ฝ่ายความมั่นคงเตือนการก่อเหตุรุนแรงในชุมชนเมือง ตลาดสด ตลาดนัดชุมชนไทยพุทธ พื้นที่ชายแดนใต้ - แม่ทัพภาคที่ 4 ประณามการกระทำอันโหดเหี้ยมว่า “เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ป่าเถื่อน และไร้ความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ที่สามารถลั่นไกใส่ผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่มีทางสู้ได้ลงคอ”

พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่เกิดเหตุ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส | ที่มาภาพ: NBT Connext
3 พ.ค. 2568 หน่วยงานด้านความมั่นคง แจ้งเตือนการก่อเหตุรุนแรงในชุมชนเมือง ตลาดสด ตลาดนัดชุมชนไทยพุทธ ในพื้นที่ชายแดนใต้ หลังคนร้ายยังคงพุ่งเป้าทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ หลังจากคืนที่ผ่านมา (2 พ.ค. 68) เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงราษฎร ในพื้นที่ ม.5 ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 2 ราย เบื้องต้นเชื่อว่า เป็นการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ จากการปฎิบัติเชิงรุก 3 ฝ่าย เข้าบังคับใช้กฎหมาย และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้หลายรายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
ประณามผู้ก่อเหตุไร้มนุษยธรรม
จากเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุยิงประชาชนไทยพุทธในพื้นที่อำเภอจะแนะ และอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ภายในเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชราอายุ 76 ปี และเด็กหญิงวัยเพียง 9 ขวบ รวมถึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายนั้น
พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้ลงพื้นที่เกิดเหตุทั้งสองจุดทันที พร้อมประกาศประณามการกระทำอันโหดเหี้ยมว่า “เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ป่าเถื่อน และไร้ความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ที่สามารถลั่นไกใส่ผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่มีทางสู้ได้ลงคอ”
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ยังได้เรียกประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ และทำความเข้าใจต่อกลุ่มพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องไทยพุทธที่ยังคงใช้ชีวิต ประกอบอาชีพ ในบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อสร้างความเข้าใจและให้กำลังใจ สร้างความเชื่อมั่น หลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเร่งติดตามผู้ก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าการจัดตั้งศูนย์บัญชาการทางยุทธวิธีขึ้นมา และประกาศปฏิบัติการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ทุกส่วนนั้น สามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อปิดทุกช่องทางหลบหนี ค้นทุกแหล่งที่คาดว่าจะเป็นที่พักพิงหรือซ่อนตัวของแนวร่วม พร้อมกำชับให้ใช้มาตรการด้านความมั่นคงเข้มข้นที่สุด และเนื่องจากการรุกหนักของเจ้าหน้าที่ ผู้ก่อเหตุรุนแรงจึงทำการตอบโต้ ฉะนั้นแล้วเจ้าหน้าที่จึงต้องเพิ่มความระมัดระวัง ทั้งกำลังเจ้าหน้าที่และดูแลกลุ่มเปราะบาง รับมือกับการตอบโต้ตลอด 24 ชั่วโมง “เราจะไม่ยอมให้การกระทำอันป่าเถื่อนมาทำลายความสงบสุขของประชาชนโดยเด็ดขาด และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน” พลโท ไพศาลฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัยหรือพฤติกรรมผิดปกติในพื้นที่ สามารถแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ สายตรงแม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.รมน.ภาค 4 โทร. 061-1732999 สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. โทร. 1341 หรือ หน่วยเฉพาะกิจ ในพื้นที่
ขอเตือนว่าการให้ความช่วยเหลือผู้กระทำผิด เช่น ซ่อนเร้น ให้ที่พักพิง หรือจัดหาเสบียงอาหาร ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สุดท้ายนี้ ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจากโซเชียลมีเดีย อย่าแชร์หรือส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบหรือยืนยันจากหน่วยงานทางการ เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีที่มุ่งหวังสร้างความแตกแยกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ผบ.ทบ. สั่งทุกหน่วยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้น
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากกรณีการก่อเหตุร้ายต่อประชาชนในพื้นที่ อำเภอจะแนะ และอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 2 เหตุการณ์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 2 ราย ได้แก่ หญิงชราอายุ 76 ปี และเด็กหญิงวัยเพียง 9 ขวบ รวมถึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย พร้อมกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่ต้องร่วมกันต่อสู้ โดยอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และกลไกกระบวนการยุติธรรม มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน” พร้อมสั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ทั้งเชิงรับและเชิงรุกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นการสกัดกั้นการก่อเหตุต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพิ่มความเข้มงวดของจุดตรวจ และการลาดตระเวนเชิงรุก ควบคู่กับการใช้มาตรการด้านการข่าวในการติดตาม สืบสวน และจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและประชาชนผู้บริสุทธิ์ และหากพบเห็นบุคคลต้องสงสัย หรือพฤติกรรมผิดปกติในพื้นที่ สามารถแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วน หน้า โทร. 1341 หรือแจ้งต่อหน่วยเฉพาะกิจของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ใกล้เคียง
