"ศิริกัญญา" จี้รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจแย่ราคาพืชผลตกต่ำ ค่าแรงขึ้นต่ำ 400 บาทก็ทำไม่ได้จนคนถามถึง "ลุงตู่" ทั้งที่เป็นยุคเลวร้าย แจกเงินหมื่นหวังให้เกิดพายุเศรษฐกิจก็ไม่เกิดแต่ไทยกลับจะเจอพายุจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ รมว.คลังลุกตอบเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจแย่แต่หลายเรื่องก็แก้ไม่ได้ภายในปีเดียวต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจแล้วก็ยังต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้
25 มี.ค.2568 ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายประเด็นการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดล้มเหลว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล วันที่สอง โดยศิริกัญญาจนคนถามหาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งที่เศรษฐกิจยุคนั้นเลวร้าย จนคนเรียกร้องหาประชาธิปไตย เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้จริงๆ ที่ทำให้คนลืมภาพเลวร้ายยุครัฐประหาร
ศิริกัญญากล่าวว่า เศรษฐกิจฝืดเคือง หนี้ครัวเรือนท่วมท้น ห้างร้านทยอยปิดตัว เศรษฐกิโตต่ำ ปัญหาโครงสร้างไม่มีพูดถึงอย่างจริงจัง
เกษตรกรที่มี รมว. พาณิชย์ขึ้นมาที่คอยส่งข้อมูลบิดเบือนว่าราคาสินค้าเกษตรมันยังดี โดยเฉพาะราคาปาล์มที่ราคา 5-6 บาทไม่เป็นความจริง ทั้งที่หน้าเว็บกระทรวงพาณิชย์เองก็ 5-6 บาทเป็นจริงๆ ที่เอาข้อมูลค่าเฉลี่ยปี 68 มาดูเยอะ เพราะปาล์มยังไม่ค่อยออกผลผลิตก็เลยสูงถึง 10 บาท แต่ภายใน 2 เดือนราคาลงมาครึ่งหนึ่ง นอกจากนั้นราคาข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดราคาก็ตกลงมาเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเหมือนกันหมด ซึ่งเกษตรกรในสินค้าทั้ง 4 ประเภทนี้มีจำนวน 3 ใน 4 ของประเทศแล้วเขาจะอยู่กันอย่างไร
- รายได้ชาวนาก็ลดมาเหลือแค่เกือบ 20 % แล้ว ราคาข้าวเหลือตันละ 5,000 บาท จากที่ก่อนหน้านี้ 20,000 บาท
- อ้อยตอนนี้เปิดหีบ 67-68 ประกาศ 1,160 บาท จากที่ฤดูกาลที่แล้ว 1,400 บาท ราคาตกลงมา 20 % รายได้ชาวไร่อ้อยหายไป 14 %
- ราคามันสำปะหลังเมื่อวานนี้เหลือ 0.90 สตางค์ รายได้เกษตรกรลดลงมา 38 %
- รายได้เกษตรกรข้าวโพดลดลงมา 21%
ปัญหาอยู่ที่นายกฯ ที่ไม่จริงจังในการแก้ปัญหาของเกษตรกร รมว.มารายงานอะไรก็เชื่อ ไม่สามารถให้ทิศทางแก้ปัญหากับ รมว.ได้ ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้าเผื่อว่าราคาตกลงมา แล้วก็ไม่มีความสามารถพอในการประสานงานกับ รมว.ต่างพรรค
ทั้งที่นายกฯ สัญญาว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน ได้มีกินมีใช้แต่บริหารมา 6 เดือน ประชาชนตอบว่าปัญหาค่าครองชีพสูง คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย กำลังซื้อในประเทศไม่ขยายตัว เป็นเรื่องแรกที่ประชาชนกังวลถึง 83% เรื่องนี้กระทบกับทุกคน แต่คนที่มีรายได้น้อยจะกระทบเยอะกว่า
รัฐบาลอาจจะบอกว่าเงินเฟ้อต่ำขนาดนี้เป็นเรื่องคิดไปเองว่าค่าครองชีพสูง แต่ประชาชนไม่ได้รู้สึกตาม ถ้าเขาซื้ออะไรแล้วมันแพงแล้วก็ยังรู้สึกแพงอยู่อย่างนั้น ก็คือค่าครองชีพมันสูงแล้วไม่ได้ลดลงมา เช่น ราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล ค่าแก๊ส แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะต่ำหรือติดลบ แต่ราคาข้าวของไม่ได้ลดลงมาทุกรายการเท่ากัน สินค้า 3 ใน 4 อย่างที่ซื้อราคายังเพิ่มขึ้น หรือราคายังเดิมด้วยแม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะแค่ 0.4 %
ศิริกัญญายกตัวอย่างราคาสินค้ามีขึ้นมา เช่น
- น้ำมันปาล์มเดิมก่อนแพทองธารเป็นนายกฯ มีราคา 45 บาท แต่ตอนนี้ 62 บาท
- เนื้อหมูสันนอกกิโลละ 130 กว่าบาท ตอนนี้ 150 บาท
- กาแฟผงราคาขึ้นมาถุงละ 15 บาท กาแฟกระป๋องขึ้นมา 2 บาท
ฝั่งต้นทุนการผลิดก็ขึ้นเหมือนกันเช่น
- ปุ๋ยยูเรียราคาขึ้นทุกเดือนมา 3 เดือนตอนนี้ลูกหนึ่งเกือบ 900 บาทแล้ว
- ปุ๋ยสูตรราคาขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีรวมเป็นร้อยบาทแล้ว
- ปูนซีเมนต์ราคาก็ขึ้นมาลูกละ 20 บาท
นอกจากนั้นค่าไฟที่บอกว่าจะลดแต่ก็ยังไม่ได้ลด เพราะไม่กล้าไปคุยกับทุนพลังงาน ดูแล้วราคาคงไม่ลดแต่เพิ่มแน่ ค่าอินเตอร์เนตก็ขึ้นมาจากการที่แพ็คเกจราคาประหยัดต่างๆ หายไปหลังจากธุรกิจควบรวมกันจนเหลือแข่งกัน 2 เจ้า
สาเหตุที่ประชาชนรู้สึกว่า ค่าครองชีพสูงแม้ว่าเงินเฟ้อจะต่ำขนาดนี้ ก็เพราะส่วนหนึ่งเป็นเพราะรายได้คนไม่เพิ่ม โตไม่ทันค่าครองชีพที่นอกจากรายได้ของภาคเกษตรแล้ว ฝั่งแรงงานคนกินเงินเดือนก็ไม่เพิ่มเลย รายได้ของลูกจ้างเอกชนปี 2567 จาก 14,500 บาทขึ้นมา 100 บาท เป็น 14,600 บาท
ศิริกัญญากล่าวถึงเรื่องค่าแรง 400 บาทที่นายกฯ สัญญาไว้ว่าจะได้ปี 2567 ก็ทำไม่ได้ ที่ทำได้มีแค่ 4 อำเภอเมื่อต้นปี 2568 แล้วการประชุมไตรภาคีที่ผ่านมาก็ไม่มีวี่แววว่าจะขึ้นค่าแรง 400 บาทในปีนี้ได้ เป็นการหลอกลวงประชาชนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทั้งที่ตอนนี้นายกฯ มีอำนาจเต็มแล้ว
นอกจากนั้น ตั้งแต่แพทองธารขึ้นเป็นนายกฯ บริษัทก็เลิกกิจการเพิ่มขึ้น 11% แต่มีเปิดกิจการเพิ่มแค่ 4% มีคนถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น แต่บางโรงงานเลิกจ้างแล้วก็ไม่จ่ายค่าชดเชยให้ เจ้าของกิจการปิดโรงงานแล้วก็หายไปเลยแรงงานก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาประทังชีวิต แม้ว่าจะหาช่องทางให้เอาเงินเยียวยาจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมาจ่ายได้ แต่แรงงานก็ได้น้อยมากเมื่อเทียบกับค่าชดเชยหลายเท่า แต่ทางกระทรวงแรงงานก็บอกว่าเงินของกองทุนฯ ตอนนี้ก็หมดแล้วทำให้ต้องไปขอจากงบกลาง ทั้งที่เป็นเรื่องเร่งด่วนจำเป็นที่จะใช้เงินสำรองฉุกเฉินได้อยู่แล้ว
แต่คนที่จะอนุมัติงบกลางได้คือนายกฯ กับ ครม. แต่ก็เตะถ่วง กระทรวงแรงงานทำหนังสือลงวันที่ 11 ก.พ. 2568 ตอนนี้ก็เกือบ 2 เดือนแล้วเรื่องก็ยังไม่ได้บรรจุเรื่องเข้า ครม.เป็นเพราะอะไร?
ศิริกัญญากล่าวถึงปัญหาของฝั่งผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย SMEs ว่ากำลังเจอปัญหาคนไม่มีกำลังซื้อ แล้วยังเจอทุนจีนเข้ามาแข่งด้วยสินค้าราคาถูกที่ล้นเข้ามาในประเทศ หน่วยงานภาครัฐขยับตัวมาจัดการช้ามาก รัฐมนตรีที่มาตอบเรื่องนี้ทุกคนก็มีท่าทีเกรงใจจีนมาก ทั้งที่ขอแค่ให้บังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานสินค้าให้เข้มข้นขึ้นเท่านั้น แล้วตอนนี้ทุนจีนเข้ามาทั้งห่วงโซ่การผลิต ไม่ได้มาแค่โรงงานอย่างเดียว
นอกจากนั้น SME ยังเจอปัญหาสภาพคล่องอีก ทั้งที่รัฐบาลมีการปล่อยสินเชื่อเป็นแสนล้านบาทหลายโครงการ แต่รัฐบาลกลับไปบังคับให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มไม่ได้ ทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐ
แม้แต่นักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นก็ยังได้รับผลกระทบด้วย ทั้งที่ตอนแพทองธารมาเป็นนายกฯ ตลาดหุ้นเด้งขึ้นมารับ 130 จุด แต่จากนั้นหลังจากมีนโยบายวายุพักต์มูลค่า 150,000 ล้านบาท ดัชนีหุ้นก็ร่วงลงมาไม่หยุดอยู่ในระดับเดียวกับปี 2555 ช่วงธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์ มูลค่าตลาดหายไป 3 ล้านล้านบาท หรือ 20 % สำหรับนักลงทุนที่อยากเข้าตลาดเพื่อลงทุนในรายบริษัท ก็ยังมีความเสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าเจ้าของบริษัทจะกินรวบเมื่อไหร่ เพราะการกำกับดูแลบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ย่อหย่อนมีปัญหาสภาพคล่อง มีปัญหาธรรมภิบาลเต็มไปหมด แต่ยังไม่มีมาตรการออกมา เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจได้ จนบลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นของไทยแย่ที่สุดในโลกจาก 92 ดัชนี และมาตรการพยุงตลาดหุ้นก็ไม่ได้ผลกำลังล้มเหลว
มาจนถึงบริษัทใหญ่ในตลาดหุ้นก็หดตัวต่อเนื่องมี 925 บริษัทกำไรลดลง และบริษัทจดทะเบียนจำนวน 1 ใน 3 ปีที่แล้วขาดทุน และปีที่แล้วยังมีบริษัทที่กู้ยืมเงินตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ 46 แห่งจาก 217 แห่งที่ออกตราสารหนี้ ซึ่งมีจำนวนสูงกว่าช่วงโควิด-19 อีก จนเหลือไม่กี่บริษัทที่ยังเติบโต เหลือแค่บริษัทที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐหรือได้สัมปทานจากรัฐ เช่น บริษัทค้าปลีกเจ้าใหญ่ ธนาคาร และบริษัทมือถือ
แม้ว่าปัญหาจะไม่ได้เกิดจากนายกฯ ทั้งหมด เพราะปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การบริหารจัดการแก้ปัญหาที่รับมือปัญหาไม่ได้ แล้วก่อนหน้านี้ทักษิณ ชินวัตรก็ออกมาพูดว่าปัญหาของประชาชนมี 3 เรื่องคือ การบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด โควิด และการสร้างโอกาสให้ประชาชนยังไม่พอ ซึ่งเธอก็เห็นด้วย
ศิริกัญญากล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจว่า หลังจากนี้การเติบโตจะลดลงเรื่อยๆ ที่ไตรมาสแรกอยู่ที่ 3 % แต่จะลดลงเรื่อยๆ จนเฉลี่ยทั้งปีเหลือ 2.4 % นายกฯ ก็ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังใช้วิธีการเดิมคือ
- ดิจิทัลวอลเล็ต ทั้งที่ก่อนหน้านี้ 2 เฟสสูญเสียเงินไป 180,000 ล้านบาทนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิงการบริโภคไม่กระเตื้อง GDP ไม่เพิ่ม จนตอนนี้ไม่ประเมินแล้วว่าจะทำให้ GDP โตเท่าไหร่และยังลดกลุ่มคนที่จะได้รับสิทธิ์เหลือแค่ 2.7 ล้านคนที่ให้เฉพาะกลุ่มคนที่มีอายุ 16-20 ปี
- การท่องเที่ยว
- เร่งรัดเบิกจ่ายการลงทุน
- เร่งรัดการลงทุน
มาตรการเหล่านี้เคยใช้มาตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐาเมื่อเดือน มิ.ย.2567 แล้ว ตอนนั้นก็ตั้งเป้าว่าจะมี GDP โต 3% แต่โตแค่ 2.5 % มีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 1 ล้านคนจาก 35 ล้านคนเป็น 36.7 ล้านคน แต่จบปี 2567 มีนักท่องเที่ยวแค่ 35.5 ล้านคน รายได้ตกเป้ากระตุ้นไม่ได้ผล การลงทุนภาครัฐก็เบิกจ่ายได้แค่ 65% ส่วนการลงทุนภาคเอกชน BOI ก็ออกบัตรส่งเสริมการลงทุนได้ 8 แสนล้านบาท แต่ปิดปีก็เกิดการลงทุนเพียง 300,000 ล้านบาท แล้วตอนสิ้นปี 2567 ก็มีการแจกเงินหมื่นไปอีก 140,000 ล้านบาท
เมื่อเปลี่ยนเป็นนายกฯ แพทองธารก็ยังคงใช้วิธีการเดิมเพราะทีมเศรษฐกิจยังเป็นชุดเดิม แม้ว่าจะเห็นแล้วว่าไม่ได้ผลก็ยังทำต่อด้วยวิธีการเดิม รอบนี้นายกฯ ก็พูดว่าเศรษฐกิจจะโต 3.5 % แต่ตอนนี้หลังก็บอกว่าเอาแค่เกิน 3% มีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและซอฟท์พาวเวอร์การท่องเที่ยว คาดว่าจะมีเข้ามา 39 ล้านคนแต่ปีที่แล้วก็ยังได้แค่ 3.5 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนก็ไม่กลับมาแล้ว จะไม่ถึง 10 ล้านคนเหมือนเดิมแล้ว อย่างมากก็อาจจะอยู่ที่ 6-7 ล้านคนเพราะไปเที่ยวที่อื่นหมดแล้ว
ศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจก็ปรับลดการประเมินนักท่องเที่ยวลงมาหมดแล้วอยู่ที่ 37-38 ล้านคน แต่รัฐบาลก็ยังตั้งไว้ที่ 39 ล้านคนอยู่ ซึ่งมาตรการที่มีไม่น่ากระตุ้น นอกจากนั้นส่วนที่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนได้น้อย คือ งบกลาง ส่วนที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจที่กันไว้ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 187,000 ล้านบาท ที่ตอนนี้เบิกจ่ายใช้ไปได้แค่ 30,000 ล้าน แล้วก็จะใช้กับดิจิทัลวอลเล็ตรอบคนอายุ 16-20ปี อีก 30,000 ล้านบาททำให้ยังเหลืออีกประมาณ 130,000 ล้านบาทที่ยังไม่มีโครงการรอจะทำ
ส่วนมาตรการกระตุ้นการลงทุนก็ให้ BOI เร่งรัดให้บัตรส่งเสริมการลงทุนเหมือนเดิม มีการลดภาษีเพิ่มอีก 50% เป็นเวลา 5 ปี ถ้าลงทุนได้ภายใน 1 ปี เป็นมาตรการเดิม แล้วการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเพิ่มอย่างไร? แม้ว่าตอนนี้จะมีคำขอส่งเสริมการลงทุนเข้ามาสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงคำขอยังไม่มีการลงทุนจริง แล้วการลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดตอนนี้ก็คือ ดาต้าเซนเตอร์ แต่การลงทุนก้อนนี้ก็ต้องการไฟฟ้าสีเขียว แต่เขาไม่เอาแบบ Energy green tariff แต่ต้องการทำสัญญาตรงกับผู้ผลิตไฟฟ้าโดยตรง แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการทำ Direct PPA
นอกจากนั้นผู้ประกอบการดาต้าเซนเตอร์ต้องการคือการ Cloud Frist Policy แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามา 6 เดือนแล้ว เพราะหน่วยงานรัฐเองก็ไม่อยากเอาข้อมูลตัวเองขึ้นคลาวด์ แต่เมื่อทั้ง Direct PPA และ Cloud Frist Policy ยังไม่ทำแต่กลับไปเร่ง BOI ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
ศิริกัญญายังกล่าวถึง โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 46 โครงการ มูลค่า 453,000 ล้านบาท แต่ในนี้มี 7 โครงการที่ทำไปแล้วและมี 27 โครงการที่กำลังทำอยู่ก็ถูกนับรวมเข้ามาด้วย แต่มีโครงการใหม่ 12 โครงการ แต่ก็ไม่ได้ใหม่จริงเพราะอยู่ในงบประมาณรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว ทั้งโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ โครงการสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เป็นโครงการที่เหมือนว่าอยู่ในแผนอยู่แล้ว ยังไม่นับว่าตัวเลข 453,000 ล้านบาทยังไปเอาวงเงินสินเชื่อที่เคยประกาศ และใช้ไปแล้วแต่ยังใช้ไม่หมดมารวมด้วย 300,000 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขดูเยอะจนดูเหมือนกับเราจะไปถึง GDP โตมากกว่า 3 % ได้
ศิริกัญญากล่าวถึงเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนที่ผ่านมา แก้หนี้นอกระบบไป 24,000 ราย อนุมัติเงินไป 1 พันล้านบาท แต่มีคนลงทะเบียนมาก 150,000 ราย ตอนหลังมาก็เปิดโครงการคุณสู้เราช่วย ล่าสุดมีคนลงทะเบียนมาแล้ว 1,300,000 ราย แต่ผ่านเงื่อนไขแค่ 3 แสนราย แต่โครงการก็ยังไม่ปิดรับลงทะเบียน ในขณะที่โครงการแรกยังไม่เริ่มก็มีโครงการใหม่มาอีก คือจะให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซื้อหนี้ประชาชนเฉพาะหนี้เสียที่มีอยู่ประมาณ 3.5 ล้านบัญชี เธอเห็นว่าก่อนจะเริ่มโครงการใหม่ก็ควรจะให้โครงการเดิมดำเนินการซักพักหนึ่งก่อน เพื่อดูว่าคนที่เข้าร่วมเป็นกลุ่มเดียวกัน ทับซ้อนกันหรือไม่
ปัญหาราคาข้าวศิริกัญญากล่าวว่า เกิดจากนายกฯ ไม่มีภาวะผู้นำ ไม่ประสานทำงานร่วมกัน ไม่ได้เตรียมการรับมือสถานการณ์ที่อินเดียกลับมาขายข้าวแล้วไทยส่งออกได้น้อยทำให้ราคาข้าวตก แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลย มีแค่โครงการไร่ละพันที่ได้แค่ไม่เกิน 10 ไร่ จากเดิมที่ไม่เกิน 20 ไร่ แต่รัฐบาลก็ยังไปบอกชาวนาให้ปลูกข้าวนาปรังเพิ่มอีก 1 ล้านไร่จะทำให้มีข้าวเพิ่มมาอีก 700,000-800,000 ตัน ทั้งที่การส่งออกข้าวลดลงไปแล้วถึงประมาณ 1-1.5 ล้านตัน เท่ากับจะมีข้าวที่ขายไม่ออกอยู่ประมาณ 2 ล้านตัน แล้วกระทรวงพาณิชย์ก็ออกมาประกาศว่าหาตลาดได้แล้ว 6 แสนตัน แล้วก็ยังอยู่ระหว่างเจรจายังไม่สิ้นสุด
นายกฯ ที่มีหน้าที่ต้องทำให้ทุกกระทรวงทำงานประสานกัน กลับเกิดการดำเนินนโยบายสวนทางกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องรับผิดชอบ แล้วยังมีรัฐมนตรีที่บอกว่าให้ไปปลูกกล้วยแทน สะท้อนว่ามีการใช้คนไม่ถูกงาน แล้วนายกฯ ก็ยังไปโทษชาวนาแทนว่าใช้เมล็ดพันธุ์ไม่มีคุณภาพ แต่เมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในโครงการส่งเสริมก็มีแค่ 3-4 แสนตัน ทั้งที่ยังขาดอีก 1 ล้านตัน ซึ่งนั่นก็ไม่พอสำหรับชาวนา
ราคาอ้อยที่เคยขึ้นถึง 1,400 บาท แต่ตอนนี้ราคาตกลงมาเหลือ 1,160 บาท แต่นายกฯ ไปเอามติ ครม.เก่ามาแถลง ประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นราคาเมื่อปี 66-67 บอกว่าราคาอ้อยสุดท้ายที่ 1,440 บาทต่อตันอ้อย ทำให้เกิดความสับสน ตกลงว่าเป็นราคาปีไหน เพราะข้อมูลปัจจุบันคนละราคากัน แล้วยังมีเรื่องเงินช่วยเหลือตัดอ้อยสด 120 บาท ก็เป็นเรื่องที่ชาวไร่ด่ารัฐบาล เพราะยังไม่มีเงินมา สุดท้ายยังไม่ได้จ่าย ทั้งที่ตอนนี้โรงงานกำลังจะปิดหีบแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการอนุมัติ ในส่วนผู้แทนสำนักงานอ้อยและน้ำตาลก็มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ บอกว่าในปี 66-67 ไม่ได้มีแผนจะกำหนดมาตรการช่วยเหลือ
ศิริกัญญากล่าวถึงที่นายกฯ บอกว่าจะทำลายการผูกขาดการค้าข้าว โดยการยกเลิกปริมาณสต๊อกข้าวขั้นต่ำจาก 500 ตันหรือ 20 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยลดสต็อกข้าวให้กับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 10 ล้านบาทให้เหลือ 100 ตัน หรือ 4ตู้คอนเทนเนอร์หรือมีที่ดินปลูกข้าว 300 ไร่ถึงจะมีสต็อกพอ แต่ตอนรับฟังความเห็นทุกฝ่ายก็เห็นด้วยกันหมด มีแค่กรมการค้าภายในเพียงรายเดียวที่ไม่เห็นด้วย และยังจะให้กำหนดไว้อยู่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อ แล้วนายกฯ ก็ยอมข้าราชการ ทำให้การทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัยก็ยุ่งยากแบบนี้ เพราะไม่มีใครลุกขึ้นมายืนหยัดมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาเรื่องนี้
สส.พรรคประชาชนกล่าวถึงประเด็นการทลายการผูกขาดต่อว่านายกฯ คงไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการผูกขาดที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างเช่น ค่ามือถือ ค่าเน็ตบ้าน ที่เกิดขึ้นหลังจากบริษัทควบรวมกัน แล้วล่าสุดบริษัทยังมาขอต่อรองเพื่อไม่ต้องทำตามเงื่อนไขของ กสทช.ที่ต้องเยียวยาประชาชนหลังการควบรวมด้วย
ศิริกัญญาอภิปรายประเด็นที่รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่อว่าจะสร้างได้อย่างไร เพราะว่าที่ผ่านมาเพิ่งมีบริษัทค้าปลีก เอาเงินไปอุ้มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของเครือญาติกันเอง โดยที่ไม่ขอกับผู้ถือหุ้นรายย่อย แล้วกลต.ก็ยังออกมาบอกว่าไม่ผิด แต่นอกจากนั้น ผู้บริหารของบริษัทค้าปลีกนั้นก็ยังใช้ข้อมูลภายในในการชิงขายหุ้นก่อนที่ราคหุ้นจะตกด้วย นายกฯ ก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้ว่าจะแก้หรือกำกับดูแลอย่างไร ไปจนถึงมีบริษัทอีกหลายแห่งที่ตกแต่งบัญชีค่าใช้จ่าย ยักยอกเงินนักลงทุนออกมา ก็ไม่มีมาตรการออกมา แล้วบอกว่าจะเอาร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจ กลต.ดำเนินคดีอาญาจะเอา ครม.ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ก็ยังไม่เข้าใจว่าจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุนรายย่อยได้อย่างไร
นอกจากนั้นยังไปเอานโยบายเก่าๆ ที่เคยใช้มาแล้วกลับมาใช้ทั้งกองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร ซื้อหนี้บ้านเอื้ออาทรเปลี่ยนเป็นบ้านเพื่อคนไทย ซึ่งก็ไม่ได้รับประกันว่านโยบายเก่าเหล่านี้ที่เคยประสบความสำเร็จจะสำเร็จในตอนนี้ เพราะสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อนแล้ว ที่เคยทำให้เศรษฐกิจโตได้ถึง 6-7% แม้นายกฯ ตอนนั้นจะเคยสัญญว่าทำได้ถึง 10 % แต่ก็ไปไม่ถึง
ศิริกัญญากล่าวถึง ‘เรื่องดิจิทัลวอลเล็ต’ ต่อว่า จากที่เคยจะเป็นบล็อกเชน ปัจจุบันก็เปลี่ยนทั้งหน้าตาแหล่งเงินแอพลิเคชั่นที่ใช้ ทักษิณบอกว่าที่เรื่องนี้ผิดแผน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าทำไม่ได้เพราะติด พ.ร.บ.เงินตราแล้วจ่ายเป็นเงินสดแทน แต่ก็ยังไม่เลิกความพยายามดิจิทัลวอลเล็ตจะต้องเป็นคริปโตเท่านั้นไม่ใช่กระเป๋าเงินทั่วไป ก็มีไอเดียต่อเนื่องมาเป็นสเตเบิลคอยน์แทน แพทองธารก็รับไอเดียมาสั่งรัฐมนตรีคลังไปศึกษา ทักษิณมักจะพูดว่าเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องพิมพ์ธนบัตร ใช้การออกสเตเบิลคอยน์แทน มีพันธบัตรรัฐบาลค้ำประกัน เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 3.5 % แน่ ปีหน้าจะถึง 4 % และภายในปี 70 จะถึง 5 % แน่ พันธบัตรรัฐบาลต้องเอามาทำประโยชน์ในรูปของคอยน์ ก็คือการเพิ่มปริมาณเงินมาเป็นกองทรัสต์แทนแล้วมิ้นท์สเตเบิลคอยน์ แต่เรื่องนี้ ธปท.ก็คงไม่ทำแน่นอน รัฐบาลเลยต้องทำกองทรัสต์ขึ้นมาแทน แต่ต้องตอบคำถามว่าจะทำไปทำไม จะบอกว่าเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เพิ่มปริมาณเงินในระบบ แต่จะเพิ่มได้จริงๆก็ต่อเมื่อสเตเบิลคอยน์สามารถใช้แทนเงินได้จริงๆ ถ้าใช้ไม่ได้การเติมเงินก็ไม่ได้เท่ากับการเพิ่มปริมาณเงิน
อย่างไรก็ตามปริมาณเงินในระบบก็ยังมีอยู่ เพราะเมื่อดูจากปริมาณเงินสดกับเงินฝากก็ยังโตอยู่แต่โตน้อย แล้วเรื่องสเตเบิลคอยน์นี้ก็มีเอกชนและธนาคารพาณิชย์ทำกันอยู่แล้วบนแซนด์บ็อกซ์ของ ธปท. แต่เอกชนก็แสดงความเห็นอยู่ว่าถ้ารัฐทำเองไม่ได้น่าสนใจ ถ้าไม่ได้เอาไปแลกเปลี่ยนบนแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ และเรื่องนี้ยังเป็นหน้าที่ของรัฐด้วยหรือเปล่า
ศิริกัญญากล่าวถึงประเด็นที่รัฐบาลไปขอให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย ว่า นโยบายการคลังงบประมาณที่ค้างอยู่ก็ไม่เป็นไรก็ไม่ต้องมีแผนออกมาใช้ก็ได้ แต่ที่ ธปท.ลังเลไม่ยอมลดดอกเบี้ย ก็เพราะความไม่แน่นอนของรัฐบาลเอง แล้วธนาคารโลกเองก็เคยบอกว่าความไม่แน่นอนของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเองที่ทำให้ ธปท.ต้องยืดการลดดอกเบี้ยออกไป เพราะเกิดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและประเมินว่าถ้าไม่มีโครงการนี้ ธปท.อาจจลดดอกเบี้ยได้อีก 50 สตางค์ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า
ศิริกัญญากล่าวย้อนไปว่า ที่กระทรวงการคลังแถลงว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมูลค่า 5 แสนล้านบาท ถ้าออกมาตอนไตรมาส 4 ปี 2567 ได้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ GDP จะโตถึง 1.2-1.8 % เงินเฟ้อจะเพิ่มมาอีก 0.2-0.6% ขึ้นไปเกือบถึงกรอบเงินเฟ้อที่ 3% ทำให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจถึง 3.8-4.4 % ถ้าโครงการจะทำให้เศรษฐกิจโตดีขนาดนี้ ธปท.จะลดดอกเบี้ยทำไม แต่เพราะรัฐบาลทำตัวเองเพราะความไม่แน่นอนก็ทำให้ ธปท.ไม่สามารถตัดสินใจได้ ทั้งที่แนวโน้มเศรษฐกิจก็เห็นมาสักระยะแล้ว พอรัฐบาลแจกเงินสดแทน ธปท.ก็ประกาศลดดอกเบี้ยทันที ก.พ.68 เมื่อเห็นแล้วว่าโครงการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ กนง.ก็ลดดอกเบี้ยอีก 0.25%
ศิริกัญญากล่าวถึงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทยด้วยว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับไทยไม่ต่ำกว่า 10 % เพราะไทยเกินดุลย์การค้าอยู่ 1.4 ล้านล้านบาท แล้วก็ไทยก็อาจจะเจอภาวะสินค้าจากจีนทะลักเข้าไทยด้วย เอกชนก็แสดงความกังวลมาตลอด ก็มีคนเสนอว่าให้นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับการไม่ขึ้นภาษีแต่เกษตรกรก็ต่อต้านอยู่ เพราะราคาข้าวโพดก็ตกลง หรือเรื่องเปิดเสรีนำเข้าเนื้อวัว นอกจากยังอาจจะได้รับผลกระทบจากการส่งกลับชาวอุยกูร์กลับจีนแล้ว ยังทำให้แต้มต่อที่เคยมีจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้หายไปด้วย และก็รู้ๆกันว่าการส่งกลับอุยกูร์ให้กับจีน ไทยไม่ได้รับอะไรกลับมาเลยและความเสียหายนี้ก็ไม่ได้มีแค่กับสหรัฐฯ แต่สภาสหภาพยุโรปก็มีมติประณามไทยด้วยว่า ให้ใช้ FTA กดดันไทยขึ้นกับรัฐบาลไทยอีกว่าจะแก้เรื่องนี้อย่างไร
ศักยภาพของผู้นำประเทศมีแค่นี้ ถ้าพายุทางเศรษฐกิจเข้ามาจริงแล้วจะทำให้ประเทศรอดไปได้ ไทยไม่สามารถไว้วางใจผู้นำประเทศอย่างแพทองธารได้อีกแล้ว
เศรษฐกิจแย่แต่ก็ต้องสู้
พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขึ้นชี้แจงว่า เขาเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดีจริงๆ และไม่ดีมายาวนานแล้ว ทั้งเรื่องเกษตร การลงทุนอุตสาหกรรม การลงทุนภาครัฐก็เบิกจ่ายช้า และการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มน้อย
พิชัยเริ่มจากกล่าวว่า อย่างไรก็ยังต้องดูจีดีพี เพราะยังเกี่ยวกับความอยู่ดีกินดี มีกำลังซื้อของประชาชน คนมีกำลังซื้อได้ก็ต้องมีการจ้างงาน การลงทุนส่วนตัว
การลงทุนเกือบทุกส่วนเกี่ยวกับการบริโภค ส่วนที่เหลือก็จะส่งออกแล้วสร้างความกินดีอยู่ดี และการส่งออกนี้ก็จะต้องมีการลงทุนเกิดการจ้างงาน ก็จะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เพราะฉะนั้นจีดีพียังมีความหมายอยู่
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยไม่ดีมานานแล้ว เพราะจีดีพีเติบโตเพียง 1.9% โดยเฉลี่ย แต่เป็นเพราะพื้นฐานโครงสร้างการลงทุน และความพร้อมในการสร้างสินค้าที่มูลค่าดีต่อการส่งออก แต่เรื่องนี้ทำภายในปีเดียวไม่ได้ แต่ในปีที่ผ่านมาเติบโตมา 2.5 % ก็จะเห็นว่าเติบโตมา 30% แล้ว แม้จะไม่เท่ากับประเทศอื่นที่โต 5-6% แต่ปีนี้เราก็ตั้งเป้าว่าเศรษฐกิจจะต้องไม่โตน้อยกว่า 3% ก็เป็นความหวังที่ต้องตั้งไว้แต่ก็ต้องสู้
ที่ตอนนี้คิดว่าจะถึง 3% เพราะว่า ธปท.เองก็มีผลศึกษาออกมาแล้ว เศรษฐกิจค่อยโตอย่างช้าๆ ตามลำดับขั้น เพราะถ้าย้อนดูสองไตรมาสล่าสุดจีดีพีโต 3.0-3.2 % แล้ว เท่ากับเราโต 3.1 % โดยประมาณ แม้ว่าจะขึ้นมาอย่างยากลำบากก็ยังต้องอาศัยโมเมนตัมต่อเนื่องต่อไป
พิชัยกล่าวถึงประเด็นเรื่องการเกษตรก็ยอมรับว่ามีการส่งออกอย่างเช่น ข้าว ที่ส่งออกเยอะกว่าบริโภคในประเทศ และราคาส่งออกก็เกือบเท่าต้นทุน ก็คือราคาส่งออกกับราคาที่เกษตรกรผลิตเกือบจะเท่ากัน แสดงว่าเราส่งออกไปโดยที่ไม่มีกำไรเหลือเลย นั่นแปลว่าเราเท่าทุนแล้ว อย่างนั้นจะผลิตทำไมก็ต้องเรียนรู้เรื่องนี้ด้วย แม้ว่าตอนนี้เราจะผลิตออกมา 17 ล้านตันบริโภคเอง 11 ล้านตันยังเหลือส่งออกอีก 6 ล้านตัน เราก็ยังส่งออกไปโดยไม่มีมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า แล้วเรายังจะส่งออกข้าวที่ต้นทุนสูงอยู่ต่อไปทำไม ดังนั้นเราต้องทำสองอย่าง
อย่างแรก เราต้องใช้พื้นที่ปลูกข้าวให้น้อยลง แล้วเอาพื้นที่ไปทำอย่างอื่นที่เรายังขาดอยู่ ก็ต้องลดการผลิตข้าวให้เหลือ 14 ล้านตันลดลงมา 3 ล้านตัน เพื่อให้เหลือพื้นที่กลับมาราว 12 ล้านไร่ ที่ดินที่เหลือนี้ก็เอามาผลิตหรือปลูกสินค้าที่ไทยยังต้องนำเข้าอยู่แทน โดยดูว่าสิ่งที่ผลิตเองนี้สู้กับราคาของสินค้านำเข้าที่บวกค่าขนส่งแล้วได้หรือไม่
พิชัยยกตัวอย่างว่า ถ้าทำได้ก็ทำ อย่างเช่น ข้าวโพดที่ตอนนี้ 8-8.50 บาทต่อกิโลกรัม ถ้ามีดินที่ดีพอปลูกก็อาจจะทำให้ข้าวโพตต่อไร่ได้ราคาถึง 15,000-16,000 บาท ถ้าทำได้ก็ไม่ต้องปลูกข้าว จะดีกว่าหรือไม่ถ้าทำแผนออกมา แต่อย่างไรก็ตามก็มีปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจว่า ไม่ปลูกข้าวแล้วปลูกข้าวโพดแทน ซึ่งรัฐก็ต้องมาดูแลให้เกษตรกรไปปลูกข้าวโพดแทน นอกจากนั้นสินค้าเกษตรในหลายประเทศก็ถือว่าเป็นยุทธปัจจัย อย่างนั้นทุกประเทศก็ถือว่าต้องผลิตออกมา เช่น ญี่ปุ่นก็ผลิตข้าวที่ผลิตออกมาขาย 200 บาท/กก. แต่ไทยยังขายอยู่ 30-35 บาท/กก. ถ้าของญี่ปุ่นเข้าขึ้นราคาไปก็อาจจะเหมือนแค่นิดหน่อยแต่ของไทยขึ้นแค่ 5 บาทชาวนาก็จะได้เพิ่มถึง 2,500 บาท/กก.
พิชัยสรุปว่า ดังนั้น ไทยต้องจัดการระบบราคาและการปลูก ถ้าเรามีการบริโภค 11 ล้านตันแล้วจะปลูกแค่ 14 ล้านตันพื้นที่ที่ปลูกนี้เท่ากับ 64 ล้านไร่ พื้นที่ที่มีตรงนี้หากจัดการระบบน้ำให้ดี ผลผลิตต่อไร่ก็ควรจะดีขึ้นและถ้าได้พันธุ์ข้าวที่ดีขึ้นก็อาจจะลดพื้นที่ปลูกได้อีกหน่อยด้วย เรื่องการเกษตรนี้จะต้องเพิ่มมูลค่าการส่งออก การส่งออกจะต้องเลือกเฉพาะสินค้าที่ได้ราคาดีกว่าต้นทุนในประเทศถ้ายังทำไม่ได้ก็ต้องปรับปรุง ถ้าปรับปรุงไม่ได้ก็ต้องลดการผลิตแล้วส่งออกอย่างอื่นแทน
พิชัยกล่าวต่อถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมด้วยว่า ไทยจะเปลี่ยนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เคยลงทุนไปเป็น 10 ล้านล้านบาททีเดียวไม่ได้ เพราะทำมาเป็นเวลา 40-50 ปีแล้วโครงสร้างเก่าก็ยังอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังอัพเกรดได้ อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปก็มาเป็นไฮบริดจ์ได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ก็วิ่งคู่มากับรถไฟฟ้า EV ที่ไทยก็ยังต้องตัดสินใจอีกว่าจะไปทางไหน นโยบายของไทยวันนี้ คือ ยังรักษาแพลตฟอร์มเก่าไว้ แล้วไทยจะทำอย่างไรให้ห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์นี้เข้ามาในระบบรถไฮบริดจ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การผลิตรถกระบะขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้มียอดการขายอยู่ 4 ล้านคันยังต้องเป็นสันดาปหรือไฮบริดจ์อยู่ เพราะรถกระบะไฟฟ้ายังวิ่งได้ประมาณ 200 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งจึงยังไม่สามารถใช้ได้คนไม่นิยม จากตัวอย่างนี้ก็แสดงให้เห็นยังเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมเดิมได้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกับสภาอุตสาหกรรมการจะเกิดเป็นรถไฟฟ้า EV ยังไม่ง่าย
พิชัยกล่าวถึงดาต้าเซนเตอร์ต่อว่า ยังไม่ได้สร้างส่วนที่เป็นมูลค่าเพิ่ม ที่ได้จากการก่อสร้างหรือการใช้เก็บข้อมูลบนคลาวด์ แต่จะมีประสิทธิภาพขึ้นได้ด้วยการเอามาใช้ประโยชน์ในเรื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
รมว.คลังตอบประเด็นที่ถูกอภิปรายว่า BOI ออกบัตรส่งเสริมการลงทุนเยอะ มีข้อสังเกตว่าวันนี้มาเยอะมากกว่าในปีที่ผ่านมามีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาท แต่ก็คัดออกเยอะ เพราะแค่สมัครเข้ามาเฉยๆ ยังไม่ได้นับเข้ามา แต่เรานับก็ต่อเมื่อเราอนุญาตให้ทั้งภาษี แสดงว่าเขารับว่าจะมาลงทุนแล้วและนักลงทุนในวันนี้ก็เป็นฝ่ายมาเร่งเราต่างจากเมื่อก่อนที่รับไปแล้วกว่าจะมาลงทุนก็อีก 3-5 ปี เพราะวันนี้เขาต้องการเร็วจากการต้องแข่งขันกันใครเร็วกว่าชนะ ทำให้วันนี้เขาคิดว่าน่าจะเข้ามาลงทุนภายในประมาณบวกลบแล้วภายใน 2 ปีตอนนี้เม็ดเงินลงทุนก็จะเข้ามา และวันนี้บางอุตสาหกรรมก็เข้ามาดูแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นสีเขียวจริงๆ เป็นตลาดเฉพาะ เช่น เหล็กสีเขียวหรือ Green Steel ที่ไม่ได้เข้ามาแย่งตลาดในประเทศแต่มีประเทศที่รอซื้ออยู่ถ้ามีการลงทุนเข้ามาแบบนี้ก็จะมีการจ้างงาน
ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่นิคมอย่าง EEC แต่ก็ต้องยอมรับว่าค่าพลังงานบ้านเรายังแพงไป 4.10 บาทคิดเป็นดอลล่าร์ก็ประมาณ 13-14 เซนต์ก็ถือว่าแพงไป ถ้าทำให้เหลือ 8-10 เซนต์ได้หรือประมาณ 3.50 บาท ก็จะแข่งขันได้ แต่จะลดค่าไฟวันนี้เรามีโรงไฟฟ้าที่เกินอยู่ 50-60 % หรือประมาณ 10,000 เมกกะวัตต์ทำให้ค่าไฟแพง เพราะเราเตรียมตัวไว้มีไฟฟ้าเหลืออยู่แล้วเอาต้นทุนค่าไฟทั้งหมดแล้วมาหารให้ประชาชนจ่ายด้วย แต่ถ้ามีการใช้ไฟเพิ่มขึ้นต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นนิดหน่อยในส่วนค่าเชื้อเพลิงแต่สามารถขายได้มากขึ้นอีก 10,000 เมกกะวัตต์ก็จะทำให้ตัวหารมากขึ้้นทำให้จากค่าไฟ 4.10 บาทลดลงมา
พิชัยตอบในประเด็นการใช้ไฟฟ้าเพิ่มนี้ว่าจะมาจากดาต้าเซนเตอร์หรืออุตสาหกรรมไบโอพลาสติกเข้ามาก็ต้องการใช้ไฟฟ้าหมด แต่ก็ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวด้วยแต่เขาก็มี 2 ช่วง คือ ช่วงที่ไทยมีไฟฟ้าแบบไหนก็ใช้ได้หมด เพราะเขาไปดูหลายประเทศแล้วพบว่าถ้าสร้างก็มีไฟฟ้าไม่พอก็จะยอมใช้อยู่ประมาณ 5 ปี หลังจากนั้น เขาก็จะเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าสีเขียวต่อ ซึ่งผู้ลงทุนก็มีทั้งแบบที่อยากผลิตเองแล้วก็ใช้สายส่งของไทยและมีผู้ลงทุนอีกกลุ่ม คือ ซื้อจากข้างนอกเข้ามาแล้วใช้สายส่งของไทยนำไฟฟ้าเข้ามาใช้
อย่างไรก็ตาม ต่อให้มีการใช้มากขึ้นก็ยังทำให้ค่าไฟลงได้แค่ถึงจุดหนึ่ง แต่ไทยยังต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าด้วยจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ มาเป็นสิ่งที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นด้วย ซึ่งตอนนี้ถ้าพลังงานแสงอาทิตย์อย่างการใช้โซลาร์เซลล์สร้างวันนี้ 1 เมกะวัตต์อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาทเท่านั้น ก็จะทำให้ต้นทุนส่วนนี้ลดลงมาน่าจะไม่เกิน 2 บาท แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช้จะลดได้ทันที
พิชัยตอบเรื่องที่รัฐบาลถูกอภิปราย เกี่ยวกับการท่องเที่ยวด้วยว่า ตอนนี้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้มีนักท่องเที่ยวเท่าเดิมอย่างปีที่แล้วได้ 35.5 ล้านคนจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 38 ล้านคน แต่เมื่อทำให้เพิ่มไม่ได้จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาแล้วอยู่นานขึ้น หรือมีค่าใช้จ่ายต่อหัวมากขึ้นได้หรือไม่ แต่จากสถิติจากยอด 35.5 ล้านคนนี้ก็มี 3 ล้านคนที่เข้ามาในประเทศไทยด้วยเรื่องสาธารณสุข เพราะเป็นกลุ่มคนมีเงินเข้ามาใช้โรงพยาบาลของไทย ดังนั้นจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวของไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้
นอกจากนั้นรัฐบาลยังลงทุนไปในส่วนของระบบขนส่งแล้วก็คือรถไฟรางคู่เกือบ 1,000 กม. ซึ่งคงไม่เกิดภายใน 3 ปีนี้แต่อาจต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่ตอนนี้ก็เข้าไปอยู่ในส่วนของหนี้สาธารณะของไทยแล้ว การสร้างรถไฟรางคู่ก็จะทำให้เกิดการขนส่งมากขึ้น เชื่อมต่อจากภาคอีสานมากรุงเทพ และเชื่อมจากตะวันตกไปตะวันออก ทำให้เห็นว่าได้เตรียมตัวเรื่องขนส่งมาแล้วหลายปี รวมไปถึงรถไฟความเร็วสูงด้วย
ก็จะทำให้เห็นว่า เส้นทางนี้จะเชื่อมกับประเทศที่มีการส่งออกเยอะที่สุดอย่างจีน ผ่านทางลาวเข้ามาหนองคายถึงกรุงเทพฯ แล้วมีคนเล็งจะทำไปถึงทางใต้ เพราะต้องการท่าเรือส่งออกไปทางฝั่งทะเลอันดามันด้วย แล้วก็จะมีทางเชื่อมจากระนองไปชุมพรด้วยแลนด์บริดจ์ ในความเห็นเขานี้เฉพาะส่วนของแลนด์บริดจ์อย่างเดียวไม่คุ้มทุน แต่ถ้ามีเส้นทางจากเหนือไปใต้ ก็จะเป็นเส้นทางส่งออกสินค้าจากไทยและจีน เมื่อเป็นเส้นทางออกของสินค้าสำเร็จรูปแล้วก็จะมีสินค้าวัตถุดิบเข้ามาด้วย
พิชัยกล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในแผนและจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วไทยจะเป็นศูนย์กลางทางการเงินไม่ได้ ถ้าไม่มีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น แล้วไทยยังเป็นเส้นทางออกทางเดียว กรณีที่เกิดความขัดแย้งกันระหว่างประเทศยิ่งใหญ่ 2 แห่ง แล้วการผ่านทางทะเลทำได้ลำบากการผ่านทางไทยก็จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
พิชัยกล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลต้องเติมเม็ดเงินเข้าไปในระบบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เรื่องการใช้สเตเบิลคอยน์เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะไม่มีตรงไหนที่เราจะใช้สเตเบิลคอยน์เพราะเรายังมีกฎหมายของ ธปท.อยู่และรัฐบาลไม่สามารถพิมพ์เงินมาแข่งกับ ธปท.ได้แน่นอน สิ่งที่เราจะทำเราไม่สามารถเพิ่มปริมาณเงินได้ แต่ที่เราทำก็เพื่อเกิดสภาพคล่องมากขึ้นเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น รัฐบาลจะกู้หนี้จากประชาชนด้วยพันธบัตรที่เราก็มีแล้วเป็นแสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งก็ไปที่สถาบันการเงินบ้างหรือคนมีเงินจองทีละ 3-5 ล้านบาท แต่ไปไม่ถึงคนที่มีเงินฝากแค่ 10,000 - 20,000 บาทได้ เพราะจะซื้อแค่ 2,000 บาทก็ไม่ได้แล้ว ถ้าจะซื้อก็ต้องทำผ่านโทเคนแทน แต่ไม่ได้เป็นเงินใหม่เพราะเทียบเท่ากับเงินที่มีอยู่
สิ่งที่จะทำนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร แต่เพื่อทำให้การแลกเปลี่ยนทำได้ง่ายบนแพลตฟอร์มเท่านั้นเอง เช่น ถ้าแม่ค้ามีเงินเก็บแค่ 20,000 บาท แล้วอยากซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็มาซื้อได้แทนการไปฝากธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ยต่ำ แต่จะเท่ากับดอกเบี้ยที่รัฐบาลให้
“ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นเงินใหม่ที่รัฐบาลพิมพ์ นี่คือเงินที่ถูกต้องเสมือนเงินที่แบงก์ชาติมีอยู่ เราจะไม่ทำอะไรที่แบงก์ชาติไม่เห็นด้วย” พิชัยย้ำ
พิชัยตอบถึงเรื่องการกำกับดูแลตลาดหุ้นด้วยว่า วันนี้ได้มีการแก้ปัญหาเรื่องความได้เปรียบของนักลงทุนต่างชาติต่อนักลงทุนไทยก็ได้แก้ไขไปแล้ว เหลืออีกเรื่องคือที่ยังต้องทำให้นักลงทุนเห็นว่าคนที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยและทำสิ่งไม่ถูกต้องจะต้องถูกลงโทษ ซึ่งตอนนี้พระราชกำหนดก็อยู่ระหว่างทบทวนอยู่ในกฤษฎีกาว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้
พิชัยตอบเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ให้กับประชาชนโดยเฉพาะแนวทางที่ผ่านมาก็ยังมีคนมาลงทะเบียนไม่เยอะทำให้ใช้งบประมาณที่เตรียมไว้ไม่หมดและคาดว่าจะใช้งบได้แค่ครึ่งเดียว
พิชัยกล่าวต่อถึงเรื่องข้อเสนอซื้อหนี้ด้ว่ยว่า หนี้ครัวเรือนที่มีอยู่ทั้งหมด 13.6 ล้านล้านบาท (ในระบบธนาคารพาณิชย์) หรือ 16.3 ล้านล้านบาท(กรณีรวมสหกรณ์ออมทรัพย์ด้วย) ก็คงไม่ได้จะไปซื้อหนี้มาทั้งหมดในระบบเพราะมีหนี้ที่ไม่เสียปนอยู่ด้วย 6 ล้านล้านบาทแต่จะเลือกจะส่วนที่เป็นหนี้เสีย แต่ในหนี้เสียนี้ก็จะไม่เข้าไปยุ่งกับส่วนที่เจ้าหนี้กับลูกหนี้เจรจากันอยู่เพราะมีขนาดใหญ่แล้วเขามีหลักทรัพย์ค้ำประกันกันอยู่ การซื้อหนี้นี้จะเลือกเฉพาะส่วนของลูกหนี้เสียที่มีหลักทรัพย์น้อยกู้มาบริโภคที่ธนาคารตามตัวไม่ได้แล้วซึ่งมีอยู่ 3 ล้านกว่าคนที่ยอดหนี้ไม่เยอะและมียอดหนี้รวมประมาณ 123,000 ล้านบาทด้วยยอดหนี้ไม่มากนี้ทำคนเป็นทุกข์ถึง 3 ล้านกว่าคนแล้วธนาคารก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร
รมว.คลังกล่าวต่อว่าถ้านำหนี้ส่วนนี้เข้ามาแล้วประชาสัมพันธ์ว่าจะซื้อหนี้แล้วแก้ปัญหาให้และช่วยยกยอดหนี้ไปโดยให้ลูกหนี้จ่ายหนี้เท่าที่สามารถจ่ายได้เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถกลับไปธนาคารเพื่อกู้เงินเป็นโอกาสให้ลูกหนี้สามารถพิสูจน์ให้ธนาคารเห็นว่าจะสามารถกู้ได้หรือไม่
พิชัยกล่าวว่าตอนนี้ได้มีการนำร่องโครงการไปแล้วให้เงิน 10,000 -20,000 บาท 300,000 บัญชีใช้เงินประมาณ 4,000 ล้านบาทเปิดลงทะเบียนได้ 3 วันมีคนเข้ามาสมัครแล้ว 450,000 กว่าบัญชีโดยประมาณแล้วแปลว่ามีคนที่ไม่เคยได้สินเชื่อเลยเป็นแม่ค้าค้าขายต้องการเงิน 10,000 -20,000 บาทนี้ ถ้าเรื่องนี้ควบคุมกำกับดูแลได้ดีเราก็จะขยายออกไปให้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ การแก้ปัญหาเรื่องหนี้นี้ก็จะเริ่มจากคนตัวเล็กๆ ก่อน
พิชัยกล่าวปิดท้ายว่าเขาเห็นด้วยเรื่องเศรษฐกิจลำบากมานานแต่ก็ต้องทำแล้วหลายอย่างก็ไม่สามารถทำได้ในวันเดียวหรือปี 2 ปีเพราะหลายอย่างต้องทำคู่กันไป
