Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“เราอยากเปลี่ยนการเมืองให้ดีขึ้น ถ้าการทำการเมืองแบบตรงไปตรงมาแล้วมันดูโง่ ผมก็ยอมโง่ต่อไปเพื่อให้มันดีขึ้น”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พูดในงานปิกนิกขอโทษประชาชนวันที่ 13 ธันวาคม 2568

มีหลายคนสงสัยและโศกเศร้าว่า พรรคประชาชนถูกหลอก ถูกหักหลัง ทำไมไม่ไปด่าคนหลอกหรือคนที่หักหลัง แต่กลับมาซ้ำเติม “คนที่เปี่ยมไปด้วยเจตนาดี” ว่า โง่ อ่อนหัด ทำไมมาเยาะเย้ยสมน้ำหน้าคนที่ทำการเมืองตรงไปตรงมา

พรรคส้มนั้นโดนเพื่อไทยหักหลัง 1 ครั้ง

โดนพรรคภูมิใจไทยหักหลังอีก 1 ครั้ง

นั่นแปลว่าพรรคการเมืองที่เลวทรามคือ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย พรรคที่ไม่เคยหักหลังใครเลย พรรคการเมืองที่กระทำการทุกอย่างบนใบอนุญาตของประชาชนกลับกลายเป็นไอ้หน้าโง่ของสังคม ทำไมคนไทยมันบัดซบขนาดนี้ แทนที่จะโอบกอดคนดีๆ แบบส้ม ร่วมกันสร้างการเมืองใสสะอาดไปด้วยกัน กลับไปให้ท้ายการเมืองเก่า

 

ฉันจะอธิบายให้ฟังว่า ทำไมพรรคประชาชนจึงสมควรถูกประณาม ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับความโง่หรือแกล้งโง่ แต่ที่แน่ๆ พรรคประชาชนกระทำการบิดเบือนหลักการสำคัญของประชาธิปไตยระบอบรัฐสภาครั้งแล้วครั้งเล่า โดยอ้างและแอบอ้างว่า ตนเองคือผู้ยึดมั่น ซื่อตรง ต่อประชาธิปไตยเหนือคนอื่นทั้งปวง

การบิดเบือนหลักการประชาธิปไตยครั้งแรกของพรรคส้มในครั้งเป็นพรรคก้าวไกลคือ การสร้างวาทกรรม “ตระบัดสัตย์” เพื่อเล็งผลลัพธ์ให้พรรคเพื่อไทยหลุดออกจากตำแหน่ง “พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย”


ทำไมการใช้วาทกรรม “ตระบัดสัตย์” จึงไม่ถูกต้อง?

การผิดคำพูดเป็นเรื่องที่ไม่ดี ฉันไม่เถียง แต่การผิดคำพูดของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองก่อให้เกิดการสูญเสียคะแนนนิยมของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองคนนั้น ประเด็นนี้ฉันก็ไม่เถียง แต่การผิดคำพูด ไม่รักษาสัญญา ทำลายแต่เพียงตัวบุคคลที่ผิดสัญญา หรือทำลายพรรคการเมืองที่ผิดสัญญา ทว่าไม่ได้ทำลายหลักการประชาธิปไตย ตราบเท่าที่การผิดคำพูดนั้นยังอยู่ในครรลองของประชาธิปไตย

พรรคเพื่อไทยไม่ได้ก่อการยึดอำนาจประชาชน

ไม่ได้ทำลายการเลือกตั้ง

ไม่ได้ฉีกบัตรเลือกตั้ง

พรรคเพื่อไทยผิดสัญญากับพรรคก้าวไกล แต่การตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำลายหลักการใดๆ ของประชาธิปไตยระบบรัฐสภาเลย ทว่าวาทกรรมตระบัดสัตย์ รวมถึงการเมืองใหม่อะไรนั่นด้วย ทำให้สังคมไทยหลงลืมไปว่า หน้าที่อันสำคัญของพรรคการเมืองคือต้องกระหายในอำนาจรัฐ และพยายามเข้าสู่อำนาจรัฐตามกลไกประชาธิปไตย

การกระหายอำนาจรัฐไม่ผิด แต่การกระหายอำนาจรัฐและใช้วิธีการนอกกติกาประชาธิปไตยเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐต่างหากที่ผิด


พรรคเพื่อไทยมีทุกความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลในฐานะพรรคที่จำนวน สส. มากเป็นอันดับสองและน้อยกว่าพรรคอันดับหนึ่งเพียง 10 เสียง

วาทกรรมตระบัดสัตย์ของพรรคก้าวไกล ณ เวลานั้น กลบเกลื่อน ลบเลือนความหมายและหน้าที่ที่พรรคการเมืองที่ดีพึงทำคือ พยายามเป็นรัฐบาลและพยายามเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ตามกติกา

ถ้าพรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยละทิ้งโอกาสที่จะเป็นนายกฯ และเป็นรัฐบาล สิ่งนั้นแหละคือการเอาเสียง 10.9  ล้านเสียงไปทิ้งขว้างอย่างไร้ประโยชน์และโง่เง่าที่สุด

พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่กลับพยายามล้างสมองคนไทยด้วยวาทกรรมของกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านประชาธิปไตย หรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ 2475 นั่นคือพร่ำพูดว่า

“นักการเมืองมันชั่วช้า มันกระหายอำนาจ” 

จากนั้นก็แสดงละครเป็นนักบุญ ”ผมมายืนอยู่ตรงนี้เพื่อสร้างการเมืองใหม่ การเมืองที่ไม่แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ การเมืองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง บลา บลา บลา“ เพื่ออะไร? ก็เพื่อให้ประชาชนเลือกตัวเองไปสู่ ”อำนาจ”

ใครไม่เอ๊ะตรงนี้ ก็ต้องเริ่มเอ๊ะกับตัวเองบ้างว่า ทำไมไม่เอ๊ะ


การบิดเบือนหลักการประชาธิปไตยครั้งล่าสุดของพรรคประชาชนคือ การโหวตให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล อนุทินเป็นนายกฯ บน MOA ของการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยอ้างว่า “เราเป็นนักการเมืองที่ไม่กระหายอำนาจ” และรัฐบาลเสียงข้างน้อยมีอายุแค่ 4 เดือน มีภารกิจแก้รัฐธรรมนูญ และยุบสภา

มิใยที่คนจะตั้งคำถามและท้วงติงว่า พรรคประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่า อนุทินและภูมิใจไทยจะไม่ทำอะไรมากกว่า แก้รัฐธรรมนูญและยุบสภา พูดด้วยภาษาของฉันคือ

“มึงเอาอะไรมามั่นใจว่า อนุทินจะเป็นนายกฯ ที่นั่งเกาไข่เล่นไปจนครบ 4 เดือน”

แต่ “ท่านเท้ง” หาได้แคร์ไม่ ท่านประกาศก้องกลางสภาว่า “เราไม่ได้เลือกอนุทินมาบริหารประเทศ แต่เราเลือกอนุทินมายุบสภา”

ความผิดอย่างมหันต์ที่ ณัฐพงษ์ และ สส. พรรคประชาชน 143 คน ครางชื่ออนุทินอย่างกระสันกระเส่าในวันนั้น และพวกเขาไม่ยอมรับ คือ พวกเขากระทำการวิตถาร อ้าง MOA ที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดกับใครได้หากไม่ปฏิบัติตาม

พวกเขาละเว้นที่จะพูดหรือยอมรับความจริงว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา ไม่ได้กำกับด้วย

ความไว้ใจ

สัญญาลูกผู้ชาย

การอนุมานว่าอนุทินดีกว่าชัยเกษม

เพราะการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ทำงานอยู่บนความเชื่อว่าคนนั้นเป็นคนดี คนนี้เป็นคนเลว แต่ทำงานบนระบบ check and balance และสิ่งที่เรียกว่า rule of law ไม่ว่า rule of law ของเราจะพิลึกพิกลอย่างไรก็ตาม แต่เราต้องเริ่มต้นจากการเดินตามหลัก check and balance เสมอ เพราะนี่คือ หัวใจของประชาธิปไตยและโลกสมัยใหม่ที่อิงตามกติกา ไม่ได้อิงจากระดับจริยธรรม ศีลธรรมของปัจเจกบุคคล

ถ้าพรรคประชาชนเป็นนักประชาธิปไตย พวกเขาต้องโหวตอนุทินเป็นนายกฯ แล้วเข้าร่วมรัฐบาล ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีตามสัดส่วนของ สส. ที่ตนเองมี เข้าสู่อำนาจรัฐ และทำตามที่สัญญาเอาไว้กับประชาชน นั่นคือ พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียงที่มีในสภาฯ ด้วยอำนาจที่มีใน ครม. และไม่อนุญาตให้พรรคภูมิใจไทยที่มีจำนวน สส. น้อยกว่าครึ่งหนึ่งได้บริหารอำนาจรัฐนั้นจนเต็มมือ


นี่คือหลักการทำงานและการถ่วงดุลอำนาจตามกลไกประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

แต่พรรคประชาชนขี้ขลาดและหลบหนีการมี accountability ต่อการโหวตของตนเอง และต่อโหวตเตอร์ของตนเองด้วยการอ้างว่า

“เราต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นและเราไม่ใช่ผู้กระหายอำนาจ ดังนั้น เราจึงเสียสละโหวตอนุทินเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาล แล้วเราจะถอยออกมาเป็นผู้ตรวจสอบรัฐบาล”

แน่นอนเมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาล อนุทินเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้เข้ามานั่งเกาไข่เล่นไปจนครบ 4 เดือน ฉันขอถามว่า ถ้าคุณเป็นอนุทินคุณจะไม่ทำในสิ่งเหล่านี้หรือ? ในเมื่อพรรคประชาชน 143 เสียง ได้เซ็นใบอนุญาตให้แล้ว มีทุกความชอบธรรมตามกฎหมายตามหลักการประชาธิปไตยรัฐสภาทุกอย่าง นั่นคือ

หนึ่ง โยกย้ายข้าราชการบิ๊กล็อตให้เป็นคุณแก่ตนเอง

สอง ระงับการดำเนินคดีที่ดินเขากระโดง

สาม ระงับการทำงานของดีเอสไอกรณีฮั้ว สว. แถมยังสั่งงดการใช้ AI มาช่วยในการทำคดี

สี่ ผลักดันโครงการคนละครึ่งโดยใช้งบฯ กลาง เพื่อสร้างคะแนนนิยมก่อนเลือกตั้ง

ห้า ไปเซ็นเรื่องแร่แรเอิร์ทกับอเมริกา

หก อนุมัติงบฯ 4,000 ล้าน บาทให้ไทยแลนด์โมโตจีพี

เจ็ด การรวบตึงอำนาจบารมีจาก “ส้มหล่น” ครั้งนี้ทำให้พรรคภูมิใจไทยเนื้อหอม สามารถดูด สส. นักการเมืองเข้ามาในพรรคเป็นจำนวนมาก อย่างที่เรียกว่า “พลังดูด” ดูดขนาดไหน ก็ขนาดพรรคชาติไทยพัฒนายกมาซบอกภูมิใจไทยทั้งพรรค ชนิดที่ไม่เกรงใจพ่อบรรหารที่อยู่ในฮวงซุ้ยเลย

ถามว่า ทั้งหมดนี้พรรคภูมิใจไทยผิดไหม? คำตอบคือไม่ผิด เพราะอำนาจรัฐอยู่ในมือเขา จะเอาผิดอะไรเขาทางกฎหมายก็กรุณาชายตามองไปที่รองนายกฯ ชื่อ บวรศักดิ์ และทุกองคาพยพขององค์อิสระที่มีหน้าที่ผดุงไว้ซึ่ง “คุณธรรมจริยธรรม” ของนักการเมือง


ถามต่อไปว่า ก่อนจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ พรรคประชาชนรู้เรื่องเหล่านี้ไหม?

อย่าตอบว่า ไม่รู้!

พรรคประชาชนรู้ ธนาธรรู้  ปิยบุตรรู้ ณัฐพงษ์รู้ แต่ไม่แคร์

พิสูจน์จากอะไร? จากการที่ธนาธรไปพูดเรื่อง Grand Compromise ว่า

“การตัดสินใจครั้งนี้มีความเสี่ยง แต่ก็อยากจะเสี่ยงเพราะกุญแจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ สว. และ สว. เป็นของภูมิใจไทย ดังนั้น หากภูมิใจไทยบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ สว. จะยอมทำตามคำสั่งของภูมิใจไทย”

มีคนถามว่า ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้นล่ะ? คำตอบของธนาธรคือ

“มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง”

แต่ธนาธรไม่ได้ตอบคำถามว่า หลักการถ่วงดุลอำนาจของรัฐสภาที่หายไปใครจะรับผิดชอบ? ถ้าพรรคประชาชนโหวตรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วไม่เข้าร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคประชาชนทำก็ต้องลาออกจากการเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ซึ่งพรรคประชาชนก็ไม่ทำ

เมื่อพรรคประชาชนไม่ยอมลาออกจากการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ก็ตำอยู่ในสถานะสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เมื่อนักข่าวถามว่า ณ วันนี้ รัฐบาลกระทำการใดๆ ที่สมควรถูกวิจารณ์ในสภาฯ หรือถูกเปิดอภิปรายในสภาฯ หรือยัง คำตอบของศิริกัญญาคือ

“นายกฯ อนุทิน ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

“นโยบายคนละครึ่งดีมาก แต่ต้องเจอข้อครหานิดหน่อยว่าซื้อเสียงล่วงหน้าหรือไม่?”

“เรื่องการตรวจสอบรัฐบาลเดี๋ยวเราตรวจสอบผ่านสื่อดีกว่าค่ะ เร็วกว่าอภิปรายในสภาฯ อีกนะคะ อิอิ”

ไม่เพียงเท่านั้น พรรคประชาชนเป็นพรรคที่ “จับเส้น” คนไทยโดยเฉลี่ยได้แม่นยำมาก นั่นคือ รู้ว่าคนไทยชอบประเด็น “ปราบโกง” ในระหว่างที่ถูกตั้งคำถามเรื่องโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ก็ส่ง “ตัวแสดงเอก” ของพรรคไปเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมในเรื่องปราบโกง ตั้งแต่สนามกีฬา อบจ. ไปจนถึงเรื่องเบน สมิธ สแกมเมอร์ State Capture 

จากนั้นก็ลาก narrative นี้ไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของพรรคส้ม จากพรรคการเมืองที่ปราถนาจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง ไปสู่พรรค “มีเราไม่มีเทา” เพื่อปูทางไปสู่การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับฝ่าย “ขวา” ในสังคมไทยที่คุณค่าหลักทางการเมืองสำหรับหาคะแนนนิยมคือ “การเมืองขาวสะอาด” และเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของโหวตเตอร์ส้มที่ชักจะ “เอ๊ะ” กับการโหวตอนุทินให้เลิกไขว้เขว และบอกกับตัวเองว่า

“เอาน่า อย่างน้อยพรรคส้มก็เป็นพรรคเดียวในประเทศไทยที่ไม่เทา ยังไงก็ต้องเลือกเขา”

ระหว่างนี้สิ่งที่สื่อและสังคมตั้งใจจะหลงลืมไปโดยสิ้นเชิงคือ การปราบสแกมเมอร์นั้นทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา ต่อเนื่องมาในรัฐบาลแพทองธาร และเหตุที่แพทองธารโดนฮุนเซ็น scamed ด้วยการปล่อยคลิปการเจรจากับฮุนเซ็น ก็เพราะไปปราบสแกมเมอร์จนฮุนเซ็นเดือดร้อนถึงกับออกปากว่าประเทศไทยต้องมีนายกฯใหม่ภายใน 3 เดือน แล้วก็เป็นไปตามนั้น


สงครามชายแดนไทย - กัมพูชาในสมัยของแพทองธารเกิดขึ้นจาก

หนึ่ง รัฐบาลกัมพูชาต้องการใช้การสู้รบมาเรียกคะแนนนิยมให้ตนเอง กลบเกลื่อนภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำจากการถอนตัวของจีนในการลงทุนเมกะโปรเจคในกัมพูชาและทำให้ประเทศกลายเป็นฮับของสแกมเมอร์ไปโดยปริยาย

สอง กลุ่มการเมืองในเมืองไทยต้องการสอยพรรคเพื่อไทยให้หลุดอำนาจก็ลงขันกันคนละประเด็นสองประเด็น และไปสอดรับกับวาระของกัมพูชาพอดี

เพราะฉะนั้นประโยคที่แพทองธารพูดกับฮุนเซ็นจึงบอกอะไรเราได้มาก นั่นคือ

“แม่ทัพไม่ได้อยู่ฝั่งเรา อยู่ฝั่งตรงกันข้าม และเขาพูดเพื่ออยากเท่เท่านั้น”

ฉันลากสมการทั้งหมดมากางตรงนี้ อยากให้ผู้อ่านไปต่อจิ๊กซอว์ ไปนั่งฟังทุกคลิปของพรรณิการ์ วานิช ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ ต่อประเด็นนี้ว่า

“แค่เปลี่ยนตัวนายกฯ ทุกอย่างก็จบ”

ฟังเสร็จแล้วถามตัวเองว่า พรรคส้มได้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ลงขัน” เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนตัวนายกฯ ตาม agenda ของฮุนเซ็นหรือไม่? ย้ำว่า ฉันถามให้คิดและทุกคนมีสิทธิคิดทั้ง เยส และ โน


ระหว่างนี้มี 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่หายไปจากหน้าสื่อคือ ปลาหมอคางดำ, มลพิษในแม่น้ำที่เชียงราย และ PM 2.5 อีกทั้งประเด็นภาษีทรัมป์ก็ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยเห็นว่าสำคัญอีกต่อไป อดีตเจ้าภาพเรื่องนี้อย่างศิริกัญญาก็ใบ้รับประทานอย่างสิ้นเชิง

อีกเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันคือ มหาอุทกภัยหาดใหญ่ น้ำท่วมทั้งเมืองในระดับ 3 เมตร คนหนีไม่ทัน ตายติดอยู่ตามขื่อบ้าน ไม่คาดฝันขนาดที่ผู้ว่าฯ คนใหม่เพิ่งถูกย้ายมา ยังไม่ทันขนของเข้าจวนผู้ว่าฯ ก็เจอน้ำท่วมอย่างชนิดที่ไม่ต้องมานั่งโทษกันว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วกลับไม่สามารถรับมืออะไรได้เลย ประเมินทุกอย่างต่ำไปหมด เมืองจมบาดาล คนตาย เด็กตาย คนแก่ตาย ตายแล้วก็นั่งดูศพกันไปเช่นนั้น ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีอะไรกิน น้ำสะอาดไม่มี ส้วมใช้ไม่ได้ ขยะเป็นหมื่นๆ ตันทับถมอยู่ในเมือง ยิ่งกว่าฝันร้ายของฝันร้าย

พรรคเพื่อไทยระดมคน สิ่งของไปช่วยเหลือ ไปล้างเมือง รัฐบาลโดนด่าอย่างหนัก ตั้งแต่หนีนักข่าว ขอบริจาคไม้กวาดทางมะพร้าว พรรคประชาชนก็โดนด่าว่าไปเลือกตัวอะไรมาบริหารประเทศ คะแนนนิยมอนุทินหลุ่นวูบ มิใยที่สื่อพยายามจะเอาใจช่วย พยายามลงข่าวแต่ด้านดีๆ ลดโทนเสียงความเสียหาย แต่คะแนนนิยมก็ดิ่งลงเหวเหมือนเดิม สำทับด้วยภาพร่วมโต๊ะดื่มไวน์ระหว่าง อนุทิน เอกนิติ กับเบน สมิธ ในอดีต ต่อด้วยความ “ปังพินาศ” ของซีเกมส์ ที่ทำเอาคนเรียกหา THACCA  กันกระหึ่ม

ทันใดนั้น เสียงปืนที่ชายแดนก็ดังขึ้น

ทันใดนั้น คนก็ทิ้งหาดใหญ่ เหลือแต่เพื่อไทยที่ยังไปลงพื้นที่ล้างบ้านประชาชนต่อ

ทันใดนั้น พรรคภูมิใจไทยก็เป็นตัวแทนของความรักชาติ ปกป้องประเทศ You know me a little go

ให้มันจบที่รุ่นเรา

ไม่เจรจา

ไม่หยุดยิง

เสียงคนคลั่งชาติดังกระหึ่ม


ทันใดนั้น วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาก็เละเป็นโจ๊ก ภูมิใจไทยที่เกี่ยวก้อยพรรคประชาชนมาโดยตลอดก็ปล่อยมือส้มไว้กลางทาง แล้วบอกว่า

โอเคนะ คืนอำนาจให้ประชาชนก็แล้วกัน

น้อยที่สุดที่เราคาดหวังว่าจะได้คือ ครม. เคาะคำถามประชามติเพื่อนำไปทำประชามติในวันเลือกตั้งว่า ประชาชนต้องการก้รัฐธรรมนูญหรือไม่?

สิ่งนั้นก็ไม่มา

สิ่งที่อยู่มือเราตอนนี้คือ

ศพอย่างเป็นพหูพจน์ที่หาดใหญ่

ศพอย่างเป็นพหูพจน์ที่ชายแดน

ลูกหลานชาวบ้านที่ล้มตายลงและถูกกลบเกลื่อนด้วยคำว่า “พลีชีพเพื่อชาติ”

เจ็บปวดที่สุดคือความเงียบงันจากกลุ่มคนที่เคยอ้างว่าเป็นนักสันติวิธี เป็นผู้แสวงหาเสรีภาพ เป็น “ซ้าย” แม้แต่ ธงชัย วินิจจะกูล เจ้าของวลี ”สงครามที่หลอกไพร่ไปตายแทน” ตอนนี้ก็เงียบกริบเหมือนตัวทากที่เลื้อยไปในอวัยวะเพศของลิงตัวเมีย [1]


หน้าด้านที่สุดคือการจัดงานขอโทษประชาชนที่ขนกลุ่มเบียวชายแท้ อันประกอบด้วย

ธนาธร

พิธา

ปิยบุตร

ณัฐพงษ์

โดยมีวิโรจน์สวมบทภารโรงเดินถือไมค์บริการ

การขอโทษที่บอกว่า

“ขอโทษนะครับ ที่พวกผมมันทำการเมืองตรงไปตรงมาเปิดเผยมากเกินไป”

“ขอโทษนะครับ พวกเรามันสะอาดเกินไปสำหรับสังคมนี้”

“ขอโทษนะครับ ที่เราซื่ออยู่ท่ามกลางคนคด”

โอ้โห ช่างเป็นการรวมตัวกันของชายแท้ผู้ลุ่มหลงในหำของตัวเองจนลืมไปว่า ที่นั่นมีคนตาย ที่นี่มีคนฉิบหายหมดตัว เพียงเพราะพรรคการเมืองที่มี 14 ล้านเสียง ยื่นใบอนุญาตแบบตีเช็คเปล่าให้พรรคการเมืองที่มี 1 ล้านเสียง มาบริหารประเทศ จนทำให้การต่อสู้เพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยในประเทศนี้ย่อยยับเป็นผุยผงไปหมด

ลัทธิอำนาจนิยมกลับมา

ลัทธิคลั่งชาติกลับมา

การเมืองคนดีกลับมา

สิ่งที่พรรคประชาชนทำ ไม่ใช่แค่ให้พรรคการเมืองที่ไร้ความสามารถในการบริหารขึ้นมาบริหาร แต่คือการปลุกวิญญาณของ ideology ที่ค้ำยันระบอบประชาธิปไตยแบบไทยไทย ให้กลับมาเข้มแข็งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และพรรคประชาชนเองก็สมาทานคุณค่าอุดมการณ์นั้นด้วยภายใต้สโลแกน “มีเราไม่มีเทา”


ปิยบุตรยังหน้าระรื่นกล้าพูดออกมาว่า

“ทั้งหมดคือการทดลอง และเป็นการทดลองที่ล้มเหลว ไม่เป็นไร เดินหน้าสู่ฉากใหม่ไปด้วยกัน”

สิ่งนี้ไม่ใช่ความโง่ สิ่งนี้เรียกว่าความหน้าด้าน

ประเทศชาติไม่ใช่สนามทดลอง ชีวิตคนไม่ใช่สัตว์ทดลองในห้องแล็บ ผู้คนเสียโอกาสจริง เจ็บจริง ตายจริง ในขณะที่ลูกเต้าพวกคุณเรียนโรงเรียนนานาชาติ เล่นกีฬาแบบชนชั้นนำ แล้วมีพ่อเป็นไพร่หมื่นล้าน ลูกคนจนกินน้ำตาแทนอาหาร และมียาบ้าเป็นที่พึ่งสุดท้าย

ประชาธิปไตยคือการลองผิดลองถูกในการเลือกตัวแทนของตนเอง แต่ไม่ใช่งานทดลองของพวกชายแท้หลงหำเอาเสียงประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำเล่นเสร็จแล้วเดินมาบอกว่า

“เฮ้ย โทษทีว่ะ เฟล พวกเราแม่งหล่อเกินไปหน่อย“

พวกคุณไม่ได้ “โง่”

พวกคุณแค่ “หน้าด้าน”



อ้างอิง
[1] แปลงถ้อยคำให้เป็นภาษากลางและทำให้ดูสุภาพยิ่งขึ้นจาก สุภาษิตล้านนา "ดักอย่างต้ากเข้าหีวอก" https://supanneelpru.wordpress.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%81/

 

 

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง