ทางการกัมพูชาออกแถลงการณ์พิเศษ ยื่นเรื่องต่อ "ศาลโลก" การแก้ปัญหาข้อพิพาทพรมแดนกับไทยผ่านศาลโลก เคยมีการตัดสินให้กัมพูชาชนะในปี 1962 และ 2013 ด้วยเหตุนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการรักษาการแก้ปัญหาที่ยุติธรรม เป็นกลาง และยั่งยืน เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2568 รัฐบาลกัมพูชาจึงตัดสินใจยื่นเรื่องต่อศาลโลก ณ กรุงเฮก เกี่ยวกับข้อพิพาทใน 4 พื้นที่อ่อนไหว ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย กับพื้นที่มุมไบ โดยในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ รัฐบาลกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะเจรจาทางการทูตโดยใช้กรอบทวิภาคีที่มีอยู่ และจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการเขตแดน (JBC) ที่กรุงพนมเปญ แต่การยื่นฟ้องต่อศาลโลกว่าด้วยพื้นที่พิพาททั้ง 4 จะไม่ถูกรวมเข้าไปในวาระการประชุม JBC ที่จะมีขึ้น
5 มิ.ย. 2568 เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2568 รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์พิเศษว่าด้วยสถานการณ์เกี่ยวกับไทย ระบุ รัฐบาลกัมพูชาดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่มีรากฐานมาจากสันติภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือระหว่างชาติต่างๆ ตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดเส้นพรมแดน ที่กำหนดขึ้นในช่วงที่กัมพูชายังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
ตั้งแต่ที่กัมพูชาเป็นเอกราช ยกเว้นระบอบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงการปกครองของเขมรแดง กัมพูชารักษาคำมั่นสัญญาในการเปลี่ยนผ่านพรมแดนที่อยู่ระหว่างสองประเทศไปสู่พื้นที่แห่งสันติภาพ มิตรภาพ ความร่วมมือและการพัฒนา
ขณะที่ตลอดการเดินทาง มีความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ กัมพูชาให้ความสำคัญกับชายแดนที่สงบสุข แม้ว่าจะเผชิญกับความตึงเครียด และการสูญเสียชีวิตของทหารกล้าที่ยืนหยัดปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศ และบูรณภาพของดินแดนก็ตาม
รัฐบาลกัมพูชามีเจตนาแน่วแน่ต่อการแก้ปัญหาอย่างสันติเสมอมา ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา รวมถึงการแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับไทยผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งเป็นผู้ตัดสินให้กัมพูชาชนะในปี 1962 และ 2013
การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการยึดมั่นต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ


น่าเศร้าที่ไม่กี่ชั่วโมงของเช้าวันที่ 28 พ.ค. 2568 เวลาประมาณ 5.30 น. เกิดเหตุปะทะกันด้วยอาวุธ เมื่อทหารไทยเปิดฉากยิงทหารกัมพูชา ที่หมู่บ้านเตโชมรกต ตำบลมรกต อำเภอจอมกสน จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานว่าเป็นฐานของทหารกัมพูชา
รัฐบาลกัมพูชาประท้วงอย่างเป็นทางการต่อการใช้กำลังที่ไม่ได้มีการยั่วยุนี้ ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และหลักการของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ตามที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ MOU ปี 2543 ระหว่างสองประเทศ
เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในพัฒนาการที่น่ากังวลตรงที่ว่า ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงข้อจำกัดของกลไกการแก้ปัญหาข้อพิพาทในปัจจุบันต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่มายาวนาน ตลอดพรมแดนระหว่างสองประเทศ
ด้วยเหตุนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการรักษาการแก้ปัญหาที่ยุติธรรม เป็นกลางและยั่งยืน เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2568 รัฐบาลกัมพูชาจึงตัดสินใจยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก เกี่ยวกับพื้นที่พิพาทใน 4 พื้นที่อ่อนไหว ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย กับพื้นที่มุมไบ
ทั้ง 4 พื้นที่นี้เป็นประเด็นที่ยังคงไม่ได้รับการแก้ปัญหาและอ่อนไหวมายาวนาน และมีสามารถยกระดับความตึงเครียดระหว่างสองประเทศได้ หากไม่ได้รับการแก้ไข การตัดสินใจนี้ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากรัฐสภาและวุฒิสภาในการประชุมร่วมกัน
ในขณะที่ใช้แนวทางตามกฎหมายโดยยื่นเรื่องต่อ ICJ รัฐบาลกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะใช้การหารือและการทูต กัมพูชาจะยังใช้กรอบทวิภาคีที่มีอยู่ และจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการเขตแดน (JBC)ในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ที่กรุงพนมเปญ อย่างไรก็ตาม การยื่นฟ้องต่อ ICJ ว่าด้วยพื้นที่พิพาททั้งสี่นี้จะไม่ถูกรวมเข้าไปในวาระการประชุม JBC ที่จะมีขึ้น
กัมพูชาหวังว่า ไทยจะร่วมมือในการเข้าร่วมการพิจารณาในคดีที่ยื่นฟ้องต่อ ICJ ด้วยจิตวิญญาณของความยุติธรรม การสร้างความไว้วางใจ มิตรภาพอันยาวนาน และเพื่อนบ้านที่ดี
อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับความร่วมมือ กัมพูชาเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการด้วยตนเอง
รัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาทุกคนอยู่กับประเด็นนี้อย่างสงบและอดกลั้น และงดเว้นการเปลี่ยนเหตุการณ์นี้ไปสู่การเร้าอารมณ์ชาตินิยมหรือเชื้อชาติ
กัมพูชาเน้นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์กับไทยตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือในด้านอื่นๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
แปลและเรียบเรียงจาก
