กองทุนยุติธรรมมีมติ “ไม่อนุมัติ” จ่ายเงินเยียวยาให้ “เจมส์” ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ อดีตนักศึกษา มช. และนักกิจกรรมเชียงใหม่ หลังติดคุกฟรี 7 วัน โดยไม่มีความผิด ในคดีม็อบ “เชียงใหม่จะไม่ทน” ศูนย์ทนายฯ ระบุ เป็นช่องว่างทางกฎหมายที่ปัจจุบัน พ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ให้สิทธิเฉพาะ “จำเลย” ที่ศาลพิพากษายกฟ้องเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึง “ผู้ต้องหา” ที่ถูกคุมขังในระหว่างการสอบสวน
13 มี.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2568 สำนักงานกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม มีหนังสือแจ้งผลการขอทบทวนการพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินกองทุนยุติธรรม กรณีของ เจมส์-ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ อดีตนักศึกษา มช. และนักกิจกรรมเชียงใหม่ ระบุบ กองทุนยุติธรรมมีมติไม่อนุมัติเงินเยียวยาให้เจมส์ ประสิทธิ์ จากเหตุถูกคุมขังในคดีจากการชุมนุม “เชียงใหม่จะไม่ทน” เป็นเวลา 7 วัน โดยไม่มีความผิด
คณะอนุกรรมการช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมีมติยืนยัน “ไม่อนุมัติ” เงินเยียวยา แม้ฝ่ายผู้ร้องจะยืนยันว่าการถูกคุมขังโดยไม่มีความผิด นับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ศูนย์ทนายฯ วิเคราะห์กรณีของเจมส์ ประสิทธิ์ เป็นการที่กระบวนการยุติธรรมไทยอนุญาตให้มีการคุมขังล่วงหน้า “ผู้ต้องหา” ได้ โดยไร้กระบวนการเยียวยา เป็นช่องว่างทางกฎหมายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แม้ว่ากองทุนยุติธรรมจะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิ แต่ปัจจุบัน พ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งให้การชดเชยค่าทดแทนยังคงให้สิทธิแก่เฉพาะ “จำเลย” ที่ศาลพิพากษายกฟ้องเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึง “ผู้ต้องหา” ที่ถูกคุมขังในระหว่างการสอบสวน แต่ต่อมาไม่ถูกฟ้องคดี
นอกจากนี้ กรณีของเจมส์ ประสิทธิ์ กองทุนยุติธรรมปฏิเสธการช่วยเหลือ อ้างว่าการจำคุกฟรี 7 วัน ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ
กองทุนยุติธรรมปฏิเสธการช่วยเหลือ อ้างการจำคุกฟรี 7 วัน ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2567 เจมส์ ประสิทธิ์ได้ยื่นคำร้องต่อกองทุนยุติธรรม ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ขอรับเงินค่าชดเชยกรณีถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จากการถูกคุมขังตัวโดยไม่มีความผิดในเรือนจำ 7 วัน ทำให้สูญเสียโอกาสในการทำงาน สูญเสียเงิน อย่างหาทางกลับคืนไม่ได้
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2568 คณะอนุกรรมการช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมีหนังสือแจ้ง มีมติไม่อนุมัติเงินช่วยเหลือ โดยให้เหตุผลว่า การคุมขังระหว่างกระบวนการสอบสวนไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ต่อมาวันที่ 5 ก.พ. 2568 เจมส์ ประสิทธิ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม โดยให้เหตุผลว่า การปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่เป็นธรรม และขัดกับหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชนสากล หลักนิติธรรม รวมถึงบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เนื่องจากการที่เขาถูกจับกุมและควบคุมตัวเป็นเวลา 7 วัน โดยที่ภายหลังอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเขาถูกลิดรอนเสรีภาพโดยมิชอบ ทั้งที่ไม่มีความผิดตั้งแต่ต้น
การคุมขังเจมส์ ประสิทธิ์ สืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนตุลาคม 2563 เจมส์ ประสิทธิ์ซึ่งขนาดนั้นยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ถูกตำรวจจับกุมข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ม.116 จากร่วมชุมนุมทางการเมืองที่เชียงใหม่ ในม็อบ “เชียงใหม่จะไม่ทน” ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ทำให้เจมส์ ประสิทธิ์ ถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีคำสั่งให้ปล่อยตัว
