ขณะที่โลกยังโกลาหลจากข่าวภาษีการค้า ในจีนกำลังมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าจับตา สื่อต่างชาติหลายแห่งรายงานว่า ‘โปลิตบูโร’ หรือสมาชิกกรมการเมืองซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีการโยกย้ายสลับตำแหน่งเกิดขึ้นระหว่างผู้นำหน่วยงานสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ สือไท่เฟิง และหลี่กานเจี๋ย
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคและรัฐมนตรีอาจถูกสั่งโยกย้ายตำแหน่งบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อป้องกันการสร้างฐานอำนาจหรือสร้างเขตอิทธิพลในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การสลับตำแหน่งกันระหว่างสมาชิกโปลิตบูโรครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์จีนแดง
สือไท่เฟิงถูกย้ายไปอยู่กรมจัดตั้งกลาง พรรคคอมมิวนิสต์จีน มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดสรรคัดกรองบุคลากรภายในทั้งหมด รวมถึงการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูง ส่วนหลี่กานเจี๋ยย้ายไปอยู่กรมงานแนวร่วม พรรคคอมมิวนิสต์จีน รับผิดชอบงานข่าวกรอง การจัดการความสัมพันธ์กับองค์กรและบุคคลสำคัญทั้งในและนอกประเทศ รวมถึง ชนกลุ่มน้อย คนจีนโพ้นทะเล ฮ่องกงและไต้หวัน
“สำหรับรัฐมนตรีในรัฐบาล การโยกย้ายตำแหน่งไม่ใช่เรื่องแปลก" อัลเฟรด วู รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าว "แต่ตำแหน่งโปลิตบูโรทั้ง 2 นี้ถือเป็นตำแหน่งสำคัญอย่างยิ่งในพรรค”

สือไท่เฟิง

หลี่กานเจี๋ย
ทั้ง 2 คนได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกโปลิตบูโรจำนวน 24 คนตั้งแต่ปี 2565 อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คนยังไม่ใช่ “คณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมือง” (Standing Committee of the Political Bureau) แห่งคณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่รู้จักกันในนาม '7 อรหันต์' ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของกรมการเมือง และเป็นผู้กุมชะตาประเทศจีน
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นผู้นำในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตอย่างกว้างขวาง โดยมุ่งเป้าไปที่บุคลากรของพรรคและกองทัพนับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2555 อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อบ่งชี้ว่า การโยกย้ายตำแหน่งล่าสุดนี้มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตของทั้งสองคนแต่อย่างใด
สื่อของรัฐไม่ได้ให้เหตุผลสำหรับการโยกย้ายตำแหน่งในครั้งนี้ สะท้อนบรรยากาศอึมครึมและความท้าทายในการตรวจสอบถ่วงดุลของระบบการเมืองจีน อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเมืองจีนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบต่อการเมืองของโลกทั้งใบ
ปัจจุบัน นักวิเคราะห์ยังคงมองไปหลายทิศหลายทาง ด้านหนึ่งมองว่าเป็นการโยกย้ายตำแหน่งเนื่องจากผลการปฏิบัติงานไม่น่าพอใจ
“การโยกย้ายตำแหน่งครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า สี จิ้นผิงมองว่ากรมจัดตั้งกลางยังทำหน้าที่กลั่นกรองผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูงได้ไม่ดีพอ ท่ามกลางกระแสการกวาดล้างผู้นำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา” เหวินตี้ ซ่ง นักวิจัยจากศูนย์ Global China Hub ของสภาแอตแลนติกกล่าว
ส่วน ซู จื้อหยุน นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในการลดกระแสต่อต้านจีนในไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ความนิยมต่อจีนแผ่นดินใหญ่ในไต้หวันกำลังลดลงอย่างหนัก
เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อของไต้หวันประกาศยุทธศาสตร์มาตรการ 17 ข้อ เพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีน จนนำไปสู่การซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันเพื่อข่มขู่ครั้งล่าสุด สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี
อีกด้านหนึ่ง มีการนำเสนอมุมมองว่าเก้าอี้ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงอาจกำลังถูกสั่นคลอนโดยนักการเมืองสายปฏิรูป ซึ่งเชื่อในเศรษฐกิจแบบตลาดและเคยเป็นผู้วางระบบจำกัดไม่ให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งเกิน 2 สมัย ก่อนที่สีจิ้นผิงจะแก้กฎดังกล่าวเพื่อดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่ 3

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงในบุคลากรทางการเมืองของจีนอย่างผิดปกติ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสองคนถูกสอบสวนในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต ขณะที่ฉินกัง อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพอีกคนหนึ่งก็ถูกสอบสวนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
สำหรับประเด็นเรื่องการเมืองภายใน นักวิเคราะห์จับตาไปที่ประวัติทางการเมืองของสือไท่เฟิง หัวหน้ากรมจัดตั้งกลางคนใหม่ นักการเมืองอายุ 65 ปีรายนี้ถูกรายงานว่าเป็นพันธมิตรคนสนิทของสีจิ้นผิง เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีโรงเรียนพรรคกลาง ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงที่ฝึกอบรมแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนนานถึง 9 ปี ระหว่างที่สีจิ้นผิงเป็นอธิการบดีของโรงเรียนตั้งแต่ปี 2550-2555
อย่างไรก็ตาม สือไท่เฟิงถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองสายปฏิรูปเช่นกัน เนื่องจากเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งร่วมกับหลี่เค่อเฉียง อดีตนายกรัฐมนตรีสายปฏิรูปผู้ล่วงลับ รวมถึงเคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสายปฏิรูปคนปัจจุบัน ในช่วงที่หลี่เฉียงเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลเจียงซู นอกจากนี้ เขายังเคยเดินทางไปพบ หู จิ่นเทา อดีตประธานาธิบดีสายปฏิรูปของจีนและอภิยาเป็นการส่วนตัวในปี 2559
สือไท่เฟิงเริ่มจากการไต่เต้าทางการเมืองในมณฑลเจียงซู ต่อมาเขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำระดับสูงของพรรค มีหน้าที่ดูแลเขตการปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุยและเขตปกครองตนเองมองโกเลียในซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก ต่อมาเขาย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านสังคมศาสตร์ชั้นนำของจีนเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่เขาจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากรมงานแนวร่วมเมื่อ ต.ค. 2565 ตามมาด้วยการถูกโยกย้ายไปกรมจัดตั้งกลางในรายงานล่าสุด
กรมจัดตั้งกลางถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญกว่ากรมงานแนวร่วม เนื่องจากมีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูง จึงคาดกันว่าสือไท่เฟิงจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และผู้ดำรงตำแหน่งนี้มีแนวโน้มอาจจะได้เลื่อนขึ้นเป็นเหล่า 'อรหันต์' ในอนาคตด้วย การขึ้นมาของสือไท่เฟิงนักวิเคราะห์บางคนมองเป็นสัญญาณว่าสีจิ้นผิงอาจกำลังสูญเสียการควบคุม และนักการเมืองสายปฏิรูปอาจกลับขึ้นสู่อำนาจอีกครั้งหรือไม่
ขณะที่หลี่กานเจี๋ย อนาคตทางการเมืองเริ่มไม่สดใสเหมือนที่เคย ปัจจุบันนักการเมืองรายนี้อายุ 60 ปี เป็นสมาชิกโปลิตบูโรที่อายุน้อยที่สุด และเป็นเทคโนแครตด้านความปลอดภัยทางด้านนิวเคลียร์ เขาเคยดำรงตำแหน่งในหน่วยงานหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางด้านนิวเคลียร์ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมในปี 2560
หลี่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลซานตงไม่ถึง 2 ปีก่อนจะได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นสมาชิกโปลิตบูโรในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคครั้งที่ 20 และรับช่วงต่อกรมจัดตั้งกลางจากเฉินซี อดีตสมาชิกโปลิตบูโรและอธิการบดีโรงเรียนพรรคกลางคนปัจจุบัน หลี่นับเป็นดาวรุ่งซึ่งเติบโตเร็วผิดปกติในการเมืองจีน เพราะโดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับนี้มักต้องสั่งสมประสบการณ์ในฐานะผู้ว่าการหรือเลขาธิการพรรคในหลายมณฑลเป็นเวลาหลายปีก่อน
การที่หลี่ถูกย้ายไปกรมงานแนวร่วม ส่งผลให้เส้นทางอนาคตทางการเมืองของเขาคดเคี้ยวขึ้น เพราะปกติแล้วหัวหน้ากรมงานแนวร่วมจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกของโปลิตบูโร
นักวิเคราะห์มองว่าการโยกย้ายครั้งนี้อาจเป็นการลดตำแหน่งทางการเมือง เช่น เซินมิงซื่อ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยความมั่นคงแห่งชาติไต้หวัน เชื่อว่าหลี่กานเจี๋ยได้รับการสนับสนุนจากสีจิ้นผิงจึงได้เลื่อนตำแหน่ง และไม่แน่ว่าการลดตำแหน่งครั้งนี้อาจสะท้อนถึงการเสื่อมอำนาจของสีจิ้นผิงหรือไม่
เนื่องจากระบบการเมืองจีนเป็นกล่องดำ ทึบแสง และมองลอดดูความเคลื่อนไหวได้ยาก อนาคตทางการเมืองของสีจิ้นผิงจึงยากเกินคาดเดา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คาดกันว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อการประชุมสภาแห่งชาติครั้งที่ 21 ใกล้เข้ามา ซึ่งการประชุมที่ว่านี้จะจัดขึ้นในปี 2570 แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้นก่อนในระหว่างนี้ได้เช่นกัน
อ้างอิงจาก
Two senior Chinese Communist Party officials swap jobs in 'unprecedented' move, 2 April 2025, https://www.channelnewsasia.com/east-asia/two-senior-chinese-communist-party-officials-swap-jobs-unprecedented-move-5039921
Epochtimes, 11 Mar 2025 https://www.epochtimes.com/b5/25/4/3/n14473783.htm
เพจรู้ทันจีน, 5 เม.ย. 68 https://www.facebook.com/share/p/1EXBdjpp7C/
