ประชาไทมัดรวมอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกช่วงดึกวันแรก (24 มี.ค.2568) ยิ่งดึกยิ่งดุ สหัสวัต VS สุชาติ ปะทะหนัก ประเด็น ‘แรงงานเก็บเบอร์รี่ฟินแลนด์’ , ศศินันท์ สส.คนเคยรักทักษิณผิดหวัง ไม่ดัน ‘นิรโทษกรรม’ แลกดีล , รอมฎอนจี้เร่งกระบวนการเจรจา ถามหนักใครแน่นำแก้ไฟใต้ ก่อนจะปิดสภา 02.30 น. ฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้ตอบ คาดทยอยชี้แจงรุ่งขึ้น
สหัสวัติ VS สุชาติ ซัดกันนัว ปมทุจริตค่าหัวแรงงาน
สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติ แม้รัฐบาลตรวจเข้มผ่านการสอบประวัติจาก 7 หน่วยงาน และให้กฤษฎีกาเข้ามาช่วยดูด้วย จนหลายคนหลุดโผตอนตั้ง ครม.แพทองธาร เช่นธรรมนัสหรือชาดา แต่นายกฯ ก็ยังตั้งรัฐมนตรีคนหนึ่งที่มีคดีใน ป.ป.ช. เป็นคดีร้ายแรงเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ในฐานะตัวการหลักเรียกรับผลประโยชน์การส่งแรงงานเก็บเบอร์รี่ไปฟินแลนด์ โดยมีผลการสอบสวนจากประเทศฟินแลนด์แล้ว แม้ทางกฎหมายถือว่าคดียังไม่สิ้นสุด แต่ตำแหน่ง รมต.ควรต้องซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์
สหัสวัต ระบุว่า นายกฯ ทราบแน่นอน เพราะดีเอสไอมีมติส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ตั้งแต่ต้นปี 2567 ควรจะเอะใจบ้าง ยกเว้นว่า นายกฯ ตั้งใจตั้งคนแบบนี้ขึ้นมาเพราะเป็นดีลทางการเมือง ที่ต้องตั้งคนของ ‘อดีตนายกฯ ที่ทำรัฐประหาร’ ยอมหลับตาข้างหนึ่งเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้
สหัสวัติเล่าว่า รัฐมนตรีคนนี้เคยเป็น รมว.แรงงาน ในช่วงปี 2565 มีเรื่องร้องเรียน กมธ.แรงงาน ว่าแรงงานตกเป็นเหยื่อในขบวนการค้ามนุษย์ในฟินแลนด์ ซึ่งกำลังเป็นที่กระแสนิยมเพราะโฆษณาว่าสามารถทำเงินได้หลักแสนใน 3 เดือน แม้ต้องจ่ายค่านายหน้าเป็นแสน คนก็ยอมไป วิธีที่นายหน้าใช้คือให้ยืมเงินก่อนแล้วใช้หนี้ทีหลังโดยไม่บอกรายละเอียด ขบวนการนี้จะนำคนงานไปไว้ใกล้ป่าแล้วให้คนงานเดินตามหาเบอร์รี่กันเอาเอง จำนวนเงินขึ้นกับเบอร์รีที่เก็บได้ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย อุปกรณ์ยังชีพ อุปกรณ์เก็บเบอร์รี่ อุปกรณ์กันหนาว แรงงานต้องจ่ายเอง แรงงานต้องกินข้าวคลุกมาม่า นอนแออัดในรถ คุณภาพชีวิตติดลบ ขณะที่พฤติการณ์รัฐมนตีคนนี้ทำตัวเหมือนพีอาร์เยี่ยมแคมป์คนงานที่ฟินแลนด์ (ภาพประกอบปรากฏภาพ สุชาติ ชมกลิ่น)
สหัสวัตหยิบยกบันทึกคำให้การในศาลฟินแลนด์ ของ ‘นางทุเรียน’ ที่เกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ดังกล่าวซึ่งเล่าว่า ปี 2565 ได้เข้าไปสวัสดีปีใหม่อดีต รมว.แรงงานในขณะนั้น และรัฐมนตรีระบุว่าแรงงานต้องจ่ายเพิ่มคนละ 3,000 บาทต่อรองกันได้ที่ 2,000 บาทรวมเป็นเงิน 3 ล้านบาท เพราะเป็นการเพิ่มงานให้ สหัสวัตยังนำเสนอภาพกล่องน้ำผลไม้ที่บรรจุเงิน 3 ล้านพร้อมบอกว่ามีการนำเงินไปให้ข้าราชการระดับสูงของกรมการจัดหางาน
“เงินเหล่านี้คือเงินบาป ทำกันในสถานที่ราชการตึกกระทรวงแรงงานในยามวิกาล ท่านตั้งคนแบบนี้เพื่อดีลให้ท่านตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่”
ต่อมา สุชาติ ชมกลิ่น อดีต รมว.แรงงาน และเป็น รมช.พาณิชย์ในปัจจุบันใช้สิทธิพาดพิง “คนที่พูดอยู่ไหน นั่งฟังด้วย หันหน้ามาทางนี้” จากนั้น สส.ปชน.ประท้วงขอให้ประธานควบคุมการประชุม ประธานวินิจฉัยว่า ไม่ว่าใครก็ตามต้องพูดกับประธานและไม่ต้องชี้หน้า สุชาติจึงขออภัยประธาน
“ที่คุณด่าผมว่าชั่ว เลว เป็นอาชญากร ผมยังไม่เคยประท้วงเพราะผมเป็นลูกผู้ชาย” สุชาติกล่าวพร้อมต่อว่าการประท้วงหลายระลอกที่เกิดขึ้นจากคำพูดและท่าทีหัวร้อนของเขา
ที่ฟินแลนด์สุชาติระบุว่าไปกับสื่อมวลชน ถ้าอยู่ในขบวนการตามที่ถูกกล่าวหาจะไปเพื่ออะไร ตอนรับตำแหน่วง รมว.แรงงานออกมาตรการ 13 ข้อป้องกันการค้ามนุษย์เพราะเคยมีกรณีพิพาทกันที่ฟินแลนด์ มาตรการสำคัญที่สุดคือ สัญญาที่ลูกจ้างไปทำงานที่ฟินแลนด์ กลับมาต้องมีเงินอย่างน้อย 30,000 บาทใน 3 เดือนหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว บริษัทนายหน้าต้องมีแบงก์การันตี
ส่วนที่ถ่ายภาพความเป็นอยู่ แรงงานที่ไปฟินแลนด์มีทั้งหมด 3,900 กว่าคน ที่กล่าวมามี 30 กว่าคนที่เป็นปัญหา เมื่อสืบสวนแล้วพบว่า เขาเป็นคนใหม่ทั้งหมด ไม่รู้ว่าแหล่งผลไม้ป่าอยู่ตรงไหน ส่วนค่าตอบแทนที่นั่นชั่งเป็นน้ำหนัก เก็บมากได้มาก เก็บน้อยได้น้อย เป็นเหตุให้คนงานไม่กลับแคมป์เตรียมอาหารไปกินกันเอง ข่าวสามมิติก็เคยสัมภาษณ์ครอบครัวหนึ่งมากัน 7 คน ได้เงินกลับมาเป็นล้าน เป็นช่วงข้าวตั้งท้องจึงมาหาเงิน
“ข้อกล่าวหาว่าผมรับเงิน ช่วยตามหาคนชื่อ ‘ทุเรียน’ ให้หน่อย ผมอยากจะฟ้องแต่ตามหาตัวไม่เจอ เขามาพบผม ผมอยู่ห้องทำงานชั้น 6 เขาบอกว่า ยูเครนรัสเซียเกิดสงคราม ทำให้คนยูเครนไปเก็บผลไม้ป่าไม่ได้ ต้องใช้แรงงานไทย ผมบอกว่าโควตาการส่งออกแรงงานอยู่ที่สถานทูตฟินแลนด์ ไม่ใช่กระทรวงแรงงกำหนด พูดง่ายๆกระทรวงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่เรามาอยู่ตรงกลางเพราะกลัวเขาโกงเงินกัน กลัวเขาเป็นหนี้”
“การกล่าวหาการทุจริตรับเงินเป็นเรื่องร้ายแรง ถ้าอ่านตามคำให้การของนางทุเรียน เขาโดนจับที่ฟินแลนด์ ที่นั่นมีกฎหมายข้อหนึ่งคือ ให้การซัดทอดคนอื่นเพื่อจะได้กลับบ้าน ต้องให้ความเป็นธรรมกับผมและข้าราชการทุกคน ทุกอย่างต้องอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม”
สุชาติยืนยันว่า กรณีนี้นายกฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม
“แต่ถ้าคุณพิพากษาผมในสถานที่แห่งนี้ ผมก็ต้องสู้ กล่าวหาผมผ่านสื่อมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย” สุชาติกล่าว
คนเคยร่วมสู้รู้สึก ‘สูญเปล่า’ ทอดทิ้งนักโทษการเมือง
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายเรื่องการนิรโทษกรรมที่ไม่คืบหน้า โดยระบุว่ามีการดีลกันบนผลประโยชน์ของชนชั้นนำ เหยียบย่ำผลประโยชน์ประชาชน เมื่อเปลี่ยนมาเป็น “รัฐบาลพลเรือน” คนไทยต่างก็มีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น โดยเฉพาะนักโทษการเมือง คดีเหล่านี้เป็นคดีนโยบายเดินหน้าตามรัฐบาลเผด็จการ แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับกลับกลายเป็นถูกทิ้งไว้นอกกระดาน เพราะรัฐบาลมีดีลข้ามขั้ว
นายกฯ เคยกล่าวว่า ทันทีเป็นรัฐบาลจะขอให้ศาลเมตตาปล่อยตัวน้องๆ ที่ต้องติดคุกเพราะการแสดงออก และเห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 เพราะเห็นด้วยว่าถูกนำมาใช้เป็นเกมการเมือง เมื่อเป็นนายกฯ ปรากฏว่าภายใต้รัฐบาลนี้ยังมีการฟ้องร้องคดีการเมืองอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นเป็นคดี 112 ของคุณบัสบาส , อานนท์ถูกฟ้องคดีละเมิดอำนาจศาลเพราะแค่ถอดเสื้อประท้วงการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม, คดีจำนวนมากทยอยมีคำพิพากษา รัฐบาลชุดนี้ยังคงมีการฟ้องคดีเหตุการณ์ชุมนุมในอดีต และมีเยาวชนลี้ภัยเป็นจำนวนมาก
ผู้ต้องหาทางการเมืองถูกทอดทิ้งในเรือนจำ 39 คน ในจำนวนนี้มี 29 คนไม่ได้สิทธิประกันตัวต่อสู้คดี พวกเขารอการนิรโทษกรรมประชาชน ประตูบานแรกที่คืนความปกติให้สังคม ท่านมีนโยบายนี้แต่ก็หายไปกับสายลม แม้แต่เรื่องง่ายที่สุด คือ รับข้อเสนอ กมธ.ศึกษานิรโทษกรรม พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่กล้ารับ
สถานการณ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนคิดว่าจะดีขึ้น แต่ผ่านมา 7 เดือนหลังเป็นนายกฯ มีการติดตามคุกคามของจนท.รัฐอย่างน้อย 56 คดี ติดตามถึงบ้าน 26 กรณี ติดตามสอดแนมนักกิจกรรม 6 คดี การกักตัวคุมขังไม่ชอบ 2 กรณี แบนหนังสืองานวิจัยดีเด่น “ในนามความมั่นคง” เป็นต้น อีกประการที่เป็นมวยล้มต้มคนดูคือ ร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ให้ฟ้องคดีทุจริตบุคลากรในกองทัพที่ศาลอาญาคดีทุจริต, ร่างกฎหมายจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
รัฐบาลยังตอกย้ำความสองมาตรฐาน ที่ ‘ชายคนนั้น’ ไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว หลายคนเจ็บป่วยไม่ได้ส่งออกไปรักษาข้างนอก ‘บุ้ง’ เสียชีวิตจะครบปี กล้องวงจรปิดขอยากขอเย็น มีการย้ายผู้ต้องขังโดยไม่แจ้งญาติทั้งที่พวกเขาไม่ใช่อาชญากร
ช่วงท้ายศศินนันท์นำผ้าคาดศีรษะสีแดงสกรีนข้อความ “รักทักษิณ” มาผูกศีรษะตนเองพร้อมระบุว่า เด็กคนหนึ่งที่ร่วมม็อบเสื้อแดงเพราะมีทักษิณเป็นแรงบันดาลใจ วันนี้ได้มายืนในสภาแห่งนี้ เราเคยร่วมต่อสู้กับพ่อของท่าน เจ็บแค้นกับที่ครอบครัวท่านถูกกระทำ เจ็บปวดของวีชนที่สูญเสีย แต่สุดท้ายท่านก็ดีลกันเพื่อแลกทุกอย่างที่เราต่อสู้มาด้วยกันเพื่อครอบครัวตัวเอง
“มันทำให้ดิฉันรู้สึกว่า การต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นความสูญเปล่าทางการเมือง” ศศินันท์กล่าว
ไฟใต้ปะทุ จี้เร่งกระบวนการเจรจา นายกฯ ควรมีบทบาทมากกว่าพ่อ
รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเรื่องความมั่นคงชายแดนใต้ ตลอด 20 ปีจมอยู่กับวงจรความรุนแรง Deepsouth Watch รวบรวมข้อมูลมีผู้สูญเสียกว่า 7,600 คน นับตั้งแต่ปี 2547 ถึง ก.พ.2568 อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2556 มีการเจรจาสันติภาพทำให้ความรุนแรงดูลดจำนวนลง แต่จำนวนความรุนแรงกลับเริ่มกระดกหัวขึ้นในช่วงนี้ มีบางอย่างผิดพลาดแน่ๆ เริ่มมีการใช้ระเบิดแสวงเครื่องเพิ่มมากขึ้น อส.ที่มาทดแทนทหารกลายเป็นเป้าโจมตี
ภายใต้ความรุนแรงต้องมองเห็นมิติทางโครงสร้างอื่นๆ ด้วย เช่น การบังคับใช้กฎหมาย การลิดรอนสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่จำกัดอยู่แล้วยิ่งจำกัด มันยิ่งเพิ่มโอกาสการใช้กำลังของทุกฝ่ายมากขึ้น ความรุนแรงเป็นอาการที่แสดงออก หากมองทะลุความรุนแรง กระดุมเม็ดแรกในการแก้ไขความขัดแย้ง คือ ปัญหาความชอบธรรมในการปกครองพื้นที่ชายแดนใต้ที่บางฝ่ายเรียกว่า ‘ปาตานี’ ไฟใต้โดยแท้แล้วเป็นปัญหาการเมืองที่ยังไม่ลงตัว ที่ต้องใช้แนวทางการเมืองในการคลี่คลาย การใช้กำลังกดปราบ การใช้กฎหมาข่ม ไม่น่าใช่แนวทางที่ถูกต้อง ยิ่งปราบยิ่งโต ต้องใช้แนวทางการเมืองนำการทหาร และต้องมีรัฐบาลพลเรือนที่มีความมุ่งมั่นในการหาทางออกจริงๆ เร่งขยายพื้นที่ต่อรองทางการเมือง ดึงประชาขนมามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เดินพร้อมไปกับการฟื้นฟูความยุติธรรม การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับประชาชน ดึงขบวนการปลดปล่อยปาตานีเข้ามาเจรจา ด้วยใจที่กว้างและใหญ่เท่านั้นถึงจะสร้างแนวทางการเมืองใหม่ได้
รอมฎอนยังกล่าวชื่มชมการตัดสินใจเปิดการเจรจาของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และการเดินสายเจรจาเปิดทางของทักษิณก่อนหน้านั้น แต่น่าเสียดายรัฐบาลลูกกลับลังเล และไม่ดึงเอามรดกเหล่านี้มาสานต่อ 6 เดือนมาแล้วยังไม่แต่งตั้งคณะเจรจาสันติสุขชุดใหม่เลย
รัฐบาลนี้เจตจำนงในการแก้ปัญหาลดลงมาก การดีลตั้งรัฐบาลต้องแลกกับการลดธงต่างๆ ด้วยใช่หรือไม่ และปัญหาไฟใต้ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อผู้นำอย่างไม่เป็นทางการและไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ กลับมีบทบาทนำสูงมาก ขนาดไปสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ว่าไฟใต้ไม่เกินปีหน้าจะจบ ความรุนแรงที่ปะทุในระยะหลังนี้ ในทางการเมืองมีคำถามว่า ใครควรมีความรับผิดชอบทางการเมืองกันแน่ สภาวะแบบนี้ดูเหมือนไม่มีใครต้องรับผิดรับชอบจริงจังเลย แล้วจะแก้ปัญหาได้ยังไง
