ตัวแทนเครือข่ายผู้เสียหายจากกรณีทรมาน-อุ้มหาย และครอบครัวกว่า 25 กรณี ร่วมยื่นหนังสือต่อ กมธ.การกฎหมายฯ ให้มีการปรับปรุง พ.ร.บ.อุ้มหาย ให้มีประสิทธิภาพ บังคับใช้ได้จริง หลังใช้มา 2 ปี แต่ยังมีปัญหามากมายก่ายกอง ‘พรเพ็ญ’ ฝาก กมธ. ติดตามการออกระเบียบเยียวยา หนุนคดีทหารเกณฑ์เสียชีวิตขึ้นศาลพลเรือน
20 มี.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก 'The Reporters' ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (20 มี.ค.) เวลา 12.15 น. ตัวแทนเครือข่ายผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียหายกรณีทรมาน การลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการบังคับบุคคลให้สูญหายกว่า 25 กรณี พร้อมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคมเดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือถึง ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.พรรคประชาชน และโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการเพื่อทำให้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ หนังสือร้องเรียนดังกล่าวเป็นเสียงสะท้อนภาพรวมข้อท้าทายที่ผู้เสียหายต้องเผชิญตลอดสองปีของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว พร้อมข้อเสนอแนวทางการแก้ไขที่รัฐควรต้องนำไปพิจารณา โดยมีเครือข่ายผู้เสียหายและครอบครัวลงชื่อกว่า 27 รายชื่อ
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวหลังยื่นหนังสือว่า เธออยากสรุปเป็นเคสเพื่อสะท้อนความล้มเหลวของ พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานฯ หลังบังคับใช้มา 2 ปี
หวังระเบียบเยียวยาผู้เสียหายบังคับใช้โดยเร็ว
พรเพ็ญ กล่าวว่าเธอมี 4 กรณีที่อยากพูด เรื่องแรกคือกรณีของอดีตผู้กำกับ ‘โจ้’ ธิติสรรค์ อุทธนผล ที่เสียชีวิตในเรือนจำ แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยร้องเรียนเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายในเรือนจำ
เรื่องที่ 2 เรื่องระเบียบเยียวยาผู้เสียหายจากการซ้อมทรมานและอุ้มหาย ที่ยังไม่ได้บังคับใช้ โดยกระทรวงยุติธรรมบอกว่าติดอยู่ที่สำนักงานกระทรวงการคลัง ยังไม่เซ็นอนุมัติ จึงอยากฝาก สส.ช่วยติดตามว่าการให้กระทรวงการคลังอนุมัติระเบียบที่มาจากกระทรวงยุติธรรม มันยากขนาดไหน และทำอย่างไรระเบียบเยียวยาฯ จึงจะผ่าน เพื่อให้เป็นหมุดหมายของการบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย 2 ปี
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
เรียกร้องให้คดีเกี่ยวกับทหาร ขึ้นศาลพลเรือน
ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า ส่วนที่ 3 คือเรื่องการทำร้ายร่างกายทหารเกณฑ์หรือพลทหาร ทางมูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีพลทหารถูกทำร้ายร่างกายระหว่างถูก ‘ซ่อม’ การฝึก หรือวิธีการอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นการละเมิด พ.ร.บ.ฉบับนี้
พรเพ็ญ กล่าวว่า มีคดีที่ร้องเรียนมาที่มูลนิธิฯ หลายร้อยคดีความ แต่มีคดีที่ขึ้นศาลแค่ 2 คดี คือที่ศาลอาญาทุจริตฯ เชียงใหม่ และศาลอาญาทุจริตฯ ระยอง เกี่ยวข้องกับทหารเกณฑ์ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามของกรมกองต่างๆ ที่จะให้คดีลักษณะนี้ให้กลับเข้าไปอยู่ในศาลทหาร ซึ่งขัดกับหลักการความโปร่งใส ดังนั้น เราอยากเรียกร้องให้หลายหน่วยงานทำให้คดีทุจริตของทหารขึ้นสู่ศาลพลเรือน
ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวถึงมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ซ้อมทรมานฯ ซึ่งปัจจุบันยังมีคำถามว่าใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะว่ามีผู้ลี้ภัยถูกส่งกลับไปแล้วหลายกรณี ช่วยเหลือไม่ทัน ช่วยไม่ได้ กรณีของอุยกูร์ก็เป็นหนึ่งในความล้มเหลวของรัฐ
ผิดหวัง 2 ปีบังคับใช้กฎหมาย
ด้าน ก่อการ บุปผาวัลย์ ลูกของชัชชาญ บุปผาวัลย์ ผู้ถูกบังคับสูญหาย และพบเป็นศพที่จังหวัดนครพนม เมื่อปี 2561 ได้เล่าว่า หลังจาก พ.ร.บ.อุ้มหายประกาศบังคับใช้ เขาเคยไปยื่นเรื่องศูนย์ พ.ร.บ.นี้ แต่ใช้เวลาไม่ถึง 1 ปี ศูนย์ฯ ส่งเรื่องกลับมา โดยบอกว่าขอยุติการสอบสวน เพราะว่าพ่อเขาไม่เข้าข่ายการทรมานอุ้มหายอุ้มฆ่าว่ารัฐเป็นคนกระทำ
ก่อการ เผยว่า เราต้องยอมรับว่าการอุ้มหายอุ้มฆ่าผู้เห็นต่างทางการเมืองมีอยู่จริง ส่วนทำไมต้องใช้วิธีนี้เพราะว่าไม่เหลือหลักฐานให้ญาติตามต่อ ไม่มีแชท ภาพถ่าย ไม่มีหลักฐานพอที่จะบอกว่ารัฐเป็นคนกระทำ ศูนย์ พ.ร.บ.นี้บอกว่าญาติไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่ารัฐเป็นผู้กระทำ
"สำหรับผมรู้สึกว่ามันย้อนแย้งและหมดหวังมากๆ กับการใช้ พ.ร.บ. ที่เราคิดว่าออกมาเพื่อช่วยเหลือเรา" ก่อการ กล่าว
ชลธิชา กล่าวว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย นั้นมีเจตนารมณ์ที่ดี คือการป้องกันไม่ให้บุคคลถูกกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทว่าหลังจากการบังคับใช้เป็นเวลา 2 ปี กลับพบปัญหามากมาย พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ก็เห็นถึงความสำคัญของปัญหา เราได้จัดงานเสวนาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด เราได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาในกรรมาธิการในหลายๆ ครั้ง และวันนี้หนังสือที่เราได้รับจากครอบครัวของผู้เสียหาย ก็จะถูกหยิบยกเป็นวาระในการพิจารณาของกรรมาธิการแน่นอน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยจะต้องได้รับความปลอดภัย และได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย จะต้องไม่มีข้ออ้างว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช้กับบุคคลที่เป็นชาวต่างชาติ
(คนที่ 2 จากขวา) ชลธิชา แจ้งเร็ว
กัณวีร์ สืบแสง หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ระบุว่า การผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ที่เกิดขึ้นเมื่อ 27 ก.พ. 2568 รัฐบาลพยายามบอกว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ชอบแล้วด้วยกฎหมาย ชอบแล้วด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรายังมองไม่เห็นความยุติธรรมใดๆ ทว่ายังไม่เห็นความยุติธรรมใดๆ ทั้งสิ้นในการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ได้รับผลกระทบ นั่นคือกลุ่มผู้ลี้ภัย ที่ยังไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับในประเทศไทย
"ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ถูกผลักดันกลับไปใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ทำไมกฎหมายฉบับนี้ถึงไม่สามารถที่จะปรับใช้ได้ หากเพราะแค่ว่าเขาไม่ใช่คนสัญชาติไทยเท่านั้นเอง ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยต้องได้รับความเท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่หรือ" กัณวีร์ ตั้งคำถาม
สส.พรรคเป็นธรรม ยืนยันว่าหากเราไม่สามารถมีระเบียบปฏิบัติต่างๆ ที่สามารถมีมาตรฐานไปถึงมาตรฐานสากลได้ เราก็จะยังมีแต่คำว่าเสียใจให้กับญาติทุกคน กี่ปีต่อกี่ปีที่ผ่านมาก็จะเป็นแบบนั้น เราจะพยายามในกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พวกเราจะยืนหยัดและจะยืนยันในการต่อสู้ ให้พี่น้องประชาชนทุกคนต้องมีความเท่าเทียม
