มีรายงานการวิจัยของมูลนิธิ Shanan และ Global Witness ระบุว่า ถึงแม้ในรัฐกะฉิ่นช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจะถูกยึดครองโดยฝ่ายต่อต้านคือ KIO/KIA เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังคงมีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในแบบก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างรุนแรง ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าจะมีทางออกของเรื่องนี้อย่างไร?
Lahtaw Kai นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมของพม่าผู้ใช่นามสมมุติเพราะเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ได้พูดถึงการขุดเจาะเหมืองแร่หายากหรือแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐกะฉิ่น ประเทศพม่า เขาบอกว่ามีการขุดเจาะรูบนภูเขาแล้วก็เทสารเคมีอย่างแอมโมเนียมไนเตรทลงดินเพื่อสกัดเอาแร่แรร์เอิร์ธออกมาจากข้างใต้ ซึ่งเป็นวิธีการสกัดแร่แบบที่เรียกว่า in-situ
ในพม่า มีการใช้วิธีขุดเจาะและสกัดแร่ด้วยวิธีนี้มาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว โดยมีการฉีดสารเคมีลงในดินผ่านทางท่อที่ตั้งเป็นโครงข่ายเชื่อมต่อกัน ในขณะที่มีการฉีดสารเคมีลงไปก็จะมีแร่แรร์เอิร์ธผุดขึ้นมาแล้วก็จะมีคนลงไปเก็บในแอ่งโคลนใหญ่ๆ
นักสิ่งแวดล้อมบอกว่า การขุดเจาะด้วยวิธีการแบบนี้มีอยู่เป็นหลายร้อยแห่งในรัฐกะฉิ่น และเป็นวิธีการที่สร้างความเสี่ยงอย่างมากให้กับทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างความเสี่ยงต่อชาวบ้านในท้องถิ่น
Lahtaw Kai บอกว่า จะมีการนำเอาโคลนตะกอนแร่แรร์เอิร์ธไปทำให้แห้งด้วยเตาฟืน ทำให้พื้นที่ๆ อยู่ใกล้กับจุดขุดเจาะแร่นั้นเหม็นมาก แค่อยู่แถวนั้นครึ่งชั่วโมงก็แทบจะหายใจไม่ออกแล้ว แต่ก็มีคนต้องทำงานในเหมืองแร่เหล่านี้โดยไม่มีถุงมือและหน้ากาก เพราะบริษัทขุดเจาะแร่ไม่ได้ให้อุปกรณ์ป้องกันแก่คนงานเลย พอคนงานป่วยบริษัทก็หาคนใหม่เข้ามาทำงานแทน
Seng Li นักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนที่วิจัยเรื่องเหมืองแร่ในพม่าบอกว่า เมื่อก่อนหน้านี้ภูเขายังเป็นสีเขียว แต่ต่อมาหลังทำเหมืองแร่ก็กลายเป็นสีแดง แล้วก็มีการปล่อยสารเคมีจากการทำเหมืองแร่ลงในแหล่งน้ำ สร้างมลพิษให้กับพื้นที่
ทั้ง Kai และ Li บอกว่าพวกเขาต้องการให้ยุโรปได้รับรู้ถึงเรื่องนี้ เพราะแร่แรร์เอิร์ธเหล่านี้ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในยุคสมัยปัจจุบันทั้งยานยนต์ไฟฟ้า, กังหันลม, อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งอาวุธ จึงอยากให้ประชาคมโลกรวมถึงยุโรปหันมาใช้แหล่งแร่แรร์เอิร์ธที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม แทนแหล่งแร่ที่สร้างความเสียดายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คน
นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่ดีขึ้นในเรื่องความปลอดภัยของการทำเหมืองแร่ด้วย โดยการให้กลุ่มภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมมากกว่านี้แทนที่จะถูกกีดกันออกไป และขอให้องค์กรนานาชาติกับรัฐบาลประเทศต่างๆ เข้าไปปฏิสัมพันธ์กับองค์กรแห่งอิสรภาพกะฉิ่น KIO มากขึ้น เพราะในปัจจุบันกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารพม่ากลุ่มนี้ครองพื้นที่ทำเหมืองในทางตอนเหนือรัฐกะฉิ่นอยู่ หลังจากที่พวกเขายึดครองพื้นที่มาจากกองทัพพม่าได้
สถานการณ์แรร์เอิร์ธภายใต้การนำของ KIO เป็นอย่างไร
ในช่วงที่พม่ามีสงครามกลางเมือง เมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา ฝ่ายองค์กรแห่งอิสรภาพกะฉิ่น/กองทัพแห่งอิสรภาพกะฉิ่น (KIO/KIA) และกองกำลังพันธมิตร สามารถยึดพื้นที่ทางตอนเหนือส่วนใหญ่ของรัฐกะฉิ่นได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ อุดมไปด้วยแร่
ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนก็กำลังลดการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในประเทศตัวเองลง แล้วหันไปแสวงหาประโยชน์ในเรื่องนี้จากแหล่งแร่ในประเทศใกล้เคียงเช่นพม่าแทน
องค์กร Global Witness เปรียบเทียบว่า ทางการจีนมีการเพิ่มการนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากพม่าสูงขึ้นมาก ในปี 2564 มีการนำเข้า 19,500 ตัน พอมาถึงปี 2566 ก็มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 41,700 ตัน รายงานจาก Global Witness ระบุอีกว่าการค้าแร่แรร์เอิร์ธของพม่านั้นเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าถึง 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็เสี่ยงกับการสร้างความขัดแย้งและการทำลายล้างในพื้นที่ๆ มีความตึงเครียดสูง
Kai บอกว่าประชาชนในพม่าไม่ต้องการให้จีนเข้ามาขุดเจาะเหมืองแร่ และในปี 2561 รัฐบาลพลเรือนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี ก็ได้สั่งแบนการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธจากพม่า และสั่งให้บริษัทเหมืองแร่จีนลดระดับการทำเหมืองแร่ลง แต่พอหลังจากปี 2564 ก็เกิดการรัฐประหารในพม่า แล้วก็มีการกลับมาขุดเจาะเหมืองแร่อีกครั้ง
มูลนิธิ Shanan ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในรัฐกะฉิ่น ระบุว่าเหมืองแร่เหล่านี้อยู่ที่ทางตอนเหนือสุดของรัฐกะฉิ่น ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนพม่ากับจีนเป็นระยะทาง 2.192 กม. ก่อนหน้านี้เหมืองเหล่านี้มีเจ้าของคือกองกำลังติดอาวุธที่อยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า แต่เมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมาก็มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในพื้นที่ องค์กรแห่งอิสรภาพกะฉิ่น/กองทัพแห่งอิสรภาพกะฉิ่น (KIO/KIA) ได้เข้ายึดครองเหมืองแร่และควบคุมการขุดเจาะเหมืองแร่ไว้ได้แล้ว รวมถึงกลายมาเป็นผู้ค้าส่งออกแร่แรร์เอิร์ธเสียเองด้วย
การผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจทางตอนเหนือของรัฐกะฉิ่นทำให้ KIO ได้ดำเนินการเจรจาข้อตกลงใหม่กับผู้นำเหมืองแร่ชาวจีน ในเรื่องการตั้งภาษีการขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธ
กลุ่ม KIO ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากประชาชนในรัฐกะฉิ่นและมีความชอบธรรมมากกว่ากลุ่มติดอาวุธฝ่ายเผด็จการทหารที่เคยปกครองพื้นที่มาก่อนหน้านี้ แต่ทว่าในเรื่องเหมืองแร่แรร์เอิร์ธนั้น จุดยืนของทั้งสองฝ่ายดูจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่
ในรายงานของ Global Witness ปี 2567 ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายต่างก็เปิดทางให้มีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในแบบที่ "ไม่มีการกำกับดูแลเป็นส่วนมากซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศน์ และต่อสุขภาวะของประชาชน" ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น
KIO/KIA มีเรื่องการทำเหมืองแร่ อยู่ในแผนยุทธศาสตร์การสร้างชาติของพวกเขามานานแล้ว
องค์กร Shanan ได้ทำการสำรวจวิจัยสถานการณ์เหมืองแร่แรร์เอิร์ธภายใต้การปกครองของ KIO/KIA เช่นกัน โดยมีการสัมภาษณ์เพื่อวิจัยเชิงคุณภาพในช่วงระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2567 - มกราคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้
Shanan ระบุโดยสรุปว่า เรื่องเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐกะฉิ่นถูกทำให้กลายเป็นการเมือง เพราะว่ามันมีเรื่องของการทับซ้อนระหว่างการจัดการทรัพยากรและความพยายามในการสร้างชาติ ความเป็นการเมืองนี้ถูกหล่อหลอมโดยการปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเจ้าหน้าที่ KIO และนักลงทุนจีน
แร่แรร์เอิร์ธจะเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมไอที เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนชิพของคอมพิวเตอร์ รวมถึงมีความสำคัญต่อพลังงานยุคใหม่เช่นรถไฟฟ้า EV ทำให้บริษัทใหญ่จากทั่วโลกนำแร่เหล่านี้มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยานยนต์อย่าง โฟล์กสวาเกน, โตโยตา, นิสสัน, ฟอร์ด, ฮุนได รวมถึงบริษัทพลังงานลมอย่าง ซีเมนส์, กาเมซา และเวสตาส
Shanan ระบุว่าประเทศจีนเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนวัตถุดิบสินค้าเหล่านี้และนับเป็นรายใหญ่ของโลก ซึ่งจีนอาศัยแร่แรร์เอิร์ธเพื่อมาผลิตวัตถุดิบเหล่านี้ตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้ถึงร้อยละ 90 โดยถึงแม้ว่าวัตถุดิบบางอย่างจะมาจากการทำเหมืองในจีนเองแต่ส่วนใหญ่ก็นำเข้ามาจากที่อื่นเช่นพม่า ซึ่งมีการสำรวจเมื่อปี 2566 พบว่าพม่าเป็นผู้ส่งออกแร่แรร์เอิร์ธสองชนิดคือ ดิสโปรเซียม และเทอร์เบียม คิดเป็นร้อยละ 60 ของตลาดโลก เมื่อจีนเป็นเจ้าของเหมืองแร่เหล่านี้ก็มีการถลุงแร่สองชนิดนี้มากขึ้นเป็นสองเท่า
รายงานของ Shanan ยังระบุถึงเรื่องที่การถลุงแร่นี้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การสร้างชาติของ KIO/KIA ซึ่งมีแผนการจัดการทรัพยากรเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรเมื่อปี 2505 แล้ว เป็นการสะท้อนว่าการขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธนั้นนับเป็นทั้งทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหารายได้และเป็นสิ่งที่แต่ละฝ่ายช่วงชิงการควบคุมเป็นเจ้าของ
ในตอนที่ KIO/KIA เริ่มก่อตั้งกลุ่มตัวเองเพื่อต่อสู้เรียกร้องเอกราชให้รัฐกะฉิ่นนั้น พวกเขาอาศัยแหล่งเงินทุนเป็นการทำเหมืองแร่หยกและการลักลอบขนสินค้า ในเวลาต่อมานักลงทุนจีนก็เริ่มเข้าไปที่รัฐกะฉิ่นด้วยสองสาเหตุ
หนึ่งคือในยุค 90s มีโครงการต่อต้านยาเสพติดจากสหประชาชาติทำให้ลาวกับพม่าต้องขจัดการปลูกฝิ่น ทำให้รัฐบาลจีนสนับสนุนให้ทุกลงทุนเอกชนเข้าไปอุ้มชาวไร่ฝิ่นในพม่า ให้หันมาปลูกพืชสินค้าชนิดอื่นทดแทน
ปัจจัยที่สองคือการที่จีนมีการสั่งสมทุนในประเทศจนล้นเกิน ทำให้รัฐบาลจีนต้องดำเนินแผนการเปิดตัวสู่โลกในปี 2543 เพื่อขยายการลงทุนจากจีนออกไปภายนอกประเทศ ทำให้พม่าซึ่งเป็นประเทศใกล้ชิดกับจีนและมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอยู่มาก ก็กลายเป็นที่ๆ ดึงดูดให้นักลงทุนจีนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้าไปลงทุนในพื้นที่ และพื้นที่รัฐกะฉิ่นก็เป็นที่นิยมมากในหมู่นักลงทุนเหล่านี้
รายงานของ Shanan ระบุว่า ถึงแม้ผู้อาศัยในพื้นที่บางส่วนจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมถลุงแร่ ในแง่ของค่าเช่าที่ดินและในแง่ของค่าแรง แต่ก็มีผู้คนในพื้นที่ๆ ส่วนอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนให้เกิดการประท้วงต่อต้านเหมืองเหล่านี้ในแง่ที่มันทำลายสิ่งแวดล้อม, ทำให้เกิดความชะงักงันทางสังคม และขาดความโปร่งใสในปฏิบัติการทำเหมืองแร่
เรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งกันในตัวเองของโมเดลการปกครองของ KIO/KIA โดยเฉพาะในเรื่องอำนาจการตัดสินใจที่กระจุกตัว ความสัมพันธ์แบบระบอบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นไปทั่ว และปัญหาการผลักเสียงของชุมชนให้กลายเป็นชายขอบ
Shanan ระบุอีกว่าเรื่องนี้ยังได้ทำให้เกิดคำถามที่สำคัญต่อองค์กรระหว่างประเทศ และต่อกระบวนการด้านความรับผิดรับชอบ เช่น โครงการความโปร่งใสในอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากรธรรมชาติ EITI ว่าควรจะทำอย่างไรดีในบริบทที่สถาบันภาครัฐแบบดั้งเดิมไม่ได้มีอำนาจในพื้นที่อีกต่อไป แต่ผู้บริหารปกครองพื้นที่กลายเป็นกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ภาครัฐแทน
Seng Li มองว่า ถึงแม้ว่าเหมืองแร่แรร์เอิร์ธจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่ก็ควรจะมีการควบคุมสภาพการทำเหมืองแร่ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คน โดยผ่านกระบวนการกำกับดูแลที่เป็นระบบ รวมถึงมีการแชร์ผลประโยชน์ร่วมกับผู้คนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่กับกลุ่มติดอาวุธและนักลงทุนจีนเท่านั้น
เรียบเรียงจาก
The dirty secrets behind Myanmar's rare-earths boom, DW, 24-05-2025
Fractured Authority and Resource Politics in Myanmar: New Report on Rare Earth Mining, Heinrich Boll Stiftung, 22-04-2025
งานวิจัย Governance of Rare Earth Mining by the Kachin Independence Organization/Army (KIO/KIA), Shanan Foundation, 02-2025
