112WATCH สัมภาษณ์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาลถึงการต่อสู้เพื่อยกเลิกระบบเกณฑ์ทหารด้วย "มโนธรรมสำนึก" อย่างสันติที่เขาเริ่มตั้งแต่เป็นวัยรุ่นอายุ 18 ด้วยเหตุผลที่เขามองว่าระบบเกณฑ์ทหารได้ทำให้เสรีภาพในมโนธรรมหรือสำนึกผิดชอบชั่วดีของคนถูกทำให้หายไปภายใต้การถูกบังคับให้เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและการถูกฝึกให้พร้อมฆ่าและมองคนอื่นเป็นศัตรู ดังนั้นเสรีภาพในมโนธรรมจึงเป็นรากที่ทำให้ประเทศไม่ติดหล่มกับลัทธิอำนาจนิยมเผด็จการ หรืออย่างน้อยก็ยังมีเสียงที่เตือนสติสังคมได้ โดยชี้ว่าความรุนแรงอาจจะไม่ใช่ทางออก
112WATCH : จากการประกาศตัวเป็นผู้คัดค้านด้วยมโนธรรมตั้งแต่อายุ 18 จนถึงการทำอารยะขัดขืนในวัย 29 ปี อะไรคือบทเรียนสำคัญที่ทำให้คุณยืนหยัดในหลักการเดิมได้ยาวนานกว่าทศวรรษ แม้ต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี
เนติวิทย์ : ผมประกาศคัดค้านด้วยมโนธรรมตอนอายุ 18 ในปีเดียวกับที่มีรัฐประหาร 2557 ตลอดประวัติศาสตร์ เราเห็นทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองตลอด และเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาทำสำเร็จก็เพราะมีระบบทหารเกณฑ์ อีกนัยหนึ่ง การต้องเป็นทหารเกณฑ์ ทำให้พลเมืองถูกปลูกฝังให้เชื่อฟังทหาร และเมื่อยอมครั้งหนึ่งแล้ว การจะแหกกรอบก็เป็นไปได้อย่างยากลำบาก แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว ผมก็ไม่เคยเห็นว่าความสัมพันธ์ของพลเรือนและทหารในสังคมใทยจะเปลี่ยนไปเลย ทหารยังคงเป็นรัฐภายในรัฐ
อีกอย่าง ระบบนี้ก็มีการรับสินบาดคาดสินบนมาแต่ไหนแต่ไร ระบบจับสลากก็เหมือนให้พลเมืองเสี่ยงดวง และก็ไม่ใช่ทุกคนที่ไหนแต่คือคนที่ไม่ได้มีโอกาสจังหวะเรียน รด. ได้ ระบบนี้ก็มีแต่สร้างความไม่เสมอภาค โดยที่ระบบการเกณฑ์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างโปร่งใส และยังมีความรุนแรงของครูฝึกที่ควบคุมไม่ได้ ก็ทำให้คนกลุ่มหนึ่งต้องไปเสี่ยงชีวิตและเสียโอกาสในหน้าที่การงาน ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องมีอัตรากำลังที่มากขนาดนี้
ระบบเกณฑ์ทหารจึงเหมือนสิ่งที่กักขังสังคมและพลเมืองให้ไม่เป็นอิสระและเสมอภาค ด้วยเหตุนี้ ต้องมีคนกล้าท้าทาย คนที่จะไม่ยอมให้ระบบยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป การคัดค้านด้วยมโนธรรมก็เป็นการต่อสู้ที่สันติอย่างชัดเจนที่สุด
ในการสืบพยานคุณได้เชื่อมโยงหลักพุทธศาสนากับการปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร คุณมองว่าการตีความ "มโนธรรมสำนึก" ของคุณ ท้าทายนิยาม "หน้าที่ของพลเมือง" ตามที่รัฐและกองทัพไทยพยายามปลูกฝังอย่างไร
ศีลข้อแรกของชาวพุทธคือ การห้ามฆ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการฆ่ามนุษย์ การเป็นทหารมีหน้าที่ฝึกให้ฆ่า พร้อมฆ่า โดยฝึกให้เราเห็นคนอื่นเป็นศัตรู ในประวัติศาสตร์ของเรา ก็สร้างศัตรูมาตลอดตั้งแต่ คนพม่า กบฏผีบุญในยุครวมศูนย์อำนาจ คนจีนในช่วงหนึ่ง คนชายแดนใต้ คนเขมร แต่หากพิจารณาอย่างแยบคาย ศัตรูที่ว่าไม่ใช่ใครอื่น แต่คือคนมีเลือดมีชีวิต มีพ่อแม่ ครอบครัว ต้องการความรัก ความปรารถนาดี ไม่ต่างกับเรา เราเลือกเกิดไม่ได้ แค่ผิดพรมแดนกันเท่านั้นเอง หากการปลุกปั่นกันด้วยชาตินิยม หรือการเลือกปฏิบัติแบบอื่นๆ หรือความต้องการผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ทำให้การจำเป็นต้องประหัตประหารกันเกิดขึ้น
ในทางพุทธศาสนา การกระทำก็ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลเลย ทุกอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา (interdependence) คนๆ นึงโตขึ้นมา เพราะการศึกษา ครอบครัว สังคมที่เขาอยู่ รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมิเดียต่างๆด้วย ถ้าเข้าใจแบบนี้ก็ไม่ไปติดหล่มชาตินิยม แต่ควรเห็นใจและแก้ที่ต้นตอของปัญหา การใช้ความรุนแรงจึงไม่ใช่ทางออกแม้แต่น้อย สภาพแวดล้อมต่างหากที่ควรพัฒนา ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เศรษฐกิจดี การศึกษาสร้างให้คนคิดเป็น เคารพกัน การงานอาชีพไม่ถูกมองอย่างดูถูก คนก็อยู่อย่างไม่เบียดเบียนกัน
ทว่าในระบบแบบนี้ที่บีบให้คนต้องไปเกณฑ์ทหารเพื่อฆ่า การคัดค้านโดยมโนธรรมจึงดูเป็นทางออกที่ดีที่สุด ชี้ให้เห็นว่าปัจเจกไม่ยอมรับระบบที่ไม่เป็นธรรมและรุนแรง อย่างไรก็ตาม ความคิดเช่นนี้ย่อมขัดกับที่รัฐไทยพยายามสร้างพลเมืองให้เป็นอย่างสิ้นเชิง หากนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะ "การคิดเป็น" ไม่ได้จำเป็นว่าคือสิ่งที่รัฐและกองทัพพยายามสอนให้เชื่อเสมอ และการคิดอย่างอิสระก็มีราคาของมัน
การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย คุณมีความคาดหวังหรือความกังวลอย่างไรต่อบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในฐานะผู้ชี้ขาดเรื่องสิทธิเสรีภาพเหนือหน้าที่ทางทหาร
ผมคาดหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับฟังด้วยใจที่เป็นธรรม ผมเชื่อว่า คนไทยทุกครอบครัวต้องเผชิญคำถามเรื่องเกณฑ์ทหารด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าคนรวยหรือคนจน คนรวยอาจจะหนี คนมีทางหน่อยอาจส่งลูกไปต่างประเทศ คนจนก็ไปบนบานสานกล่าว หรือบางคนก็เลือกเรียนรด หรือไม่ก็เสี่ยงไปจับใบดำใบแดงเอา แต่นี่ก็คือทางเลือกที่สร้างความปวดหัวโดยไม่จำเป็น ถ้าเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจก็ง่ายขึ้น และไม่ต้องให้หลายๆคนไปเสี่ยงถูกซ่อมหรือต้องใช้ชีวิตอย่างหมดเวลาเปล่าเปลือง
ผมเชื่อว่าครอบครัวของศาลรัฐธรรมนูญหรือตัวท่านๆ เองก็เคยต้องคิดเรื่องนี้ เหมือนกัน แล้วนี่ไม่ใช่โอกาสดีที่ควรจะแก้ไขให้หรือ ทำให้คนมีตัวเลือกได้มากขึ้น แม้ผมจะถูกตัดสินว่าพ่ายแพ้ ยังไงเรื่องเกณฑ์ทหารก็จะไม่มีวันหมดไป ความทุกข์ของผู้คนที่เจอความอยุติธรรม ครอบครัวที่ต้องเสียลูกก็จะไม่หมดไป การรณรงค์ก็จะไม่จบสิ้น แต่ถ้าปัญหานี้จะถูกแก้ไขในครั้งนี้ได้ หรืออย่างน้อยก็เปิดประตูก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาบ้าง ทำไมควรพลาดจังหวะนี้ในประวัติศาสตร์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ‘เนติวิทย์’ อารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมการบังคับเกณฑ์ทหาร
- สั่งฟ้อง 'เนติวิทย์' ไม่ร่วมคัดเลือกเกณฑ์ทหาร ยันปฏิเสธด้วยมโนธรรม-หลักเสรีภาพพื้นฐาน
- จบสืบพยานคดี 'เนติวิทย์' อารยะขัดขืนค้านเกณฑ์ทหาร ยื่นศาล รธน.ตีความ พ.ร.บ.ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
- คดี "เนติวิทย์" ค้านเกณฑ์ทหาร นักนิติศาสตร์ชี้ ตัว พ.ร.บ. มีบทบัญญัติที่ขัดรัฐธรรมนูญ
ในฐานะนักกิจกรรม คุณมองว่าการต่อสู้เพื่อสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม มีจุดเกาะเกี่ยวหรือส่งผลกระทบต่อเพดานการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในประเด็นทางโครงสร้างอื่นๆ ในประเทศไทยอย่างไร
มโนธรรม หรือสำนึกผิดชอบชั่วดี ไม่ค่อยถูกพูดถึงนัก เราคิดว่า การเป็นทหารต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา แต่เพราะเหตุนี้มิใช่หรือที่ทำให้หลายๆครั้ง เราจึงเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น เช่นในเยอรมนี หรือญี่ปุ่นสมัยสงคราม ในหลายประเทศตอนนี้จึงเห็นความสำคัญของเรื่องผิดชอบชั่วดี และไม่เพียงในค่ายทหารที่ชั้นผู้น้อยอาจจะคัดค้าน แต่การที่พลเมืองในประเทศคิดต่างออกไปได้ ก็เป็นเหตุให้เราไม่พาสังคมล่มกันไปหมด
เสรีภาพในมโนธรรมจึงเป็นเสมือนฐานรากที่ทำให้ประเทศไม่ติดหล่มกับลัทธิอำนาจนิยมเผด็จการ หรืออย่างน้อยก็ยังมีเสียงที่เตือนสติสังคมได้ โดยชี้ว่าความรุนแรงอาจจะไม่ใช่ทางออก เสรีภาพในมโนธรรมถือเป็นการท้าทายความรุนแรงในทุกรูปแบบด้วย
ดังนั้นโครงสร้างสังคมที่บีบคั้น ให้คนคิดต่างอยู่ไม่ได้ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้กับเสรีภาพในมโนธรรม รูปธรรมชัดที่ใกล้สุดด้วยก็คือ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการพูดเรื่องความรุนแรงในค่ายทหาร เราเห็นรายงานต่างประเทศบ้าง แต่ในไทยก็น้อยมากที่มีพูดออกมาจริงๆจังๆ ส่วนใหญ่เกิดกับครอบครัวเหยื่อที่ลูกต้องเสียจากการโดนซ้อมในค่าย แต่ก็ยังน้อย หลายๆคนเลือกไม่พูด เพราะจะกระทบกับคนอื่นๆในค่าย รวมถึงกลัวจะกองทัพเล่นงาน เราโชคดีที่ตอนนี้มีหลายๆครอบครัวที่เสียลูกหรือคนรักไปกล้าที่จะฟ้องร้องเพื่อให้ได้ซึ่งความเป็นธรรม
หากผลการต่อสู้ทางกฎหมายนำไปสู่การจำคุกจริง คุณอยากสื่อสารอะไรถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำในระบบการบังคับเกณฑ์ทหาร และกำลังตัดสินใจว่าจะเลือกยอมจำนนหรือลุกขึ้นมาอารยะขัดขืนแบบคุณ
ผมเชื่อแบบนี้มา 10 กว่าปีแล้ว ผมยังคงเชื่อแบบนี้ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ผมเห็นอนาคตของสังคมที่ดีกว่านี้ ในรูปแบบที่คนมีเสรีภาพและสันติสุขกว่านี้ที่เป็นไปได้ และผมเลือกปฏิบัติมันด้วยชีวิตของผมเอง ผมเห็นคนในอนาคตที่จะอยู่ในสังคมที่ไม่รุนแรงต่อกัน มันจึงคุ้มค่ามากที่ไม่มีอะไรให้ผมต้องเสียใจหรือไปที่ไหน และผมเชื่อว่าเด็กคนอื่นๆก็คิดได้ ผมเคยต่อสู้มาหลายเรื่อง ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น การยกเลิกทรงผมนักเรียน ผมชวนตั้งคำถาม แต่เด็กคนอื่นก็คิดได้ และเมื่อคิดได้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ไม่เป็นธรรม เขาก็เลือกได้ว่าจะยอมจำนนหรือจะทำอะไรสักอย่าง
