112WATCH สัมภาษณ์เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ หรือ "บิ๊ก" นักกิจกรรมทางการเมืองที่พยายามสะท้อนปัญหาการเพิ่มอำนาจสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ 2560 จนถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 และต้องผู้ลี้ภัยในที่สุด เขาเสนอว่าแม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังยกเลิกมาตรา 112 ไม่ได้แต่ก็ยังพอมีหนทางในการใช้อำนาจบริหารเพื่อช่วยเหลือนักโทษการเมือง
เมื่อ 17 เม.ย.2568 เว็บไซต์ของโครงการ 112WATCH ลงบทสัมภาษณ์ เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ หรือ "บิ๊ก" นักกิจกรรมทางการเมืองที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับขบวนการเยาวชนตั้งแต่ช่วงปี 2563 ในขณะที่เขายังเป็นนักศึกษาภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ล่าสุดกลายเป็นผู้ลี้ภัยไปเพราะถูกดำเนินคดีจากการแสดงความเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์
1. ทราบว่าคุณตกเป็นเหยื่อของมาตรา 112 รบกวนเล่าเหตุการณ์ให้ฟังได้ไหมครับ
ในการลุกฮือของเยาวชนปี 2563 ผมเป็นหนึ่งในแกนนำที่ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย หลังจากที่ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหารมาหลายปี ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอำนาจของสถาบันฯ พรรคอนาคตใหม่ถือเป็นความหวังใหม่และเป็นการท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ ก็ทำให้เกิดการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ
ผมเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวในพรรคโดมปฏิวัติ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเชื่อมโยงกับสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) โดยมีบทบาทในการจัดกิจกรรมชุมนุม ช่วงสามเดือนแรก ผมทำงานเบื้องหลังในบทบาทผู้ประสานงาน ต่อมา เมื่อคุณอานนท์ นำภา กล้าพูดถึงการปฏิรูปสถาบันฯ อย่างเปิดเผยบนเวทีสาธารณะ ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่
หลังจากนั้น นักกิจกรรมหลายคนเริ่มถูกดำเนินคดี บางคนถูกคุมขัง ทำให้จำเป็นต้องมีผู้พูดหน้าเวทีคนใหม่ วันที่ 24 กันยายน 2563 มีการชุมนุมใหญ่เพื่อนำรายชื่อประชาชนกว่า 2 แสนคนไปยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมขึ้นเวทีปราศรัยในวันนั้น วิจารณ์หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเฉพาะมาตรา 16 ที่เปิดทางให้พระมหากษัตริย์สามารถพำนักอยู่นอกประเทศได้โดยไม่ต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญ จากการปราศรัยในครั้งนั้น ผมถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี
แม้จะเผชิญความเสี่ยง ผมก็ยังคงทำหน้าที่แกนนำต่ออีก 3 ปี ปราศรัยในหลายเวที และถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ถึง 3 คดี รวมถึงข้อหาอื่นอีกกว่า 10 คดี ผมถูกเจ้าหน้าที่คุกคามอย่างต่อเนื่อง ครอบครัวก็ได้รับผลกระทบ ผมต้องเลี่ยงหมายจับถึง 3 ครั้งเพราะแต่ละครั้งเกิดขึ้นในช่วงสอบของมหาวิทยาลัย สร้างความเครียดเป็นอย่างมาก
ด้วยจำนวนคดีที่มากขึ้น ทำให้ผมจบการศึกษาได้ล่าช้า และไม่สามารถหางานทำได้เพราะมีประวัติอาชญากรรม แม้รัฐบาลใหม่จะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพและสถาบันฯ โอกาสในการได้รับประกันตัวลดลง บรรยากาศการปราบปรามเข้มข้นยิ่งกว่ายุครัฐประหาร สุดท้าย ผมจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลี้ภัย
2. การขอลี้ภัยเป็นไปอย่างไร ต้องทำงานร่วมกับ UNHCR อย่างใกล้ชิดหรือไม่
ผมต้องประสานกับ UNHCR อย่างใกล้ชิด แต่กรณีของผมค่อนข้างยาก เพราะประเทศที่สองที่ผมลี้ภัยเข้าไปไม่มีสำนักงานของ UNHCR ต้องประสานกับสำนักงานในประเทศอื่น โชคดีที่ผมมีเพื่อนที่ช่วยติดตามสถานการณ์ให้ กระบวนการเลยรวดเร็วพอสมควร
เพื่อนของผมคนหนึ่งมีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ใน OHCHR ซึ่งดูแลสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ จึงช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น แม้ผมจะยังต้องผ่านกระบวนการสัมภาษณ์อย่างละเอียดเหมือนผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ ผมถูกสัมภาษณ์ถึง 6 ครั้งภายในสองเดือน เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบข้อมูล
หลังผ่านกระบวนการทั้งหมด ผมได้รับสถานะ "บุคคลที่ต้องได้รับความคุ้มครอง" (Person of Concern – POC) และ UNHCR เริ่มหาประเทศที่สามให้ผมย้ายไปตั้งถิ่นฐาน ใช้เวลาราว 3 เดือน ระหว่างนั้น UNHCR ก็ยังติดตามความปลอดภัยของผมอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งประเทศที่สามตอบรับให้ผมลี้ภัยในที่สุด
3. สถานการณ์ของมาตรา 112 ในปัจจุบันเป็นอย่างไร?
สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายยิ่งกว่าสมัยรัฐบาลทหาร เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันแม้มาจากการเลือกตั้ง แต่ใช้นโยบาย “แบ่งแยกแล้วปกครอง” อย่างชัดเจน กลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชนถูกแยกออกจากพรรคการเมือง ทำให้พลังของมวลชนลดลงอย่างมาก
ชนชั้นนำยังประสบความสำเร็จในการสมานรอยร้าวกับฝ่ายตรงข้ามเดิม เช่น การกลับมาของทักษิณ ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวเกิดความแตกร้าว โดยเฉพาะระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ประเด็น 112 และสถาบันฯ กลายเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าแตะต้องไม่ได้ในเวทีรัฐสภา
ในบรรยากาศแบบนี้ การดำเนินคดีตามมาตรา 112 จึงกลายเป็นเรื่องปกติ ผู้ต้องหาทุกคนอยู่ในสภาพลำบาก ทางเลือกเหลือแค่ลี้ภัยหรือติดคุก ตัวอย่างเช่น กรณีของณัฐชนน ไพโรจน์ ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินให้จำคุก แม้ภายหลังจะได้ประกันตัว แต่ถือเป็นสัญญาณอันตรายว่าศาลยุติธรรมอาจไม่มีพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป
4. คิดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมองปัญหามาตรา 112 อย่างไร?
รัฐบาลชุดปัจจุบัน รวมถึงชนชั้นนำไทย มองว่ามาตรา 112 เป็นเรื่องต้องห้าม แม้จะมีนักการเมืองบางคน เช่น คุณหมอเชิดชัย ตันติศิรินทร์ หรือคุณจาตุรนต์ ฉายแสงแสดงจุดยืนสนับสนุนการนิรโทษกรรมผู้ต้องขังคดีการเมือง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลเชิงนโยบายจริงจัง
ข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมผู้ต้องหา 112 ถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง แม้พรรคเพื่อไทยเคยให้คำมั่นว่าจะออกมาตรการทางฝ่ายบริหารเพื่อจำกัดการใช้กฎหมายนี้ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ คดีใหม่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผมมองว่าความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของทักษิณที่ได้รับสิทธิพิเศษในเรือนจำ ขณะที่นักโทษการเมืองรายอื่นต้องอยู่ในคุกตามปกติ รัฐบาลมีทางเลือกในการออกมาตรการบริหาร เช่น การแยกสถานที่คุมขัง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
5. ในความเห็นของคุณ ทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดในการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากมาตรา 112 คืออะไร?
ในเชิงอุดมคติ ผมคิดว่ามาตรา 112 ควรถูกยกเลิกไปเลย เพราะขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง การใช้มาตรการฝ่ายบริหารเพื่อปรับปรุงเงื่อนไขการคุมขัง เช่น อนุญาตให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวนอกเรือนจำ อาจเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดในเวลานี้
ขบวนการภาคประชาชนควรมองแนวทางนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ แม้ผมจะไม่คาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ แต่เรายังสามารถผลักดันวาระในเชิงนโยบายและสร้างความตระหนักในสังคมไทยต่อปัญหาของมาตรา 112
นอกจากนี้ เราจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อกดดันสื่อไทยและรัฐบาล เพราะชนชั้นนำไทยยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์บนเวทีโลก เสียงวิจารณ์จากนานาชาติอาจเป็นแรงกดดันสำคัญ ผมจะยังคงทำงานร่วมกับทุกคนที่ต้องการผลักดันให้เรื่องนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง
