สว.ลงมติผ่าน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ วาระที่ 3 แล้ว แต่เนื่องจากร่างของ สว.มีการแก้ไขเพิ่มเติม ตาม รธน.จะต้องส่งให้ สส.พิจารณาอีกครั้ง ส่วนที่ สว.มีการปรับแก้มีทั้งส่วนที่นิยามของ กลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต้องเป็นคนไทยและมีถิ่นกำเนิดในไทย ถึงจะได้รับการคุ้มครองตามนิยาม ขณะที่เขตพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมยังยืนยันว่าการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ยังต้องทำตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
8 เม.ย. 2568 ยูทูบ ‘TP Channel’ รายงานวันนี้ (8 เม.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 19.34 น. ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ วาระที่ 2 แก้ไขรายมาตรา และวาระที่ 3 แล้ว โดยผลลงมติปรากฏว่าวุฒิสภาส่วนใหญ่ ‘เห็นด้วย’ รับร่าง พ.ร.บ.กลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. … วาระที่ 3 ด้วยคะแนน 122 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง จากจำนวนผู้ลงมติทั้งหมด 133 เสียง
ขั้นตอนต่อจากนี้ เนื่องด้วยร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติม จะต้องส่งร่างของสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พิจารณาอีกครั้ง หาก สส.มีมติเห็นชอบก็จะสามารถทูลเกล้าฯ เพื่อตราเป็นกฎหมายได้ แต่หากว่า สส.มีมติไม่เห็นชอบร่างของ สว.จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วม โดยมีสัดส่วน สส. และ สว. เท่ากัน เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายหาข้อสรุปร่วมกันอีกครั้ง

เปลี่ยนนิยาม 'ชาติพันธุ์' ในมาตรา 3
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ฉบับของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ได้มีการแก้ไขในมาตรา 3 โดยมีการใช้คำว่า “ชาวไทย” แทนคำว่า “กลุ่มคน” และเพิ่มคำว่า “ซึ่งกำเนิดและมีถิ่นฐานในประเทศไทย”
“กลุ่มชาติพันธุ์ หมายความว่า ชาวไทยที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มเดียวกันหรือหลายกลุ่ม ซึ่งกำเนิดและมีถิ่นฐานในประเทศไทย มีอัตลักษณ์และสั่งสมวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความเชื่อตามจารีตประเพณีร่วมกัน หรือมีความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสังคมไทย”
ในประเด็นนี้มีผู้ขอสงวนคำแปรญัตติเป็นสมาชิกกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน ประกอบด้วย ชูพินิจ เกษมณี อังคณา นีละไพจิตร และนิตยา เอียการนา โดยทั้ง 3 ท่านขอให้เพิ่มคำว่า “ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงกลุ่มคนที่ระบุตนเองว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมืองด้วย”
นิตยา สมาชิกกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ระบุว่า การเพิ่มคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ที่ระบุตนเองว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมือง ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย
ขณะที่ชูพินิจ ระบุเพิ่มว่าก่อนหน้านี้มีการขอความเห็นไปข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และทาง OHCHR ได้ตอบกลับมาโดยเสนอว่าให้ใช้คำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล และการใช้คำว่ากลุ่มชาติพันธุ์อย่างเดียว ไม่มีพื้นที่ในสหประชาชาติ จึงจำเป็นต้องขอเพิ่มนิยามคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง เข้ามาต่อท้ายนิยามของคำว่าชาติพันธุ์ เพื่อให้มีความหมายชัดเจนมากขึ้น
ในประเด็นนี้ พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายชี้ให้เห็นถึงปัญหาว่า การใช้คำว่า ‘ชาวไทย’ อาจไม่สะท้อนความเป็นจริง เนื่องจากชาวชาติพันธุ์บางคนไม่ได้มีพ่อแม่เป็นคนไทย แม้ว่าเขาอาศัยและมีถิ่นกำหนดในประเทศไทยก็ตาม การนิยามลักษณะนี้อาจทำให้เขาเข้าไม่ถึงการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ และเขากังวลด้วยว่า การเปลี่ยนคำว่า 'กลุ่มคน' เป็นชาวไทย อาจเป็นการตัดสิทธิคนสูงถึง 483,626 คนที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติอีกด้วย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมาจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดังนั้น เขาจึงเสนอว่าให้กลับไปใช้คำว่า ‘กลุ่มคน’ แทนคำว่า ‘ชาวไทย’
ขณะเดียวกัน เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มสื่อมวลชน อภิปรายด้วยว่า การเพิ่มคำนิยามกลุ่มคนชาติพันธุ์ โดยระบุว่า ‘ต้องมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย’ อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงเนื่องจากชาวชาติพันธุ์มีชีวิตและอาศัยอยู่ในบริเวณชายแดน กลายเป็นว่าพอไปกำหนดลักษณะนี้กลุ่มคนชาติพันธุ์บางคนที่ไม่เข้าข่ายอาจไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนี้นั่นเอง
เทวฤทธิ์ ระบุด้วยว่า การเพิ่มคำว่านิยาม ชนเผ่าพื้นเมือง ลงในกฎหมายฉบับนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ตามรายงานความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จัดทำโดย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยในหน้าที่ 107 มาตรา 70 ระบุว่า การคุ้มครองคนชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่คนไทยจะต้องได้รับ "การดูแลตามพันธกรณีหรือข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนทั่วไป" โดยเฉพาะพันธะกรณีที่สำคัญคือ ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) ที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงนามเป็นรัฐภาคีเมื่อปี 2550
ทั้ง เทวฤทธิ์ และพรชัย เป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่ขอสงวนคำแปรญัตติ เพิ่มคำนิยามของคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" ระหว่างบรรทัด 'กลุ่มชาติพันธุ์' และ 'พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์' ดังนี้
""ชนเผ่าพื้นเมือง” หมายความว่า กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับถิ่นฐาน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือหลายพื้นที่ในประเทศไทยอย่างยาวนาน พึ่งพาและผูกพันกับที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆ มีอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม และภาษา และมิได้เป็นกลุ่มที่มีอำนาจครอบงำทางเศรษฐกิจและสังคม"
แต่อย่างไรก็ตาม วุฒิสภาได้ลงมติ 'เห็นชอบ' กับการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามของชาติพันธุ์ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยคะแนน 127 ต่อ 25 คะแนน งดออกเสียง 2 คะแนน และไม่ลงคะแนน 1 คะแนน
ขณะที่อีกประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงคือเรื่องการประกาศเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม โดยมาตราที่เกี่ยวข้องจะอยู่ใน หมวด 5 มาตรา 37-39 โดยของวุฒิสภา พบว่ามีการเปลี่ยนคำบางคำอย่างเช่น คำที่ระบุว่า 'ธรรมนูญ' เปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ข้อกำหนด’ แต่อย่างไรก็ตาม ร่างของ สว. ยังคงหลักการเดียวกับร่างของ สส. คือการใช้ประโยชน์ หรือการกำหนดข้อกำหนดหรือธรรมนูญ ในการใช้พื้นที่เขตคุ้มครองวัฒนธรรม ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เช่นเดิม
