Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มาตรการกำแพงภาษีศุลกากรของรัฐบาล ‘ทรัมป์’ ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวจากประเทศต่างๆ อย่างมีการเร่งเจรจาหรือขอผ่อนปรน แต่จีนกลับใข้วิธีการต่างออกไป โดยเปิดฉากทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลให้มาตรการภาษีของ ‘ทรัมป์’ เสี่ยงจะทำให้สหรัฐฯ รับภาระหนักเสียเอง โดยเฉพาะในเรื่องการบิน ไมโครชิป อุปกรณ์ไอที และสินค้าเกษตร จากการที่สหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีกับจีนหลายระลอก โดยล่าสุดเมื่อวันพุธ (9 เม.ย.) ประกาศขึ้นภาษีเป็นร้อยละ 125 ส่วนฮ่องกง ประกาศว่ายังคงเป็นเมืองท่าเสรี และประณามมาตรการภาษีว่าเป็นการ "ข่มเหงรังแก"

เมื่อ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าฐานขั้นต่ำ 10% ตอบโต้ประเทศคู่ค้าและเขตปกครองต่างๆ รวม 180 แห่ง ทำให้ช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศพยายามหาวิธีการเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรกับทรัมป์ แต่ก็ดูเหมือนว่าทางการจีนใช้วิธีการที่ต่างออกไปคือ การยืนหยัดท้าทายในสงครามการค้ากับสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะ "เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส"

เพียงแค่ไม่ถึง 2 วันหลังจากที่ทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีศุลกากร จีนในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก ก็ทำการโต้ตอบทันควันด้วยการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ และบริษัทของสหรัฐฯ เช่นกัน

พอสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรจากจีนอีกเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา จากเดิม 20% เป็น 54% และวันพุธที่ 9 เม.ย. ก็ประกาศขึ้นภาษี 125% ทางการจีนก็ประกาศว่าจะยังคงมาตรการเดิมเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ แถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่า "การคุกคามจากสหรัฐฯ ที่ยกระดับภาษีศุลกากรต่อจีนนั้นถือเป็นความผิดพลาดซ้ำซ้อนบนความผิดพลาดเดิมที่มีอยู่แล้ว"

กระทรวงพาณิชย์จีน ระบุอีกว่า การขึ้นภาษีของรัฐบาลทรัมป์นั้น "เป็นการเปิดโปงให้เห็นอีกครั้งถึงนิสัยชอบขู่แบล็กเมลของสหรัฐฯ" และบอกว่า "จีนจะไม่มีวันยอมรับ ถ้าหากสหรัฐฯ ยืนกรานที่จะทำตามหนทางนี้ จีนก็จะสู้จนถึงที่สุด"

การโต้กลับของจีน

มีการวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่จีนได้แสดงท่าทีเหมือนไม่สะทกสะท้านสักเท่าใดต่อเรื่องภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ อีกทั้งยังไม่ยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีการคำนวนมาแล้วเป็นอย่างดีของรัฐบาลจีน ในการที่จะวางตัวเองเป็นฝ่ายต่อต้านมาตรการภาษีซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น "การข่มเหงรังแกฝ่ายเดียว" จากสหรัฐฯ

คณะกรรมาธิการด้านภาษีศุลกากรแห่งคณะมนตรีรัฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์ระบุว่า "การกระทำเช่นนี้ของสหรัฐฯ ไม่เป็นไปตามกฎการค้านานาชาติ เป็นการบั่นทอนสิทธิโดยชอบธรรมและผลประโยชน์ของจีนอย่างมาก และนับเป็นการข่มเหงรังแกฝ่ายเดียว"

อีกทั้ง การวางตัวเช่นนี้ยังเป็นการที่จีนต้องการแสดงออกให้คนในประเทศตัวเองและทั่วโลกเห็นว่า จีนมีความพร้อมที่จะฝ่าฟันสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และมั่นใจว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในศึกนี้

นักวิจารณ์ในหน้าสื่อของรัฐบาลจีนอย่าง ‘พีเพิลเดลี’ ระบุว่า มาตรการภาษีอาจจะกระทบกับจีนแต่ก็ "ไม่ถึงขั้นฟ้าถล่มดินทลาย" พวกเขาเคยผ่านสงครามการค้ากับสหรัฐฯ มาแล้วในปี 2560 ยุคที่ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก นักวิจารณ์ในสื่อของรัฐบาลจีนยังระบุอีกว่า ด้วย "การนำที่เข้มแข็ง" ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ "ความได้เปรียบเชิงสถาบัน" ของจีน จะทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้

เดิมทีแล้วสหรัฐฯ ตั้งภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจีนอยู่ที่ร้อยละ 20 แต่ทรัมป์ ก็ประกาศเพิ่มเป็นร้อยละ 54 และเพิ่มเป็นร้อยละ 125 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้จีนโต้ตอบด้วยการตั้งภาษีศุลกากรสินค้าสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 34 เป็นขั้นต่ำ และขยับเป็นร้อยละ 84 เมื่อวันพุธเช่นกัน รวมถึงวางมาตรการอื่นๆ เช่นการควบคุมการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ 7 ชนิด และการจำกัดด้านการค้ากับบริษัทสัญชาติอเมริกัน 11 บริษัท โดยการขึ้นบัญชีใน "องค์กรไม่น่าเชื่อถือ" ในจำนวนนี้มีบริษัทผลิตโดรนรวมอยู่ด้วย อีกทั้งควบคุมการส่งออกจากจีนไปให้กับบริษัทอเมริกัน 16 บริษัท โดยเป็นการควบคุมสินค้าจำพวกที่ใช้ได้ 2 ทางคือทั้งในเชิงพาณิชย์ และในเชิงการทหาร

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ทรัมป์ขู่ว่าจะเพิ่มภาษีขึ้นไปอีกร้อยละ 50 ถ้าหากจีนไม่ยอมยกเลิกการขึ้นภาษีโต้ตอบ ซึ่งจะกลายเป็นการยกระดับสงครามการค้าระหว่างของชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก

เปลี่ยนโฉมหน้าการค้า 2 ยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจโลก ?

เลียห์ ฟาฮี นักเศรษฐศาสตร์จีนจากแคปิทัลอิโคโนมิกส์ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นการโต้ตอบที่มีนัยยะสำคัญจากจีน ดูเหมือนว่าสีจิ้นผิง ผู้นำจีน จะมองว่าเศรษฐกิจของจีนเข้มแข็งพอที่จะท้าทายอะไรก็ตามที่ทรัมป์ จะใช้เล่นงาน

นอกจากนี้ การขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อจีนรอบล่าสุด ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์ไว้ และอาจจะกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงเปลี่ยนแปลงการค้ามูลค่าครึ่งล้านล้านดอลลาร์ของทั้งสองประเทศได้ หลังจากที่มีการพึ่งพากันมาเป็นเวลาหลายสิบปี

มีข้อสังเกตว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงหลังจากที่จีนประกาศโต้ตอบทางการค้ากับสหรัฐฯ ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป และสหราชอาณาจักร ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ซึ่งในบางส่วนนับเป็นการปรับตัวลดลงในระดับที่แย่ที่สุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่ที่เกิดโรคระบาดใหญ่ COVID-19

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวในทำนองรับรู้ว่า "ตลาดหุ้นกำลังตก" หลังจากที่ทรัมป์ ประกาศภาษีศุลกากรกับทั่วโลก แต่ก็กล่าวต่อไปว่า "ตลาดจะปรับตัวได้" หลังจากที่ตลาดโลกรับรู้กฎเกณฑ์แล้ว มันก็จะปรับตัวไปตามกฎเกณฑ์ของมันเอง

เครก ซิงเกิลตัน นักวิจัยอาวุโสจากมูลนิธิเพื่อการปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นองค์กรในสหรัฐฯ กล่าวว่า การที่จีนใช้มาตรการท้าทายแบบเทียบเคียงกับสหรัฐฯ นี้ แสดงให้เห็นว่าจีนเลิกลังเลสงวนท่าที แล้วก็หันมาต่อสู้ด้านการค้ากับสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา ถึงจะดูเป็นการโต้ตอบกลับแบบไม่คิดหน้าคิดหลังก็ตาม แต่ก็นับเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างชัดเจน

ซิงเกิลตัน ตั้งข้อสังเกตอีกว่า จีนได้ทำการมุ่งเป้าขึ้นภาษีกับภาคส่วนที่อ่อนไหวทางการเมืองด้วย เช่นภาคส่วนการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม แร่แรร์เอิร์ธ และเพิ่มบริษัทอเมริกันใน "องค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ" ขณะเดียวกันก็ยังเปิดให้เศรษฐกิจการค้าส่วนใหญ่ดำเนินต่อไปได้

อุตสาหกรรมที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างประเทศกระทบหนัก

อย่างไรก็ตาม มีความยากลำบากมากเป็นพิเศษเกิดขึ้นกับธุรกิจที่ต้องอาศัยห่วงโซ่อุปทานหรือวัตถุดิบการผลิตที่มีฐานจีน อัตราภาษีใหม่ทำให้พวกเขาต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบจากที่อื่น แต่ก็เป็นเรื่องยากไม่แพ้กัน เพราะว่าที่อื่นๆ ก็โดนกำแพงภาษีของทรัมป์ไปด้วย โดยมีการประเมินว่าสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบตั้งแต่ภาคส่วนการบินไปจนถึงภาคส่วนการเกษตร

บริษัทโบอิ้ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานและยุทโธปกรณ์ในสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากคำสั่งขึ้นภาษีศุลกากรต่อจีน เพราะจะทำให้พวกเขาต้องใช้ชิ้นส่วนที่ราคาแพงมากขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างแอร์บัส และบริษัทของจีนอย่าง COMAC

ภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์ หรือชิ้นส่วนของชิปอุปกรณ์ไอที ก็จะได้รับผลกระทบ โดยที่จีนเป็นผู้ส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ให้สหรัฐฯ รวมมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และผู้ที่นำเข้ารายใหญ่ที่สุดคืออินเทลอยู่ที่ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทไมโครชิปของสหรัฐฯ อย่างไมครอนก็จะได้รับผลกระทบอยู่บ้างแต่น้อยกว่า เพราะพวกเขามีโรงงานการผลิตในจีนและภูมิภาคอื่นๆ ส่วน Nvidia เอไอชิปจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะพวกเขาใช้เซมิคอนดักเตอร์ที่ประกอบจากผู้ผลิตในไต้หวันคือยริษัท TSMC ไม่ใช่จากจีน

ภาคการเกษตรสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้นของชิ้นส่วนเครื่องมือทางการเกษตรที่นำเข้าจากจีน ทำให้ผู้ผลิตเครื่องมือการเกษตรในสหรัฐฯ ต้องจ่ายแพงขึ้น และจีนก็เป็นตลาดใหญ่ที่สุดสำหรับการส่งออกด้านการเกษตรของสหรัฐฯ คำสั่งทางภาษีนี้จะทำให้จีนโต้ตอบด้วยการลดความต้องการนำเข้าจากสหรัฐฯ ลง

นอกจากนี้กำแพงภาษียังมาในช่วงที่เศรษฐกิจของจีนเองกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนกำลังลงให้กลับมาอีกครั้ง ในเวลาเดียวกับที่พวกเขาเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามการค้าในวงกว้าง

จีนใช้โอกาสโฆษณาดึงนักลงทุนเข้าประเทศ

แต่ในแง่ของภาพลักษณ์แล้ว จีนก็ดูเหมือนจะใช้โอกาสนี้ในการโฆษณาตัวเองว่าเป็นแหล่งลงทุนแห่งใหม่แทนสหรัฐฯ เช่นกรณีที่ หลิง จี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้เชิญตัวแทนภาคธุรกิจจากบริษัทของสหรัฐฯ 20 บริษัท รวมถึงเทสลา และจีอีเฮลท์แคร์ ร่วมรับฟังคำแถลงของเขาที่บอกว่าจีนนั้นเป็นสถานที่ลงทุนที่ "เป็นอุดมคติ ปลอดภัย และ มีอนาคต" รวมถึงเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ของอเมริกันใช้เหตุผล และ "ดำเนินการในแบบที่ทำได้จริง" เพื่อปกป้องเสถียรภาพของการผลิตโลกและห่วงโซ่อุปทานโลก

นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์จากจีนก็สนับสนุนความคิดที่ว่า จีนควรจะฉวยโอกาสในช่วงที่สหรัฐฯ ทำการค้าโลกสั่นคลอน

หลิว จื้อฉิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันฉงหยางเพื่อการศึกษาด้านการเงิน มหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน กล่าวว่า จีนกำลังส่งสารต่อโลกว่าพวกเขาจะไม่ยอมทนให้ให้สหรัฐฯ "ข่มเหงรังแก" อีกต่อไป

ขณะที่ จู เจียนตง ศาสตราจารย์วิทยาลัยการเงินแห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว กล่าวว่า จีนกับสหรัฐฯ กำลังกลายเป็น "คู่แข่งโดยตรงในการจัดระเบียบการค้าโลกใหม่" และบอกว่าจีนพร้อมที่จะรับคำท้าในการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในแง่นี้

สื่อซีเอ็นเอ็น ระบุว่าเป็นที่รู้กันดีว่าจีนก็ใช้อำนาจอิทธิพลในการเข้าถึงตลาดโลกอย่างกว้างขวางเพื่อเป็นเครื่องมือในการบีบเค้นประเทศต่างๆ ให้ยอมตามจีน ซึ่งมักจะเป็นเรื่องจุดยืนทางการเมือง ขณะเดียวกัน ก็มีหลายประเทศกังวลว่าสินค้าจีนจะถูกนำเข้ามาในประเทศพวกเขาจนล้นตลาด สร้างความเสียหายต่อการผลิตในประเทศตัวเองหรือไม่ หรือส่งผลต่อราคาตลาดของสินค้าหรือไม่

ทั้งนี้ ยังมีเรื่องที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษภายใต้จีน แสดงท่าทีต่อเรื่องคำสั่งขึ้นภาษีของทรัมป์ โดยที่พอล ชาน รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของฮ่องกง ประกาศว่า พวกเขาจะยังคงเป็น "เมืองท่าเสรี" ที่จะให้มีการไหลเวียนของวัตถุดิบอย่าง "เสรีและสะดวก" เช่นเดิม รวมถึงแสดงจุดยืนต่อต้านการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ บอกว่ามันเป็น "การกระทำเชิงข่มเหงรังแก"

"ไม่มีใครเป็นผู้ชนะในสงครามการค้า ... แนวคิดกีดกันทางการค้าไม่ได้นำพาไปสู่อะไรเลย" ชานกล่าว

 

เรียบเรียงจาก

China calls Trump’s new tariff threat ‘a mistake upon a mistake’ and looks for opportunity in global trade war, CNN, 07-04-2025

https://edition.cnn.com/2025/04/07/business/china-trump-tariffs-opportunity-analysis-intl-hnk/index.html

‘We will remain unchanged’: Hong Kong vows to remain a free port as gov’t calls new US tariffs a ‘bullying’ act, HKFP,  07-04-2025

https://hongkongfp.com/2025/04/07/we-will-remain-unchanged-hong-kong-vows-to-remain-a-free-port-as-govt-calls-new-us-tariffs-a-bullying-act/

‘We will remain unchanged’: Hong Kong vows to remain a free port as gov’t calls new US tariffs a ‘bullying’ act, HKFP, 07-04-2025

https://hongkongfp.com/2025/04/07/we-will-remain-unchanged-hong-kong-vows-to-remain-a-free-port-as-govt-calls-new-us-tariffs-a-bullying-act/

From aviation to agriculture: How China’s retaliatory tariffs will impact U.S. companies, India Times, 07-04-2025

https://economictimes.indiatimes.com/news/international/global-trends/from-aviation-to-agriculture-how-chinas-retaliatory-tariffs-will-impact-u-s-companies/articleshow/120054798.cms?from=mdr

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง