Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ดูเหมือนว่าทุกการช่วยหาเสียงของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้เปิดประเด็นใหม่ๆ ทุกครั้ง มารอบนี้ก็เสนอทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ประชาชนด้วยไอเดียที่คุยกับนายกฯ ดังๆ ว่า รัฐบาลจะ “ซื้อหนี้” ทั้งหมดออกจากธนาคารเพื่อปลดออกจากเครดิตบูโรโดยไม่ต้องชำระเต็มจำนวน แล้วก็ค่อยๆ ผ่อนเพื่อให้ประชาชนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ทำมาหากกินโดยไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาทแต่จะให้เอกชนมาลงทุน เพราะทุกวันนี้รัฐบาลเข้ามาก็มีหนี้มากอยู่แล้ว ขยับทำอะไรก็เป็นหนี้หมด จะต้องสร้างหนี้ให้น้อยที่สุด สร้างโอกาสให้คนไทยมากที่สุด

ทักษิณยังให้เหตุผลว่าช่วงนี้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ยากมากทำให้ไม่เกิดการบริโภคและการผลิตเนื่องจากประชาชนไม่มีกำลังซื้อ

แค่เปิดหัวมาก็ทำคนสงสัยกันแล้วว่า จะเป็นไปได้อย่างไร แล้วเอกชนใดจะมาลงทุนซื้อหนี้เสียไปจากสถาบันการเงินไปบริหาร

ก้าวแรกช่วย ‘หนี้เสีย’ ยอดหนี้ไม่เกินแสน เพื่อลดกู้นอกระบบ

เรื่องชัดเจนขึ้นจากคำชี้แจงเพิ่มเติมของ ‘พิชัย​ ชุณหวชิร’  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เรื่องนี้คิดมาก่อนหน้าที่ทักษิณจะเอาไปพูดแล้ว และยกตัวอย่างว่าหลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งก็ต้องร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อแยกบัญชีหนี้ดีหนี้เสียแล้วให้บริษัทบริหารหลักทรัพย์เข้ามาซื้อหนี้ออกจากธนาคารพาณิชย์ไปบริหารแทน

ล่าสุด รมว.คลัง ไปออกรายการของสรยุทธ บอกว่าเดิมทีมีมาตรการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ที่ทำอยู่ กลุ่มที่เข้าโครงการเป็นกลุ่ม ‘กำลังจะกลายเป็นหนี้เสียแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน’ เช่น หนี้บ้าน ที่พอจะติดตามมาเจรจาพูดคุยได้ แต่มีลูกหนี้อีกกลุ่มที่พบว่าไม่ค่อยเข้ามาร่วมคือ กลุ่ม ‘หนี้กำลังจะเสียและไม่มีหลักทรัพย์ประกัน’ เช่น หนี้บัตรเครดิต ทำให้ความช่วยเหลือของโครงการไปไม่ถึง อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ก็ยังช่วยเหลือเฉพาะส่วนของหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย

เมื่อไปดูต่อถึงส่วนที่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ในระบบพบว่า

  • มีมูลค่า 1.22 ล้านล้านบาท
  • มีจำนวนลูกหนี้อยู่ 5.4 ล้านคน
  • มีจำนวนบัญชี 9.5 ล้านบัญชี

ลักษณะของลูกหนี้กลุ่มนี้มีทั้งลูกหนี้ที่ยอดหนี้น้อยไม่มีหลักทรัพย์ กับกลุ่มลูกหนี้ที่มีหลักประกัน

สำหรับกลุ่มหนี้เสีย ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน พบว่า

  • เป็นลูกหนี้ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อคน
  • จำนวนถึง 3.5 ล้านคน หรือ 65% ของลูกหนี้ที่มีหนี้เสียทั้งหมด 5.4 ล้านคน
  • มีมูลค่าหนี้รวมทั้งหมด 1.2 แสนล้านบาท หรือเป็น 10% ของหนี้เสียในระบบทั้งหมดมีอยู่ 1.22 ล้านล้านบาท

กลุ่มนี้เองที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลวางแผนจะ ‘ซื้อหนี้’ โดยพิชัยระบุรายละเอียดว่า จะใช้ AMC หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมารับซื้อ ซึ่งจะต่างจากตอนที่ใช้ในวิกฤติต้มยำกุ้งตรงที่อันนี้จะเอามาใช้กับลูกหนี้รายย่อย โดยจะกำหนดมาตรการให้ลูกหนี้เข้ามาเจรจาว่าจะลดหนี้ลงอย่างไร แม้อาจจะยังต้องกำหนดกรอบเวลาไว้บ้างแต่สั้นลง

พิชัยกล่าวถึงเป้าหมายของโครงการนี้ว่า เพื่อปลดล็อกคนเหล่านี้ออกจากเครดิตบูโรและสามารถกลับไปเริ่มต้นหาทางประกอบอาชีพใหม่ได้ โดยให้ธนาคารพิจารณาจากปัจจุบันว่าสิ่งที่คนเหล่านี้จะทำเป็นอย่างไรต่อไปถึงในอนาคต หากเป็นไปได้เขาเห็นว่าถ้าลูกหนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะกลับไปประกอบอาชีพจริงๆ ก็จะมีเงินเริ่มต้นบางส่วน 1-2 หมื่นบาทเป็นเงินตั้งต้นให้

ใครจะซื้อหนี้ ?

คำถามหลังจากมีประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือ แล้ว AMC ที่ไหนจะซื้อ?

รมว.คลังตอบไว้บ้างว่า ในปัจจุบันมีบริษัทเอกชนที่รับซื้อหนี้เสียลักษณะนี้ออกไปจากธนาคารพาณิชย์เพื่อไปจัดการแทนอยู่แล้ว ธนาคารเองก็แทงหนี้เสียลักษณะที่ไม่สามารถติดตามได้เป็นหนี้สูญอยู่แล้วและตัดเป็นค่าใช้จ่ายของธนาคารหมดแล้ว ที่เห็นว่าธนาคารมีกำไรก็หลังจากตัดหนี้เสียเหล่านี้ไปหมดแล้วด้วยอีกทั้งธนาคารเองก็ได้ประโยชน์เพราะเมื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายแล้วก็เอาไปหักภาษีได้อีก 20% ของค่าใช้จ่ายที่ตัดไป แต่ธนาคารเองก็หาคนมาซื้อหนี้พวกนี้ไม่ง่าย

พิชัยมองว่า ธนาคารก็อยากปล่อยขายหนี้เหล่านี้ไป ซึ่งปกติก็จะเป็นการขายในราคาที่ต่ำมากๆ ขณะที่ AMC บางบริษัทก็มีความสามารถนการติดตามลูกหนี้อยู่แล้ว ซึ่งต้นทุนการติดตามต่อหัวอยู่ที่ราว 500-1,000 บาท ถ้าบริษัทติดตามลูกหนี้มาเข้าโครงการของรัฐบาลได้เยอะและรู้ว่ารัฐบาลอยากแก้ปัญหาจริง คนก็อยากมาร่วม ไม่หลบลี้หนีหนี้อีกต่อไป เป็นการแก้ปัญหาแบบ วิน-วิน ทุกฝ่าย

หนี้ครัวเรือนพุ่งทะลุฟ้าตั้งแต่โควิด หนี้เสียก็ไต่ตาม

“(หนี้) ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ดีมายาวนานแล้วบางคนก็ยังแยกเป็นสองพวกด้วยคือ พวกที่มีความสามารถตั้งแต่ก่อนโควิดเป็นลูกหนี้ที่ดีแต่ล้มเพราะโควิด กับคนที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายหนี้ จริงๆ พวกนี้เขาอยากจะตั้งตัวใหม่”

รมว.คลังยังให้มุมมองด้วยว่า ในแง่หนึ่งคนที่เป็นลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคลไปทั้งหมด ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่สะสมมายาวนานมากจนประชาชนต้องอยู่ในสภาพที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ดังนั้นเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลจะต้องเข้ามาหาทางว่าจะทำอย่างไร

หากเราดูข้อมูลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถิติหนี้ครัวเรือนย้อนหลังไปถึงปี 2562 จะเห็นว่าเมื่อเข้าปี 2563 สถานการณ์หนี้ครัวเรือนพุ่งทะยานรวดเดียวกว่า 10 % จาก 84.1% เป็น 94.2% ของ GDP และขึ้นจุดสูงสุดในปี 2564 คือ 94.6 % ก่อนสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นและค่อยๆ ลดลงมาจนถึง 89.0% ของ GDP หรือมีมูลค่า 16.34 ล้านล้านบาทในช่วงปลายปี 2567 แต่ในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่อยู่ในระบบเครดิตบูโร(ไม่รวมสหกรณ์ออมทรัพย์) ประมาณ 13.6 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements: BIS) วิเคราะห์ไว้ว่าเส้นเพดานของหนี้ครัวเรือนในระดับที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 80 ต่อ GDP เพราะหากสูงเกินระดับนี้เป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของระบบการเงินได้

จากข้อมูลของ ธปท.ทำให้เห็นว่าถ้าย้อนไปนานกว่านั้น ไทยก็อยู่ในสภาวะที่หนี้ครัวเรือนสูงกว่าร้อยละ 80 มาตั้งแต่ปี 2556 และเริ่มไต่ขึ้นช่วง 2557-2558 จนถึงปัจจุบัน เท่ากับ 12 ปีที่ผ่านมามีช่วงที่หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 90 % ของ GDP ถึง 4 ปีกว่า เพิ่งมาลดลงในช่วงกลางปี 2567 เป็นต้นมา

หากหันมองข้อมูลของเครดิตบูโร สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร)  เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนทั้งหมด มีทั้งหนี้เสีย, หนี้ที่กำลังจะเสีย และหนี้ที่กำลังมีปัญหาแต่ยังไม่เกิน 90 วันที่ถูกนำมาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อไม่ให้เป็นหนี้เสียอยู่ด้วย

  1. หนี้เสียมีจำนวนบัญชีถึง 9.5 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่า 1.22 ล้านล้านบาทซึ่งเป็น 8.8 % ของหนี้ในระบบเครดิตบูโร 
  2. หนี้ที่ต้องจับตาว่าจะกลายเป็นหนี้เสียหรือไม่ มีประมาณ 1.9 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่า 5.8 แสนล้านบาท
  3. หนี้เสียที่เข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ 3.7 ล้านบัญชี มีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท​
  4. หนี้ที่มีปัญหาแต่ยังไม่เกิน 90 วัน และกำลังเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้มีจำนวน 1.7 ล้านบัญชี มีมูลค่า 9.2 แสนล้านบาท

ข้อมูลสถานการณ์หนี้เสียของไทยจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ที่ สุรพล โอภาสเสถียร นำมาเปิดเผย

ผู้จัดการใหญ่บริษัทข้อมูลเครดิตบูโรอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าหนี้เสียในกลุ่มแรกมีลักษณะ​การค่อยๆ เพิ่มมาต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส​ 4 ปี​ 2565​ อันเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดการระบาด​ Covid-19​ โดยแบ่งเป็น

1.      สินเชื่อรถยนต์ 2.7 แสนล้านบาท

2.      สินเชื่อส่วนบุคคล 2.8 แสนล้านบาท

3.      สินเชื่อบ้าน 2.4 แสนล้านบาท

สุรพลยังขยายความด้วยว่า ในกลุ่มหนี้เสียมีอยู่ 2.2 ล้านคน (2.9 ล้านบัญชี) ที่เคยเป็นลูกหนี้ระดับ A มาแต่เดิม โดยเมื่อปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 เคยจ่ายหนี้ได้ทุกบัญชีเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนติดต่อกันเ มูลค่าหนี้รวมอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท 

“ในความเห็นของคนตัวเล็ก​ เสียงไม่ดัง​ ไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ​ เห็นว่าควรต้องช่วยเขาเป็นลำดับต้นๆ ครับ​ เขาสู้เต็มที่แล้ว​ เขาทำดีมาตลอด​ ช่วยตรงนี้สำหรับคนที่มียอดภาระหนี้ไม่เกิน​ 1แสน​ 3 แสนจะดีหรือไม่ครับ​” ผู้จัดการใหญ่บริษัทข้อมูลเครดิตบูโรระบุในโพสต์

กู้ธนาคารยังยาก ท่ามกลางสภาพหนี้สูง

แม้ว่า ธปท.จะเพิ่งประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25 % อีกรอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์จนดอกเบี้ยนโนบายเหลือ 2 % หลังจากเพิ่งปรับลดไปรอบนึงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำจริงตอนนี้ในกลุ่มสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรือ MRR ก็ยังอยู่ที่ราวๆ 6.5 - 6.7 % ในกรณีเป็นธนาคารของรัฐอย่างธนาคารออมสินหรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ แต่ถ้าเป็นธนาคารเอกชนก็จะอยู่ที่ 6.8 - 8.6 % ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่บรรดาธนาคารต่างๆ ประกาศปรับลดลงมาแล้วหลัง ธปท.ประกาศปรับดอกเบี้ยนโยบายลง

อย่างไรก็ตามด้วยสภาพสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังสูง แม้จะเริ่มเห็นแนวโน้มการขยายตัวของหนี้ลดลงบ้างแล้ว แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากสถานการณ์ที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในกลุ่มสินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์ด้วย

เริ่มจาก หนี้บ้านเป็นอันดับต้นๆ ในไตรมาส 3 ปี 2567 หนี้บ้านเป็นสัดส่วน 34 % ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์หนี้จะไม่ขยายตัวแต่ส่วนหนึ่งเกิดจากธนาคารไม่ปล่อยกู้เพิ่ม และการไม่ปล่อยกู้เพิ่มกลับไปกระทบกับด้านอุปทานเพราะผู้กู้ซื้อบ้านถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อจนทำให้มีการซื้อขายบ้านลดลง

ล่าสุด คลังและ ธปท.ออกมาประสานเสียงปรับลดความเข้มงวดมาตรการสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัยลงเพิ่มเติมคือปล่อยสินเชื่อ 100% สำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทหลังที่ 2 เป็นต้นไป และสำหรับบ้านราคา 10 ล้านขึ้นไปได้สินเชื่อ 100 % ตั้งแต่หลังแรก แต่ก็ยังต้องรอดูกันว่าถึงเวลาจริงธนาคารพาณิชย์ที่เป็นคนส่งผ่านนโยบายจะลดความเข้มงวดตามไปด้วยแค่ไหนในสถานการณ์ที่หนี้เสียในกลุ่มหนี้ครัวเรือนยังสูงอยู่เช่นนี้

สินเชื่ออีกหมวดที่กระทบการผลิตอีกคือ สินเชื่อรถยนต์ที่หดตัวลงต่อเนื่องซึ่งเกิดจากธนาคารปฏิเสธสินเชื่อเช่นเดียวกัน แต่เกิดจากธนาคารปฏิเสธอนุมัติสินเชื่อที่สูงโดยเฉพาะรถกระบะอยู่ที่ 20-30%

ย้อนดูโครงการช่วยเหลืออื่น

ก่อนหน้านี้เราพอจะเห็นความพยายามจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่บ้างผ่านโครงการต่างๆ โดยในการแถลงลดดอกเบี้ยเมื่อ 26 ก.พ.ที่ผ่านมาของ ธปท.ก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ดำเนินการอยู่ 3 โครงการและมีผลดำเนินงานดังนี้

  • นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ช่วงเดือน ม.ค.- ธ.ค. 2567 มียอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือรวม 2.66 ล้านล้านบาท เป็นจำนวนบัญชีทั้งหมด 7.18 ล้านบัญชี
  • โครงการคลินิกแก้หนี้ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ มิ.ย.2560 - ม.ค.2568 มีจำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือรวม 2.4 แสนบัญชี

มาตรการคุณสู้เราช่วยที่เริ่มมาตั้งแต่ 16 ธ.ค. 2567 และเพิ่งขยายไปถึง 30เม.ย.นี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ของทั้งธนาคารและบริษัทสินเชื่อที่ไม่เป็นของธนาคารก็มีผู้สมัครเข้าโครงการ 8.9 แสนรายแล้ว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ที่น่าสนใจคือ มาตรการ “คุณสู้เราช่วย” อันเป็นความร่วมมือระหว่าง ธปท.กับกระทรวงการคลัง มีการแบ่งมาตรการช่วยเหลือให้กับลูกหนี้ของธนาคารโดยตรง บริษัทสินเชื่อของธนาคาร สถาบันการเงินเฉพาะกิจ บริษัทสินเชื่อที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ธนาคารด้วยโดยจะเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (ค้างชำระไม่เกิน 1 ปี)

ในส่วนของลูกหนี้ธนาคารนั้น คือ การให้ลูกหนี้ยังสามารถรักษาทรัพย์สินของตัวเองไว้ได้ทั้งบ้าน ยานพาหนะ และหนี้ของธุรกิจขนาดเล็กที่วงเงินไม่สูงมาก ผ่านความช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ ระยะเวลาช่วยเหลือ 3 ปี และมาตรการที่ช่วยปิดหนี้ให้ในกรณีมีหนี้เสียและยอดหนี้ไม่เกิน 5,000 บาทโดยให้ลูกหนี้จ่ายบางส่วนเพื่อให้สามารถจ่ายและปิดหนี้ได้เร็วขึ้น

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของบริษัทสินเชื่อนอกธนาคารที่เอาสินทรัพย์ไปจำนำ ก็จะเป็นการลดค่างวด ลดดอกเบี้ย ให้ระยะเวลาช่วยเหลือ 3 ปี และหากทำตามเงื่อนไขได้ก็จะยกเว้นดอกเบี้ยให้ทั้งหมด และมีมาตรการช่วยปิดหนี้แบบเดียวกับกลุ่มลูกหนี้ธนาคารด้วยเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการเท่าที่มีอยู่เมื่อย้อนไปดูข้อมูลสถานการณ์หนี้ครัวเรือนก็เหมือนจะยังไม่ได้ทำให้สถานการณ์หนี้ดีขึ้นเท่าไหร่ และที่ยังต้องตามต่อคือไอเดีย “ซื้อหนี้” ที่จะเริ่มต้นจากหนี้เสียรายย่อยจะช่วยได้อีกสักแค่ไหน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง