Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

‘พริษฐ์’ ซักฟอกนายกฯ ไม่จริงใจกับการผลักดันปฏิรูปการเมือง-ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขวางกฎหมายที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ด้าน ‘ชูศักดิ์’ ยืนยันรัฐบาลจริงใจกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. 68

 

ช่วงระหว่าง 24-25 มี.ค. 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 26 (สมัยประจำปีที่สอง) มีวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร

พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน อภิปรายพุ่งเป้าไปที่นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไม่มีความจริงใจในการปฏิรูปการเมืองไปสู่ประชาธิปไตย เอาอำนาจที่ประชาชนมอบให้เพื่อไปผลักดันวาระที่ก้าวหน้าเพื่อส่วนรวม ไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว และคนรอบตัว ผ่านกรณีจัดตั้งรัฐบาล และผลักดันกฎหมายต่างๆ

พริษฐ์ ระบุว่า ถ้าดูตั้งแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาล ถ้าพรรคการเมืองที่มารวมตัวกันตั้งรัฐบาลมีเรื่องประเทศชาติและประชาชนอยู่ในหัวจริงๆ เรื่องนี้ต้องเป็นเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาล แต่กระบวนการพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ตอนตั้งรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ไม่เคยมีการบอกว่าจะผลักดันวาระอะไร แต่มารวมตัวกันด้วยฉันทามติเดียวกันคือไม่เอามาตรา 112 และไม่เอาพรรคก้าวไกล ต่อมา ในการตั้งรัฐบาลแพทองธาร ก็ไม่เคยมีวาระพัฒนาประเทศ และยังคงท่องคาถาเดิมไม่แก้ไขมาตรา 112 ส่วนในการในแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายเพื่อส่วนรวมอย่างการผลักดันค่าแรงขั้นต่ำก็เขียนไว้กว้างๆ ว่าจะกำหนดค่าจ้างที่เหมาะสม เรื่องกัญชาที่ควรจะกลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติด ก็ระบุว่าการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์

การเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ให้มี สสร.ที่มาจากเลือกตั้ง เรื่องนี้นายกฯ ได้ระบุในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐบาลกลับไม่มีการส่งร่างประกบ และไม่ช่วยฝ่ายค้านรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วม จนสุดท้ายสภาฯ ล่ม สุดท้ายนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าได้พยายามเจรจากับพรรคร่วมแล้ว แต่ว่าอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่านายกฯ ไม่เคยมาคุยด้วย ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนความจริงใจในการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยรัฐบาล

  

กรณีเมื่อปี 2567 สส.พรรคเพื่อไทย เสนอร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ประกบกับร่างของพรรคประชาชน โดยทั้ง 2 ร่างมีหลักการคล้ายกันคือให้กองทัพอยู่ภายใต้พลเรือน แต่พอพรรคร่วมคัดค้าน ที่ปรึกษานายกฯ ก็งัดนิยายสามก๊กออกมา บอกว่าพรรคเพื่อไทย อยากเดินหน้าเรื่องนี้ใจจะขาด แต่ถ้าพรรคร่วมไม่เอาด้วย การผ่านร่างก็จะยาก พอนายกฯ ไม่มีเจตจำนงในการผลักดัน สส.พรรคเพื่อไทยก็ต้องถอนร่างออกไป  ซึ่งจริงๆ แล้วถ้ารวมเสียงพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ก็ยังสามารถผลักดันร่างกฎหมายได้อยู่

พริษฐ์ ตั้งคำถามกับความจริงใจในการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศของนายกฯ อย่างนโยบายเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในจังหวัดที่พร้อม ซึ่งภูมิธรรม เคยรับปากว่าจะเดินหน้านโยบายเรื่องนี้ แต่สรุปแล้วคนที่ไม่พร้อมไม่ใช่ประชาชน แต่คือรัฐบาลเอง หรือพรรคเพื่อไทยเคยประชาสัมพันธ์ว่าจะเพิ่มงบประมาณส่วนท้องถิ่นจาก 29% เป็น 35% ภายใน 2 ปีงบประมาณ แต่ผ่านมา 2 ปีแล้ว งบฯ ก็ยังอยู่เท่าเดิม

ร่างกฎหมายเกี่ยวกับกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นก็ไม่มีความคืบหน้า พรรคประชาชนเสนออะไรเข้าไปก็ถูกปัดตกหมด แต่พอให้นายกฯ เสนออะไรเองก็ไม่มี หรือกรณีการโอนถ่ายอำนาจไปให้ กทม.แก้ไขปัญหา PM 2.5 ก็ไม่มีการทำ กทม.อยากมีอำนาจไปจับรถควันดำด้วยตัวเอง รัฐบาลก็ไม่ให้ สภา กทม.อยากมีอำนาจออกข้อบัญญัติในการเปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในกี่ปี ก็ไม่ยอม

พริษฐ์ ได้ตั้งคำถามถึงนายกฯ ความเอาจริงเอาจังในการปราบคอร์รัปชัน หรือการแก้ไขร่างกฎหมายที่สร้างความโปร่งใส อย่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ที่จะทำให้ ‘ข้อมูลรัฐต้องเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น’ พรรคประชาชนเคยยื่นกฎหมายนี้เข้าไปในปี 2566 จนตอนนี้ ครม.ยังไม่เอาไปลอกการบ้าน ทำให้ประชาชน หรือ สส.ก็เข้าไม่ถึงข้อมูลพื้นฐานอย่างจำนวนนายพลในกองทัพ หรือรายละเอียดจัดซื้อ-จัดจ้างของประกันสังคม หรือกรณีที่ไม่ต้องมาแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯ เช่น พ.ร.ก.ที่ ครม.สามารถออกเองได้ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 130 เพื่อกำหนดแนวทางให้ข้าราชการบางส่วนส่งบัญชีทรัพย์สินไปที่หน่วยงานของตนเอง ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ค้างที่ ครม.มาเป็นปี

ท้ายสุด พริษฐ์ ได้ตั้งคำถามต่อนโยบายของรัฐบาล เพราะว่านโยบายเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวมไม่เดิน แต่มาตรการหรือนโยบายเกี่ยวกับกลุ่มนายทุนที่ใกล้ชิดกับพ่อนายกฯ กลับเดินเรื่องรวดเร็ว และมีความคืบหน้า จนต้องตั้งคำถามถึงความจริงใจในการทำงานเพื่อประชาชน

'ชูศักดิ์' ยันรัฐบาลจริงใจแก้ รธน.

ต่อมา 25 มี.ค. 2568 ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้มาตอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพริษฐ์

เบื้องต้น ชูศักดิ์ อธิบายว่า ทางรัฐบาลทราบดีว่า หากจะปฏิรูปการเมือง ก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าคนร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะได้เป็นผู้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญปี’60 มีปัญหาจำกัด ควบคุม และยุบพรรคการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงคิดว่าการปฏิรูปการเมืองและประเทศจะทำไม่ได้ หากเรายังมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่

ชูศักดิ์ ยืนยันว่า เรามีความพยายามจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่ติดที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ทำให้มีการตีความแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือทำประชามติ 3 ครั้ง กับ 2 ครั้งก็เพียงพอ ช่วงเวลานั้น ประธานสภาฯ สั่งไม่บรรจุวาระเข้าสภาฯ แปลว่าสภาฯ มองว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง และตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ประธานสภาฯ ไม่ได้บรรจุวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย นั่นหมายความว่าสภาฯ มองว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง 

ภายหลังนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ตัดสินใจทำเรื่องรัฐธรรมนูญต่อ โดยตั้งกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติ โดยมีภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน กรรมการชุดนั้นตัดสินใจว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง และแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ แต่อย่างไรก็ตาม ประธานสภาฯ ก็ยังไม่บรรจุวาระเข้าที่ประชุมสภาฯ กรรมการฯ ก็เลยนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. และเป็นมติ ครม.ให้ทำประชามติ 3 รอบ และแก้ พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งภายหลัง พ.ร.บ.ประชามติ เกิดปัญหาถูกพักไว้ 180 วัน

ชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ภายหลังต้นปี 2568 ประธานสภาฯ เปลี่ยนใจสั่งบรรจุวาระแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภาฯ ก็มาขอว่าอยากให้พรรคเพื่อไทยเสนอญัตติเข้ามาประกบกับร่างของพรรคประชาชน และก่อนหน้านี้พริษฐ์เองเคยมาถามว่า อาจารย์ชูศักดิ์ช่วยให้รัฐบาลเสนอกฎหมายประกบได้ไหม แต่ว่าสุดท้ายรัฐบาลเดินหน้าเรื่องประชามติ 3 ครั้งไปแล้ว ดังนั้น ถ้าทำให้เสนอร่างประกบมันเป็นไปไม่ได้ ก็เสนอว่าให้เป็นดุลยพินิจของแต่ละพรรค สุดท้าย พรรคเพื่อไทย เสนอร่างฯ เข้ามา และเกิดเหตุการณ์อย่างที่เห็นคือสภาฯ ล่ม ปัจจุบัน รัฐสภามีมติสอบถามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าตุลาการฯ วินิจฉัยว่าทำประชามติแค่ 2 ครั้งเพียงพอ ก็ยังมีความหวังว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าไปพร้อมกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ที่ถูกดองไว้ 180 วันพอดี

“ผมเรียนด้วยความเคารพว่า เรามีความจริงใจว่าอยากจะทำรัฐธรรมนูญให้มีผลสำเร็จเกิดขึ้นให้ได้” ชูศักดิ์ กล่าว

'พริษฐ์' มองยังไม่ตอบคำถาม

ต่อมา พริษฐ์ ได้ชี้แจง 2 ประเด็นสั้นๆ คือเขาไม่ได้ติดใจตามข้อมูลที่ชูศักดิ์ ชี้แจง แต่ต้องบอกว่าไม่ได้มาหักล้างข้อมูลที่เขาอภิปราย

พริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ 2 เขาเข้าใจเจตนาที่ดีที่ชูศักดิ์มาแสดงความจริงใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เขาอภิปรายไม่ได้ตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐมนตรี แต่ตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรี

พริษฐ์ กล่าวต่อว่า แม้ว่าเราเข้าใจดีว่าชูศักดิ์ พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐมนตรี แต่มันก็มีบางวาระที่ถ้าไม่ได้พรรครัฐบาลร่วมสนับสนุน มันก็ผลักดันไม่สำเร็จ เช่น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนักโทษคดีการเมือง แม้ว่าจะลงแรงไปเยอะในจัดทำรายงานอย่างรอบด้าน แต่สุดท้ายเมื่อนายกฯ และรัฐบาลไม่ผลักดัน สส.ส่วนใหญ่ก็คว่ำข้อสังเกตดังกล่าว

“สิ่งที่ผมคาดหวังวันนี้คืออยากจะฟังคำตอบจากนายกฯ เกี่ยวกับเจตนาของนายกฯ ในการผลักดันปฏิรูปการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หรือการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันตามที่ผมได้อธิบายไว้เมื่อวาน” พริษฐ์ กล่าว 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง