มาเลเซียและจีน: กับความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยาวนานและมั่นคง
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศจีนและประเทศมาเลเซียเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517) ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีตุน ราซัก มาเลเซียถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนามาอย่างมั่นคงและครอบคลุมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม และการเมือง
ในทางประวัติศาสตร์จีนและมาเลเซียมีความเชื่อมโยงกันมายาวนาน ผ่านการค้าในเส้นทางสายไหมทางทะเล โดยชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรมลายูตั้งแต่สมัยโบราณ ความ สัมพันธ์ในระดับประชาชนจึงแน่นแฟ้นและมีรากฐานเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง
บทบาทของประชากรเชื้อสายจีนในมาเลเซียถือเป็นหนึ่งในพลังทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญ ปัจจุบันประชากรเชื้อสายจีนในมาเลเซียมีสัดส่วนประมาณ 22–23% ของประชากรทั้งหมด หรือราวเกือบ 7 ล้านคน (จากประชากรรวม 34 ล้านคน) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายู
ชาวจีนในมาเลเซียมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ มีบทบาทนำในภาคธุรกิจและการค้า โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น กลุ่ม YTL, Berjaya Group, และ Genting Group หลายครอบครัวนักธุรกิจเชื้อสายจีนถือครองสินทรัพย์จำนวนมาก และเป็นแกนหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
บทบาทด้านการเมืองถึงแม้ว่าโครงสร้างการเมืองมาเลเซียจะถูกครอบงำโดยกลุ่มชาวมาเลย์ แต่พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของชาวจีนก็มีบทบาทสำคัญ เช่น พรรค MCA (Malaysian Chinese Association) เป็นสมาชิกแนวร่วม Barisan Nasional (BN) มีบทบาทในรัฐบาลมาเลเซียมายาวนาน และพรรค DAP (Democratic Action Party) ได้รับการสนับสนุนจากชาวจีนจำนวนมาก โดยเน้นนโยบายประชาธิปไตย เสรีภาพ และการเมืองแบบพหุวัฒนธรรม
ในยุคการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ในการเลือกตั้งปี 2018 พรรค DAP เป็นพรรคแกนนำในรัฐบาลผสม Pakatan Harapan ซึ่งสามารถชนะการเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลกลางได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มาเลเซีย บทบาทของชาวจีนในมาเลเซียจึงไม่อาจมองข้ามได้ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มชนที่ส่งอิทธิพลต่อทิศทางของประเทศในหลายมิติ
ความร่วมมือยุคใหม่ระหว่างมาเลเซียกับจีน และผลของการเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงล่าสุด
การเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างวันที่ 15–17 เมษายน 2025 มีขึ้นตามคำเชิญของยังดี เปอร์ตวน อากง สุลต่าน อิบราฮิม สุลต่าน อิสกันดาร์ ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำริเชิญประธานาธิบดีจีนในระหว่างการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 19–22 กันยายน 2024 ภายใต้การต้อนรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจีน
การเยือนมาเลเซียของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในยุทธศาสตร์ของจีนต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเมื่อการมาเยือนเกิดขึ้นในท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กำลังต่อสู้กันในสงครามการค้า ถือเป็นเหตุการณ์ทางการทูตที่สำคัญมากและมีนัยทางการทูตที่ลึกซึ้ง ไม่เพียงในเชิงเศรษฐกิจและเทคโนโลยี หากแต่รวมถึงการวางอิทธิพลในด้านความมั่นคงและอุดมการณ์ทางการเมืองในภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ครั้งนี้ สามารถวิเคราะห์ผ่านมุมมองสามมิติหลัก ที่แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของจีนและบทบาทของมาเลเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประการแรก มาเลเซียถือเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดในโลกและมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานทางการค้าระหว่างประเทศ ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังเอเชียตะวันออก ทำให้มาเลเซียมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของจีนและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้มาเลเซียยังเป็นสมาชิกอาเซียนที่มีบทบาทโดดเด่นในด้านเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ในเวทีนานาชาติ ทำให้จีนให้ความสำคัญกับการสานสัมพันธ์กับมาเลเซียเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค
ประการที่สอง มาเลเซียเป็นหุ้นส่วนหลักของจีนในข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ของจีนในการสร้างเครือข่ายการค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการ East Coast Rail Link (ECRL) ที่จะแล้วเสร็จในปี 2027 ถือเป็นหนึ่งในโครงการเรือธงของ BRI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการนี้ไม่เพียงเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกและตะวันตกของมาเลเซียในลักษณะของแลนด์บริจด์เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญต่อการขนส่งสินค้าจากจีนสู่มหาสมุทรอินเดีย ได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบสิงคโปร์เพียงทางเดียว ทั้งนี้การเยือนของสี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงความตั้งใจของจีนในการเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกับประเทศพันธมิตรในระยะยาว
ประการสุดท้าย การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในสี่ภาคส่วนหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจสีน้ำเงินหรือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมทางทะเล เช่น พัฒนาท่าเรือ การประมง การอนุรักษ์ทะเล ฯลฯ และเศรษฐกิจการท่องเที่ยว โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) มากถึง 31 ฉบับ อาทิ การเสริมสร้างความร่วมมือในข้อริเริ่มด้านความมั่นคงระดับโลก (Global Security Initiative) การส่งเสริมการสนทนาหรือ dialogue ระหว่างลัทธิขงจื๊อและศาสนาอิสลาม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เมืองอัจฉริยะ และระบบดาวเทียม Beidou ความร่วมมือทางการศึกษา เช่น การจัดตั้งห้องปฏิบัติการวัสดุใหม่จีน-มาเลเซีย และการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานานาชาติ ตลอดจนความร่วมมือด้านการค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเกษตร การสื่อสารมวลชน และการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง เช่น ข้อตกลงยกเว้นวีซ่าระหว่างกัน การลงนามเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างสองประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายในการร่วมกันสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจและภูมิภาคที่มั่นคงและยั่งยืนร่วมกันอีกด้วย
ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” (Comprehensive Strategic Partnership) อย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว การเยือนของผู้นำระดับสูงยังมีนัยสำคัญในด้านการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน (People-to-People Relations) โดยตรง ซึ่งอาจส่งผลเชิงบวกต่อการขยายตัวของกิจกรรมระหว่างพลเมืองของทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว การศึกษา การแลกเปลี่ยนนักศึกษา รวมถึงโครงการฝึกอบรมและความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่มีแนวโน้มเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต
อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างมาเลเซียกับจีน จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของมาเลเซียติดต่อกันมากกว่าสิบปี โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่กว่า 98 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยการค้าของมาเลเซียกับจีนคิดเป็น 17% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ (Department of Statistics Malaysia, 2024)
บทบาทของมาเลเซียในระเบียบโลกที่ไร้เสถียรภาพ: พลังของการไม่เลือกข้างและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์
ท่ามกลางบริบทของโลกที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากสงครามการค้า ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันในเทคโนโลยีระดับสูงระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา มาเลเซียกลับสามารถดำรงตำแหน่งแห่งยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจในฐานะ “รัฐขนาดกลางที่ไม่เลือกข้าง” (neutral middle power) โดยอาศัยนโยบายต่างประเทศแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-alignment) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสองขั้วมหาอำนาจอย่างมีชั้นเชิง
นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสให้มาเลเซียสามารถดำเนินความร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐฯ ได้อย่างยืดหยุ่นและไม่ผูกติดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในด้านหนึ่งจีนลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี เช่น โครงการรถไฟสาย ECRL และข้อตกลงด้าน AI และเมืองอัจฉริยะ (Smart city) ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นผู้ลงทุนหลักในด้านพลังงาน เทคโนโลยีขั้นสูง และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ด้วยความหลากหลายเช่นนี้ มาเลเซียจึงสามารถรักษาอำนาจต่อรองและปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยตรง
นโยบายไม่เลือกข้างของมาเลเซียมิได้เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่คือกลยุทธ์ของรัฐขนาดกลางที่ใช้เสถียรภาพของตนเองเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพล มาเลเซียจึงไม่เพียงแต่เป็นผู้สังเกตการณ์ในสมรภูมิของมหาอำนาจ แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” หรือ “ตัวกลางที่น่าเชื่อถือ” ได้ในเวทีนานาชาติ อีกทั้งจุดแข็งเชิงอัตลักษณ์ของมาเลเซียในฐานะประเทศมุสลิมที่มีประชากรจีนจำนวนมาก และมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ทำให้มาเลเซียสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับทั้งโลกตะวันออกและตะวันตกได้ในลักษณะของ “สะพานทางอารยธรรม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการศึกษา วัฒนธรรม และความร่วมมือข้ามศาสนา
อย่างไรก็ตาม มาเลเซียอาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในระยะยาว โดยเฉพาะในประเด็นการพึ่งพาการลงทุนจากจีนในบางภาคส่วนมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระเชิงเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้การรักษาความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะในประเด็นอ่อนไหวอย่างสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ก็เป็นความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการด้วยความละเอียดอ่อน ท่ามกลางระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและไม่มั่นคง มาเลเซียควรคงไว้ยุทธศาสตร์การทูตแบบ “ปรับตัวเชิงรุก” (Proactive Hedging) ที่เปิดกว้างต่อทุกมหาอำนาจ แต่คงไว้ซึ่งระยะห่างเชิงยุทธศาสตร์อย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป อีกทั้งควรสนับสนุนบทบาทของอาเซียนให้เข้มแข็งในฐานะกลไกระดับภูมิภาค เพื่อช่วยลดแรงกดดันจากแนวโน้มสงครามเย็นใหม่ (New Cold War) ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา
การเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการทูตเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ของจีนภายใต้บริบทของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมาเลเซียได้ถูกวางบทบาทในฐานะ “รัฐขนาดกลางเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีความสำคัญต่อการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสามารถของมาเลเซียในการธำรงนโยบายต่างประเทศแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-alignment) อย่างมีเสถียรภาพและมีศักดิ์ศรี จึงถือเป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่โดดเด่นในศตวรรษที่ 21 ว่ารัฐขนาดกลางสามารถดำรงบทบาทเชิงรุกในเวทีระหว่างประเทศท่ามกลางความไร้เสถียรภาพของระบบโลก โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียอธิปไตยหรือความเป็นอิสระเชิงนโยบาย
เกี่ยวกับผู้เขียน: รุสนันท์ เจ๊ะโซ๊ะ rosenun@um.edu.my
อาจารย์ภาควิชาภาษาเอเชียและยุโรป คณะภาษาและภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมลายา
