก็พบได้ในโรงเรียน Holly Oak เช่นกรณีของ Joe และ Zara ที่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาจะเลือกที่จะทำตัวดีเป็นพิเศษเฉพาะใน “วันจันทร์และวันศุกร์” เท่านั้น เนื่องจากเป็นวันที่มีการมอบใบประกาศเกียรติบัตรหรือถ้วยรางวัลที่เรียกว่า “Star of the Week” พฤติกรรมนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหน้าไหว้หลังหลอก แต่คือการท้าทายด้วยการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเด็กๆ ไม่ได้ซึมซับค่านิยมคุณธรรมที่โรงเรียนพยายามปลูกฝังอยู่ พวกเขาเข้าใจมันดีและเลือกแสดงบทบาทภายนอก (surface acting) เท่านั้น เพื่อให้ได้รางวัลที่ตนต้องการ กล่าวคือเด็กๆ เป็นคนคุมเกม (Shillitoe, 2023, p. 171)

3. ปรับศาสนาให้เป็นแบบเฉพาะของตน

กรณีของ Tom จากโรงเรียน Holly Oak ซึ่งนับถือศาสนา แต่ปรับใช้กิจกรรมนี้ให้ตรงกับบริบทของสถานที่ คือเขาเปลี่ยนจากการขอบคุณพระเจ้า มาขอบคุณครูและเพื่อนๆ แทน โดยเขาจะสวดว่า “ขอบคุณสำหรับวันนี้ (Thank you for today) สำหรับการทำงานหนักและการเรียนรู้อย่างดี (For working hard and learning well) ขอบคุณสำหรับเพื่อนๆ สำหรับความสนุกและสำหรับทุกคน (Thank you for friends, fun, for everyone) ขอบคุณสำหรับวันนี้ (Thank-you for today)” (Shillitoe, 2023, p. 96)

พฤติกรรมของ Tom ไม่ได้สะท้อนการต่อต้านอย่างตรงไปตรงมา แต่ชี้ให้เห็นว่า เด็กมีความสามารถที่จะกำหนดศาสนาในรูปแบบของเขาเอง แม้จะใช้ช่วงเวลาและพิธีกรรมเดียวกัน แต่เขาสามารถเปลี่ยนเรื่องของศาสนาให้เป็นเรื่องทางโลกหรือตระหนักถึงคุณค่าของคนรอบข้างได้ กล่าวคือหากเป็นวันอาทิตย์ที่ต้องสวดในโบสถ์ก็จะกล่าวขอบคุณพระเจ้า แต่หากกอยู่ในโรงเรียนก็จะขอบคุณครูและเพื่อนๆ

4. การต่อต้านในลักษณะที่ซ่อนเร้นและเปิดเผย

แม้ในโรงเรียน Sacred Heart (ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิกที่ดูจะเคร่งครัดกว่าที่อื่น) ก็ยังพบการต่อต้านของเด็กๆ ที่เป็นไปในลักษณะ “ซ่อนเร้น” หนึ่งในนั้นคือ การนิ่งเงียบเฉพาะคำ (selective silence) ของ Ruby ที่เธอจะใช้วิธี “เงียบในบางคำ” แล้วค่อยสวดต่อในคำที่คุ้นเคย การทำเช่นนี้เป็นการยืนยันว่าเธอจะไม่กล่าวคำที่เธอไม่เข้าใจ ในแง่หนึ่งก็มองได้ว่าเธอยังพยายามให้ความร่วมมือเพื่อมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม แต่อีกแง่หนึ่ง ความเงียบในบางคำนั้นสะท้อนว่าเธอไม่ได้ทำตามทุกอย่างที่โรงเรียนคาดหวัง โดยใช้ความจริงใจหรือการไม่ต้องแสร้งทำ ซึ่งดูจะท้าทายกับการปลูกฝังความเชื่อทางศาสนา (Shillitoe, 2023, p. 93)

ตัวอย่างที่ดูตลกอีกอันคือ การเบี่ยงเบนความคิดภายใน (internal redirection) เช่นกรณีของ Shona ที่แสดงพฤติกรรมภายนอกว่าดูเหมือนยอมรับและปฏิบัติตามกฎด้วยการหลับตาและประนมมืออย่างสงบนิ่ง แต่ในใจเธอคิดเรื่องอื่น เช่น เรื่องแม่ เรื่องสุนัขที่ชื่อ Barney เรื่องการซ้อมละครโรงเรียน ไม่ใช่การจดจ่ออยู่กับพระเจ้าตามที่ครูสั่ง (Shillitoe, 2023, p. 123) เด็กๆ จะเปิดเผยความรู้สึกนี้อย่างลับๆ กับคนที่พวกเขาไว้ใจ แต่อย่างน้อยก็ยืนยันว่า พวกเขาไม่ใช่ผ้าขาวสะอาดที่จะรองรับการเติมแต่งจากผู้ใหญ่แบบง่ายๆ แม้บางครั้งเขาจะดูสงบนิ่งคล้ายกับเชื่อฟังอย่างว่าง่ายก็ตาม

กรณีของ Callum ในโรงเรียน St Peter’s เป็นการแสดงออกในลักษณะเฉยเมยอย่างชัดเจน เขาเลือกที่จะนั่งเฉยๆ และทำหน้าตาเบื่อหน่ายระหว่างการสวดมนต์ เนื่องจากเขาไม่เชื่อพระเจ้าและมองว่าการสวดมนต์ไม่มีประโยชน์ แต่หากเขาแค่นั่งเฉยๆ คนอื่นอาจคิดว่าเขากำลังสวดมนต์อยู่ เขาจึงเลือกแสดงออกผ่านสีหน้าและเอามือเท้าคางเป็นต้น ซึ่งเขามองว่าเขาทำตามสิทธิที่ครูอนุญาต เพราะครูมักบอกว่ากิจกรรมนี้เป็น “ทางเลือก” ฉะนั้น การเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลยและแสดงออกว่าน่าเบื่อจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ (Shillitoe, 2023, p. 90)

บทส่งท้าย

เด็กในโรงเรียนประจำมักถูกศึกษาในฐานะเด็กที่ถูกอบรมเรื่องระเบียบวินัยและศีลธรรม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนที่ขึ้นกับองค์กรศาสนา) จนมักจะมองข้ามพฤติกรรมต่อต้านที่ซับซ้อนและหลากหลายของพวกเขา แม้ในมุมมองที่เห็นว่าเด็กเป็นช่วงอายุของการ “กลายเป็น” (becoming) ก็มักจะถูกหมายถึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหรือการเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่นจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ มากกว่าที่จะมองเด็กในฐานะมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่จริงๆ ในปัจจุบัน ซึ่งลดทอนพลังอำนาจของเด็ก (agency) แล้วไปสนใจกระบวนการสอน กลวิธีในการปลูกฝังคุณธรรม ฯลฯ ซึ่งเน้นไปที่ตัวผู้ใหญ่

งานวิจัยแบบลึกของ Rachael Shillitoe นี้ชวนให้เรามองที่ตัวเด็ก ผ่าน “อำนาจที่ดูเหมือนโอนอ่อน” (docile agency) งานเขียนเล่มนี้มีประโยชน์สำหรับผู้สนใจประเด็นเรื่องการศึกษาของเด็ก หรือการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ทางศาสนา เช่น โรงเรียนวัดหรือปอเนาะ ที่คนมักจะสันนิษฐานว่าเด็กๆ จะถูกอบรม/ซึมซับเรื่องศาสนาเป็นอย่างดี การใช้มุมมองและทฤษฎีที่หนังสือเล่มนี้เสนอ จะช่วยให้มองเห็นการต่อต้านและการปรับใช้ของเด็ก กล่าวคือจะเห็นความเป็น agency ของเด็กมากขึ้น

เรามักได้ยินคำว่า “เด็กไม่ใช่กระดาษหรือผ้าขาว” บ่อยๆ ซึ่งการพูดคำนี้ในสังคมไทยกับสิ่งที่ Rachael Shillitoe พูดในหนังสือเล่มนี้แตกต่างกัน สิ่งที่เธอหมายถึงคือ เด็กมีความสามารถ (agency) ที่จะเลือกให้ความหมายและเลือกปฏิบัติศาสนา รวมทั้งต่อต้านศาสนาได้ ไม่ใช่เป็นผู้เยาว์ที่คิดเองไม่เป็น ถูกผู้ใหญ่ล้างสมองหรือรับทุกอย่างที่ผู้ใหญ่กำหนดให้ มุมมองนี้วางอยู่บนฐานของการเคารพสิทธิของพวกเขา ในขณะที่หากคำนี้ใช้ในสังคมไทย เช่น “เด็กไม่ใช่ผ้าขาว” ก็มักจะสื่อว่า หากเยาวชนทำผิดร้ายแรง เขาควรได้รับโทษที่หนักแบบเดียวกับผู้ใหญ่ เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาคิดเป็นและมีความโหดร้าย มุมมองแบบหลังนี้มีก็เชื่อว่าพวกเขาโตพอที่จะคิดได้ แต่มุ่งไปที่การลงโทษให้สาสมมากกว่าจะพยายามรับฟังหรือเข้าใจพวกเขา

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง