Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 มาเลเซียมีประชากรรวม 34.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 34.1 ล้านคนในปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 แม้การเพิ่มขึ้นจะอยู่ในระดับไม่สูงมาก แต่ตัวเลขนี้สะท้อนพลวัตสำคัญของโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และอนาคตของประเทศ

เมื่อพิจารณาโครงสร้างประชากรอย่างละเอียด จะพบว่ามาเลเซียยังคงเป็น “ประเทศหนุ่มสาว” โดยมีประชากรวัยทำงาน (15–64 ปี) มากถึง 24.2 ล้านคน หรือประมาณ 70% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยเด็ก (0–14 ปี) มีประมาณ 7.4 ล้านคน ซึ่งจะกลายเป็นกำลังแรงงานในอนาคต

โครงสร้างเช่นนี้สะท้อนช่วงเวลาที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า demographic dividend หรือ “โบนัสประชากร” ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศมีสัดส่วนแรงงานสูงกว่าสัดส่วนของผู้พึ่งพิง ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ประเทศที่อยู่ในช่วงนี้มักมีศักยภาพเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ภาระด้านสวัสดิการยังไม่สูง และมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มาเลเซียยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ เมื่อเทียบกับประเทศที่กำลังเผชิญกับภาวะประชากรสูงวัยอย่างรวดเร็ว เช่น ญี่ปุ่นและไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสัดส่วนประชากรสูงอายุ 


ภาพจำนวนประชากรมาเลเซียในปี 2025 
(https://www.bernama.com/en/general/news.php?id=2523283)


จากโบนัสประชากรสู่สังคมสูงวัย: หน้าต่างที่กำลังปิดลง

อย่างไรก็ตาม demographic dividend ไม่ใช่ภาวะถาวร แต่เป็นช่วงเวลาชั่วคราวของประเทศ หน้าต่างนี้จะค่อย ๆ ปิดลงเมื่ออัตราการเกิดลดลงและสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

มาเลเซียยังไม่ใช่สังคมสูงวัย แต่กำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น แม้ปัจจุบันประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปี ในมาเลเซียมีจำนวน 2.8 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 8 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ของสังคมสูงวัย (aged society) ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ที่ร้อยละ 14 แต่แนวโน้มในระยะยาวกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

ข้อมูลการคาดการณ์ของสำนักงานสถิติมาเลเซีย (Department of Statistics Malaysia: DOSM) ระบุว่า ประชากรมาเลเซียจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและจะถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 42.38 ล้านคนในปี 2059 ก่อนจะเริ่มลดลงหลังจากนั้น ขณะเดียวกัน อายุเฉลี่ยของประชากรจะเพิ่มขึ้นจาก 32.8 ปี ในปี 2030 เป็น 40.7 ปี ในปี 2060

สัดส่วนประชากรสูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) จะเพิ่มขึ้นจาก 9.3% ในปี 2030 เป็น 18.3% ในปี 2060 ซึ่งหมายความว่า มาเลเซียจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบภายในเวลาเพียง 30-40 ปีข้างหน้า

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มาเลเซียกำลังอยู่ใน “หน้าต่างแห่งโอกาสทางประชากร”  ที่สำคัญ ซึ่งโครงสร้างประชากรยังเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก่อนที่ภาระของสังคมสูงวัยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ



การคาดการณ์แนวโน้มประชากรมาเลเซียตั้งแต่ปี 2020-2060
(https://www.dosm.gov.my/site/downloadrelease?id=population-projections-2020-2060-&lang=English&admin_view=)

 

ประชากรในฐานะทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจ

ในเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ประชากรไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนขนาดของประเทศ แต่เป็นหนึ่งในทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดศักยภาพและทิศทางของเศรษฐกิจในระยะยาว จำนวนและโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะสัดส่วนของประชากรวัยทำงาน มีบทบาทโดยตรงต่อความสามารถในการผลิต การบริโภค และการดึงดูดการลงทุน

ประเทศที่มีประชากรวัยทำงานจำนวนมากจะมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ประการแรก คือความสามารถในการรองรับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานในทุกระดับ ตั้งแต่แรงงานในภาคการผลิตไปจนถึงแรงงานทักษะสูงในภาคเทคโนโลยีและบริการสมัยใหม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ semiconductor ในมาเลเซีย โดยเฉพาะในรัฐปีนัง ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตสำคัญของโลก การมีแรงงานจำนวนมากและมีทักษะเพียงพอเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทข้ามชาติเลือกมาลงทุนในประเทศ

ประการที่สอง ประชากรวัยทำงานยังหมายถึงการมีฐานผู้บริโภคภายในประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน เมื่อประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น ความต้องการสินค้าและบริการจะเพิ่มขึ้นตามมา ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของภาคธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน วงจรนี้เป็นพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา

ตัวอย่างเช่น การเติบโตของชนชั้นกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่สำคัญของโลก บริษัทข้ามชาติไม่ได้มองภูมิภาคนี้เพียงในฐานะแหล่งแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่ยังมองในฐานะตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูง

ประการที่สาม โครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนคนวัยทำงานสูง ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนมักพิจารณาโครงสร้างประชากรเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจลงทุน เพราะการลงทุนในระยะยาวต้องการความมั่นใจว่า ประเทศนั้นจะมีแรงงานเพียงพอและมีตลาดรองรับในอนาคต

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก ส่วนหนึ่งเนื่องจาก “ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างประชากร” ประเทศอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ยังมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก และยังไม่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้สามารถรองรับทั้งภาคการผลิตและการขยายตัวของตลาดผู้บริโภคภายในประเทศ การย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติจากจีนมายังประเทศเหล่านี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจต่อโครงสร้างประชากรโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง  โดย เฉพาะในบริบทที่แรงงานในบางประเทศเริ่มลดลงและมีต้นทุนสูงขึ้น

ตัวอย่างเช่น เวียดนามสามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Samsung และ Intel ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการมีแรงงานวัยทำงานจำนวนมากและต้นทุนที่แข่งขันได้ ในขณะที่ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และหลายประเทศในยุโรป กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านแรงงาน การเพิ่มขึ้นของภาระด้านสวัสดิการ และการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในหลายกรณี ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาการใช้เครื่องจักร เทคโนโลยี หรือซอฟต์แวร์ แทนแรงงานมนุษย์ (automation) หรือแรงงานต่างชาติเพื่อรักษาศักยภาพการผลิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างประชากรได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเศรษฐกิจโลก

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างประชากรด้วย ประเทศที่ยังมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก มีโอกาสใช้ “หน้าต่างประชากร” นี้เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต ก่อนที่จะเข้าสู่สังคมสูงวัยในอนาคต

สำหรับมาเลเซีย โครงสร้างประชากรในปัจจุบันยังคงเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประชากรวัยทำงานจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียงแรงงาน แต่เป็นทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และฐานของเศรษฐกิจในอนาคต

อัตราการเกิดและนโยบายประชากร: ความพยายามรักษาสมดุลระยะยาว

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีเด็กเกิดใหม่ในมาเลเซียกว่า 99,000 คนในช่วงเวลาเพียงไตรมาสเดียว หรือเฉลี่ยมากกว่า 1,000 คนต่อวัน เด็กเหล่านี้จะกลายเป็นแรงงานในอีก 20 ปีข้างหน้า และเป็นฐานเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของประชากรกำลังชะลอตัวลง ทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องปรับนโยบายประชากร โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง

นโยบายประชากรของมาเลเซียในปัจจุบันจึงไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนประชากรเท่านั้น แต่ยังเน้นการบริหาร “โครงสร้างประชากร” ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับหลายมิติพร้อมกัน

ประการแรก คือการส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและครอบครัว เพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในบริบทที่อัตราการเกิดกำลังชะลอตัว เช่น การขยายสิทธิการลาคลอด การสนับสนุนศูนย์ดูแลเด็ก และการส่งเสริมรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคเทคโนโลยี นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลด “ต้นทุนของการมีลูก” ในเชิงเศรษฐกิจและเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการเกิดลดลงในประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว

ตัวอย่างเช่น ในเมืองใหญ่อย่างกัวลาลัมเปอร์และสลังงอร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรและค่าครองชีพที่สูง ทำให้คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มแต่งงานช้าลงและมีลูกน้อยลง รัฐจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจของครัวเรือน เพื่อรักษาระดับอัตราการเกิดในระยะยาว

ประการที่สอง คือการพัฒนาระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสูงวัย แม้ว่าปัจจุบันมาเลเซียยังไม่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ แต่การคาดการณ์ระบุว่าภายในปี 2060 ประชากรเกือบหนึ่งในห้าจะมีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งจะเพิ่มภาระต่อระบบสาธารณสุขและระบบบำนาญ

รัฐบาลจึงต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และระบบประกันสุขภาพ รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อไปได้ในบางภาคส่วน เพื่อลดภาระทางการคลังและรักษาการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของประชากรกลุ่มนี้

ประการที่สาม คือการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (labour productivity) เพื่อชดเชยการเติบโตของประชากรที่ชะลอตัว ในอดีต การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา มักอาศัยการเพิ่มจำนวนแรงงานเป็นหลัก แต่เมื่ออัตราการเกิดลดลง การเติบโตในอนาคตจะต้องพึ่งพาการเพิ่ม “ประสิทธิภาพของแรงงาน” แทน

มาเลเซียจึงมุ่งเน้นการพัฒนาแรงงานให้มีทักษะสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง และเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรม semiconductor ในปีนัง และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจดิจิทัลในรัฐยะโฮร์และกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงมากกว่าแรงงานจำนวนมาก

ประการที่สี่ คือการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด แรงงานต่างชาติมีบทบาทสำคัญในภาคเศรษฐกิจหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการก่อสร้าง การเกษตร และการผลิต ซึ่งเป็นงานที่แรงงานในประเทศมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงไม่ทำ

แรงงานจากอินโดนีเซีย บังกลาเทศ และเนปาล เป็นกำลังสำคัญของภาคเศรษฐกิจเหล่านี้ การมีแรงงานต่างชาติช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ แม้ในสถานการณ์ที่อัตราการเกิดของประชากรในประเทศลดลง อย่างไรก็ตาม รัฐต้องควบคุมจำนวนแรงงานต่างชาติอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความต้องการแรงงานกับโครงสร้างประชากรในระยะยาว

นโยบายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐไม่ได้มองประชากรเพียงในฐานะตัวเลขทางสถิติ แต่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างอัตราการเกิด การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ และความต้องการแรงงาน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซียในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

ในท้ายที่สุด ความท้าทายของมาเลเซียไม่ใช่เพียงการมีประชากรจำนวนมาก แต่คือการมี “โครงสร้างประชากรที่เหมาะสม” เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หน้าต่างแห่งโอกาสก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัย

ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนว่า มาเลเซียยังอยู่ในช่วง “หน้าต่างแห่งโอกาสทางประชากร” (demographic window of opportunity) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โครงสร้างประชากรวัยทำงานจำนวนมาก สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หน้าต่างนี้ไม่ได้เปิดอยู่ตลอดไป เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ภาระด้านสวัสดิการ สุขภาพ และระบบบำนาญจะเพิ่มขึ้นตามมา และอาจจำกัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีประชากรจำนวนมาก แต่คือการเปลี่ยน “โครงสร้างประชากร” ให้กลายเป็น “ความสามารถทางเศรษฐกิจ” คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าประชากรเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่คือรัฐจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงโครงสร้างประชากร (demographic advantage) ให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนได้หรือไม่ หากไม่สามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ ยกระดับผลิตภาพแรงงาน และลดความเหลื่อมล้ำ โบนัสประชากร (demographic dividend) อาจกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นโอกาส

ในบริบทนี้ ตัวเลขประชากร 34.3 ล้านคนในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นหนึ่งในตัวแปรเชิงโครงสร้างที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ ว่ามาเลเซียจะสามารถใช้หน้าต่างแห่งโอกาสทางประชากรนี้ เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง หรือจะกลายเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เผชิญสังคมสูงวัยก่อนที่จะบรรลุศักยภาพทางเศรษฐกิจของตนเอง

 

 

อ้างอิง
สำนักข่าวเบอร์นามา https://www.bernama.com/en/general/news.php?id=2523283

สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงการเศรษฐกิจ

https://open.dosm.gov.my/ms- MY/dashboard/population 



 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง