รมว.คลัง แจงพยายามลดรายจ่ายประจำแล้วแต่ผูกกับระบบราชการเป็นเรื่องเรื้อรังที่ต้องแก้ รับ 10 ปี การลงทุนหายไปครึ่งหนึ่ง ไม่มีของใหม่ SME ลด ไม่เห็นโอกาสจ้างงาน สำหรับงบ 69 นี้ปรับไปข้างหน้าหลายอย่างกระตุ้นเศรษฐกิจใส่เม็ดเงินไปเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย
คลิปอภิปรายโดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เมื่อ 28 พ.ค. 2568 และชี้แจงโดย พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
28 พ.ค.2568 พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในการประชุมสมัยวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า งบประมาณที่จัดปีนี้ได้คำนึงถึงบริบททุกอย่างแล้ว มั่นใจว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป และคงไม่ได้เปลี่ยนแค่ในระยะอันสั้น เราคงต้องปรับเปลี่ยนให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจพึ่งพารายได้ภายในมากขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง
ตนมี 2 เรื่องที่อยากชี้แจงเพิ่มเติม คือ หนึ่ง เรื่องหนี้ การเจริญเติบโต ปัญหาเชิงโครงสร้าง สอง การแก้ปัญหาสิ่งใดจะมาก่อน-มาหลัง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทุกคนคงอยากเห็นความกินดีอยู่ดี การใช้จ่ายที่เติบโต มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการจ้างงาน ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนแคบลง จริงๆ แล้วอยากเรียนให้ทราบว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยตอนช่วงที่เราเคยมีจีดีพี 6-12% คือมากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ผมจะให้ท่านเห็นภาพดังนี้ ว่างบประมาณของภาครัฐเป็นแค่ส่วนน้อย เพราะจริงๆ หน้าที่ของรัฐคือการประกอบธุรกิจ ไม่ใช่การลงทุนเพื่อการส่งออก มีหน้าที่ทำเพื่อให้โครงสร้างต่างๆ จับต้องได้อย่างเช่น สาธารณูปโภค
ยกตัวอย่างตอนช่วงที่เราเคยมีจีดีพี 6-12% หรือ 6% ก็ตามแต่ เมื่อเราเอาเงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนมาวางไว้ตรงหน้า เราจะพบว่าการลงทุนทั้งหมดช่วงนั้นมีประมาณ 40% บวกลบของจีดีพี ยกตัวอย่างในปี 2540 ขนาดของเศรษฐกิจก่อนที่จะมีวิกฤต มีประมาณ 11 ล้านล้านบาท การลงทุนเราอยู่ถึง 40% ก็แปลว่ามันมีการลงทุนภาคเอกชนสูง ภาครัฐมีไม่เยอะ สาธารณูปโภคตอนนั้นก็มีแค่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงมีเป็นส่วนน้อย
วันนี้การลงทุนทั้งหมดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 20% บวกลบ แปลว่าการลงทุนในประเทศไทยมันหายไปครึ่งหนึ่ง การลงทุนภาคเอกชนหายไป ผู้นำหายไป ไม่มีของใหม่ๆ เข้ามา SME ลดไป Supply Chain ลดไป คู่ค้าน้อยลง ไม่เห็นโอกาสของการจ้างงาน
ข้อที่สาม คือ สินค้าที่เราส่งออกมี value added น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตร ขายไม่ได้กำไร นั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างของการลงทุนภาคเกษตรกรรม
ส่วนปัญหาเรื่องการขาดดุล เราขาดดุลอยู่ประมาณ 850,000 ล้านโดยประมาณมาติดกัน 2 ปี ซึ่งสูง 4% ถ้าถามว่าสูงไหม หากมองจากมุมมองคนข้างนอกเขาก็จะมองว่าไม่ควรเกิน 3.5% หรือ 3.25% แต่งบประมาณของทุกประเทศ หรือเฉพาะประเทศไทยก็ตาม มีการคืนเงินต้นอยู่ด้วยที่ 150,000 ล้านบาท ความหมายก็คือว่าใน 12 ล้านล้าน เราต้องคืนเงินต้นไป 150,000 ล้านบาท แล้วก็กลับมากู้ใหม่ แล้วเราก็ขาดดุล จริงๆ net ขาดดุลก็เพียง 700,000 เท่านั้นเอง ถ้าเรารวมอันนี้ การขาดดุลก็คือ 3% กว่า ในแง่ของ cashflow มันเป็นแบบนั้น
รมว.คลังบอกว่าในการขาดดุลที่มีอยู่ทุกปีพยายามจะให้ลด มีงบรายจ่ายประจำ รายจ่ายลงทุน พยายามจะไปลดรายจ่ายประจำให้ได้ แต่งบรายจ่ายประจำก็จะไปผูกพันกับระบบราชการ ซึ่งในทางปฏิบัติเราก็ต้องมาปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน
ถ้าเราย้อนหลังไปช่วงที่ทำงบประมาณเมื่อปีที่แล้ว จะเห็นว่าในปีนี้หนี้สาธารณะจะต้องปรากฎอยู่ที่ 67-68% แต่จริงๆ แล้วหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 64% ในไตรมาสที่ 1 หมายความว่า มันจะมีการคืนเงินต้น และงบประมาณมันก็ไม่ได้ใช้เท่านั้นจริงแต่มีส่วนที่ผูกพันมา
ข้อถัดมา หนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต-ฝ่ายภูมิภาค และการประปานครหลวง สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ยกเว้นบางรัฐวิสาหกิจเท่านั้นเอง แต่ในทางปฏิบัติ เราเอาหนี้เหล่านี้มาเป็นหนี้สาธารณะหมด
ส่วนเรื่องรายได้ พิชัยตอบประเด็นนี้ว่าถึงแม้จะมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จีดีพีที่เราเคยคิดว่าจะผลักดันให้เกิน 3 ขึ้นไป วันนี้มีการปรับลงมาก็แล้วแต่มุมมองนะครับ อาจจะมองกันที่ 1.8 หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เขาก็คิดว่าการเก็บรายได้ของเราปีนี้น่าจะอยู่ในเป้าหมายได้ เพราะฉะนั้นเงินขาดดุลคงคลังคงน่าจะไม่มากไปกว่าเดิม
ในครั้งนี้ เรามีการปรับหลายอย่างไปข้างหน้า จะมีเรื่องของงบประมาณปี 2568 ท่านอาจบอกว่าเราเปลี่ยนการใช้งบประมาณจาก 157,000 ล้าน เขาอยากจะบอกว่าท่านพูดถูกครับ ของเดิมขณะที่เศรษฐกิจกำลังขึ้นอยู่ เรามีความรู้สึกว่ามันค่อยๆ ไต่เพดานมาจาก 1.9 มาเป็น 2.5 คิดว่ามันจะยืนอยู่ที่ 3 โดยประมาณ เราก็คิดว่าค่าเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นได้หน่อย เกิน 1 นะครับ ถ้านโยบายการเงินถูกต้อง
พอเรามองอย่างนั้นขึ้นมา เราก็คิดว่าถ้าเรากระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่ประชาชนมีความจำเป็น ใส่เม็ดเงินเข้าไปเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย แต่วันนี้เราคิดว่ายอดการส่งออกน่าจะได้รับผลกระทบ จึงควรมองรายได้จากในประเทศมากขึ้น เราคงจะไม่พึ่งพาการส่งออกมาเท่าเดิม เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ในประเทศจึงเป็นเรื่องจำเป็น
แต่การใช้งบประมาณ 157,000 ล้าน มีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่อยากจะบอกว่าการทำงบประมาณปี 2569 นี้ เราได้ทำอยู่บนพื้นฐานของเดิม ในเชิงของโครงสร้างอาจถูกมองเห็นว่าเป็นการทำระยะสั้น ไม่ได้ผลอะไร แต่เขามคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่ได้เสนอขึ้นมานี้ เป็นสิ่งที่ทาง สส. และคนทำงานพื้นที่ได้เสนอขึ้นมา
จริงๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มากกว่า 90% อยู่ในส่วนที่ทางสภาพัฒน์ได้ทำใส่ไว้ในตะกร้าแล้ว มองดูแล้วมีจำนวนถึง 4 ล้านล้าน บ้างเป็นโครงการระยะยาว บ้างเป็นระยะปานกลาง ต้องสร้างระบบน้ำ-ระบบไฟ-โลจิสติกส์อย่างถาวร ต่อไปเราจะต้องเอาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เรื่องการท่องเที่ยวก็เช่นกัน ที่จะต้องปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป
