Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักปรัชญาสายอัตถิภาวนิยม หรือ Existentialism ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ในมิติปัจเจกบุคคลเป็นพิเศษ อย่างซอเรน เคียร์เคอการ์ดมองว่าการแสวงหาความหมายของชีวิตมีสามระดับ ระดับแรกเรียกว่า ระดับสุนทรียะ หมายถึงการแสวงหาความสุขทางผัสสะมาเติมเต็มความปรารถนา เขามองว่าความสุขจากการเสพงานศิลปะ เช่นดนตรีคลาสสิกกับความบันเทิงทั่วๆ ไป เช่นการดื่มกิน ตื่นมาเมาค้างในตอนเช้าไม่ได้แตกต่างในสาระสำคัญ แต่แล้วเราอาจเบื่อความสุขเช่นนี้ แล้วแสวงหาความหมายของชีวิตระดับที่สองคือ ระดับจริยะ ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตโดยเชื่อฟังมาตรฐานทางศีลธีรรมที่สังคมยอมรับ หรือการใช้ชีวิตด้วยการทำเพื่อผู้อื่นและสังคม เช่น การตั้งชมรมศิลปะและวรรณกรรมเพื่อสังคม หรือการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์แก่คนอื่นและสังคม

แต่ในที่สุดแล้วเราก็ยังต้องการอะไรบางอย่างที่เหนือกว่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่สามที่เคียร์เคอการ์ดเรียกว่า ระดับศาสนา แต่ไม่ใช่การนับถือศาสนาเชิงสถาบัน หรือศาสนามวลชนแบบที่คนทั่วไปเชื่อตามๆ กัน เขาหมายถึง “การมีประสบการณ์ทางศาสนา” ที่เป็นประสบการณ์ด้านในของปัจเจกบุคคลผู้ซึ่งสัมผัสกับภาวะบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า ภาวะเช่นนั้นอาจเรียกว่าพระเจ้าหรืออะไรก็ตามที่ทำให้ปัจเจกบุคคลมีความเปลี่ยนแปลงด้านในที่อธิบายด้วยหลักตรรกะเหตุผลหรือหลักการนามธรรมใดๆ ไม่ได้ และความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นกลายเป็นความหมายสูงสุดของชีวิต และกลายเป็นรากฐานของการใช้ชีวิตทั้งหมดของเขา หรือทำให้ปัจเจกบุคคลเป็นตัวของตัวเองในแบบที่เขาได้ใช้เสรีภาพเลือกที่จะเป็นอย่างแท้จริง  

ดูเผินๆ เหมือนว่ามีความหมายของชีวิตสามระดับอยู่จริงอย่างเป็นภววิสัย รอให้ปัจเจกแต่ละคนไปค้นพบ แต่เคียร์เคอการ์ดมิได้หมายความเช่นนั้นเลย เพราะความคิดพื้นฐานของอัตถิภาวนิยมคือ “ตัวตนของเราคือผลของการกระทำของเราเอง” หรือเราแต่ละคนคือผู้ออกแบบชีวิตตนเอง ความหมายของชีวิตแต่ละระดับจึงเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ไม่ใช่สิ่งที่เราค้นพบอะไรบางอย่างที่มีอยู่แล้ว จริงอยู่เราอยู่ในโลกหรือในสังคมที่มีการสร้างสิ่งที่เรียกว่าสุนทรียะ, จริยะ และศาสนาอยู่แล้ว แต่การใช้เสรีภาพเลือกเสพหรือสร้างสุนทรียะแบบใดๆ คือการที่เราเป็นผู้สร้างความหมายเช่นนั้นให้กับชีวิตตนเอง เช่นเดียวกับการเลือกทำสิ่งที่ดีแก่คนอื่นและสังคม ก็คือการที่เราได้สร้างความหมายทางจริยะแบบนั้นๆ ให้เป็นตัวตนของเรา โดยเฉพาะประสบการณ์ทางศาสนาที่เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งด้านใน ยิ่งเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ไม่สามารถจะอธิบายให้ใครรู้ได้เลย

พูดแบบฌอง-ปอล ซาตร์ สถานการณ์ต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่ในโลกคือ “สภาวะข้อเท็จจริง” หรือ facticity ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ข้อเท็จจริงตามกฎทางชีววิทยาและกฎจิตวิทยาภายในตัวเรา รวมทั้งกฎทางสังคมวิทยา เช่น กฎหมาย ระเบียบทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา ประเพณี ค่านิยมต่างๆ ที่รายล้อมตัวเราอยู่ แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถที่จะมี “อุตตรภาวะ” หรือ transcendence คือมีความสามารถมองไปให้พ้นสถานการณ์ตามที่เป็นข้อเท็จจริงในปัจจุบัน หรือวาดภาพชีวิตและโลกที่เราปรารนาจะให้เป็น เพื่อใช้เป็นเป้าหมายในการเลือกตัดสินใจและกำหนดเจตจำนงของตนเองทำให้เป้าหมายนั้นกลายเป็นจริง แต่เราต้องไม่มี “ศรัทธาลวง” ว่าเราเองเป็นเพียง “สิ่งในตัวเอง” หรือเป็นเพียงวัตถุที่ถูกกระทำหรือถูกควบคุมจากกฎต่างๆ ที่รายรอบตัวเราอย่างตายตัว ต้องมีศรัทธาที่ถูกต้องว่าเราคือ “สิ่งเพื่อตัวเอง” คือเราเป็นผู้ที่มีเสรีภาพในการเลือกกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อตัวเอง หรือเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นบุคคลในแบบที่ตนเองปรารถนาที่จะเป็น ทว่าความปรารถนาที่จะเป็นอะไรต่างๆ ก็ต้องอยู่บนข้อเท็จจริงด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงความเพ้อฝัน อุตตรภาวะจึงเป็นภาวะที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการกลายเป็นเพียงผู้ถูกกระทำจากสถานการณ์ต่างๆ กับการกลายเป็นผู้อยู่เหนือหรือมีอิสระจากการถูกกำหนดโดยสิ้นเชิงจากสถานการณ์ต่างๆ ด้วยการใช้เสรีภาพในการเลือกเพื่อตัวเอง

โฆษณา - Advertising

ในมุมมองแบบซาตร์ ชีวิตเรามักเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเราไม่ได้เลือก แต่เราก็มีเสรีภาพที่จะเลือกในทุกสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องรับผิดชอบต่อการใช้เสรีภาพในการเลือกของตนเองอย่างสัมบูรณ์ แม้แต่ในสถานการณ์สงครามเราก็มีเสรีภาพในการเลือกและต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา เช่น ถ้าเราเลือกไปรบก็เท่ากับเราเลือกสงคราม ซึ่งแปลว่าเราต้องรับผิดชอบต่อหายนะจากสงคราม ถ้าเราเลือกไม่ร่วมรบในสงคราม เราก็ต้องรับผิดชอบต่อการทิ้งเพื่อนร่วมชาติไปเสี่ยงตายในสงครามแทนเรา ถ้าเราเลือกต่อต้านสงครามก็คือเราเลือกสันติภาพ และต้องรับผิดชอบต่อการถูกโจมตีจากพวกคลั่งชาตินิยมที่บ้าสงคราม หรือหากไม่เลือกทางใดๆ เลย เราก็อาจเลือกฆ่าตัวตายได้ ดังนั้น ในสถานการณ์สงครามจึงไม่มี “ผู้บริสุทธิ์” อยู่จริง

หากมองแบบซาตร์ ใน facticity ของสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสองทศวรรษในบ้านเรา ทุกคนต่างก็เลือก ถ้าเราเลือกสนับสนุนรัฐประหาร สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบคือการมีส่วนร่วมทำลายระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ 2540 และแบกรับผลพวงความเลวร้ายต่างๆ ตามมาที่ยังพันธนาการเราทุกคนอยู่จวบจนปัจจุบัน ถ้าเราเลือกต้านรัฐประหารและอำนาจเผด็จการที่แตะต้องไม่ได้ สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบก็คือความเสี่ยงคุก เสี่ยงการลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เสี่ยงถูกอุ้มหายอุ้มฆ่า เสี่ยงถูกอำนาจรัฐขึ้นบัญชีดำ ถูกทหาร ตำรวจคุกคามถึงบ้าน บางคนครอบครัวแตกสลาย การงานพัง อนาคตพังเป็นต้น แต่หากเราเลือกที่จะเป็นกลาง คำถามคือมี “ความเป็นกลาง” ระหว่างฝ่ายผู้กดขี่กับฝ่ายผู้ถูกกดขี่ด้วยหรือ สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบก็คือความเพิกเฉยต่อชะตากรรมของเพื่อนร่วมสังคมที่ถูกกดขี่ และเราเองก็ยังตกอยู่ใต้ระบบอำนาจกดขี่แบบเดียวกันนั้นด้วย หรือหากฝ่ายต่อต้านเผด็จการชนะ เราก็กลายเป็นพวกเห็นแก่ตัวที่คอยรับผลดีจากความเป็นประชาธิปไตยที่เพื่อนร่วมสังคมลงแรงต่อสู้แลกมาด้วยอิสรภาพและชีวิตของพวกเขา แล้วใครล่ะคือ “ผู้บริสุทธิ์” ที่ไม่แปดเปื้อนความขัดแย้งแตกแยก

ยิ่งกว่านั้นซาตร์ยังยืนยันว่า “การเลือกเพื่อตัวเองเท่ากับการเลือกเพื่อคนอื่นด้วย” ในงานชื่อ “Existentialism and Humanism” ซาตร์อธิบายว่าการเลือกเพื่อตัวเองก็คือการเลือกความเป็นมนุษย์ คือ เราเลือกจากการมีจินตนาการว่าการกระทำหรือการใช้ชีวิตแบบใดที่จะสร้างความหมายของความเป็นมนุษย์ที่ควรจะเป็น เช่น เราไม่ควรเลือกที่จะมี “ความเชื่อลวง” ว่าตนเองเป็นเพียงวัตถุที่ถูกกฎเกณฑ์ ความเชื่อ ศาสนา ค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณีของสังคมกำหนดให้ชีวิตเรามีความหมายเช่นนั้นเช่นนี้อย่างตายตัว หรือราวกับว่าเราเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ถูกอำนาจรัฐ ศาสนา หรือสังคมโปรแกรมให้ทำตาม ซึ่งนั่นแปลว่าเราเลือกที่จะเป็นเพียง “วัตถุที่ถูกกระทำ” แต่เราควรเลือกอิสรภาพที่จะเป็น “ผู้กระทำ” เพื่อสร้างความหมายของชีวิตตนเอง หรือเลือกเป็นตัวของตัวเองและพร้อมรับผิดชอบต่อการใช้เสรีภาพในการเลือกทุกสิ่งทุกอย่างของตน

แน่นอนว่าการใช้เสรีภาพเลือกเพื่อตัวเองก็ไม่ได้สมหวังเสมอไป หลายๆ ครั้งการเลือกกระทำหรือใช้ชีวิตเพื่อสร้างความหมายของความเป็นมนุษย์ที่มีความคิดเสรีและเป็นตัวของตัวเอง มักจะแลกด้วยความเจ็บปวด เพราะต้องเผชิญกับสภาวะข้อเท็จจริงของโครงสร้างอำนาจทางสังคม การเมือง อิทธิพลของศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี และกฎระเบียบนานาที่หล่อหลอมกล่อมเกลา ครอบงำ และบังคับให้เรากลายเป็นคนอื่นมากกว่าที่จะสนับสนุนให้เราเป็นตัวของตัวเอง กระทั่งหวาดระแวงและเฝ้าระวังปัจเจกบุคคลที่ต่อสู้เพื่อที่จะมีความคิดเสรีและเป็นตัวของตัวเอง

สำหรับซาตร์การเลือกอิสรภาพเพื่อตัวเองก็คือการเลือกอิสรภาพเพื่อคนอื่นๆ หรือมนุษยชาติด้วย ความคิดนี้โต้แย้งข้อวิจารณ์ที่ว่าอัตถิภาวนิยมสนใจแต่เสรีภาพปัจเจกบุคคล ขณะที่นักคิดฝ่ายอัตถิภาวนิยมมักโจมตีความคิดแบบคานเที่ยนที่เน้นเหตุผลที่เป็นอิสระจากอารมณ์ และหลักการสากลที่มนุษยชาติทั้งมวลยึดถือร่วมกันได้ในฐานะที่หลักการสากลเช่นนั้นเป็น “หน้าที่” (duty) เคารพต่อความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผล เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีในตัวเองของเราทุกคน ข้อเสนอของซาตร์ที่ว่า “การเลือกอิสรภาพเพื่อตัวเองคือการเลือกอิสรภาพเพื่อมนุษยชาติ” กลับมีนัยสำคัญสอดคล้องกับหลักการสากลแบบคานท์

อันที่จริงแม้แต่ไอน์ แรนด์ที่โจมตีคานท์อย่างรุนแรง แต่ “แนวคิดความเห็นแก่ตัวที่มีเหตุผล” (rational egoism) ของเธอก็มีนัยสำคัญ “เหลื่อมซ้อน” (overlap) กับความคิดคานท์ เช่น แรนด์ถือว่าความเห็นแก่ตัวไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีคุณค่าเป็นความดีทางศีลธรรมอย่างที่คานท์คิด แต่ความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่ดีทางศีลธรรม และเราควรใช้ความเห็นแก่ตัวแสวงหาความสุขเพื่อตัวเองให้มากที่สุด ทว่าไม่มีใครที่จะมีความชอบธรรมในการใช้ความเห็นแก่ตัวละเมิด “สิทธิ” คนอื่น เพราะนั่นคือการใช้ความเห็นแก่ตัวที่ไร้เหตุผล และถ้าแต่ละคนต่างใช้ความเห็นแก่ตัวละเมิดสิทธิของกันและกันเพื่อความสุขของตัวเองเท่านั้น ในที่สุดทุกคนก็จะไม่ได้รับความสุขที่ควรได้ ก็แปลว่าแรนด์ยอมให้ “เหตุผลชี้นำความเห็นแก่ตัว” ซึ่งบังเอิญไปสอดคล้องกับความคิดแบบคานท์ และสำหรับคานท์ “สิทธิเท่าเทียมคือหลักการสากล” ที่มนุษยชาติพึงยึดถือร่วมกัน แรนด์ที่ด่าคานท์ก็ดูเหมือนจะยอมรับหลักการนี้ด้วย

ว่าโดยภาพรวมกว้างๆ แนวคิดปรัชญาต่างๆ แม้จะมีไอเดียพื้นฐานต่างกันกระทั่งขัดแย้งกัน (เช่น ตามตัวอย่างที่ยกมาเป็นต้น) แต่ก็อาจมีแง่มุมบางด้านที่เหลื่อมซ้อนกัน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ความคิดปรัชญาอัตถิภาวนิยมก็ครอบคลุมบางแง่ของพุทธศาสนาด้วย เช่น การใช้เสรีภาพในการเลือกแบบสิทธัตถะที่ในที่สุดแล้วทำให้เลิกเดินตามทางของคนอื่น หรือปฏิเสธที่จะเดินตามอิทธิพลความเชื่อของศาสนาอื่นๆ ในยุคนั้นแล้วพบเส้นทางของตนเองที่สร้างความหมายชีวิตในแบบที่เป็นตัวของตัวเองได้ หากใช้กรอบคิดปรัชญาอัตถิภาวนิยมมามอง “พุทธทาสภิกขุ” เราน่าจะเห็นอะไร

พุทธทาสไม่ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและของโลก การศึกษาพุทธศาสนาในระบบการศึกษาสงฆ์จบแค่เปรียญ 3 ประโยค สอบตกเปรียญ 4 ด้วยซ้ำ แต่ผลงานทางความคิดของพุทธทาสหลายเล่มถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน วงวิชาการปรัชญาในโลกตะวันตกที่สนใจปรัชญาตะวันออกและพุทธปรัชญามองว่าพุทธทาสเป็น “นักปรัชญา” คนหนึ่งที่มีผลงานทางความคิดโดดเด่นเป็นของตนเอง

แต่ในบริบทพุทธศาสนาไทย facticity ที่พุทธทาสเผชิญคือระบบการศึกษาและการปกครองคณะสงฆ์ พุทธทาสวิจารณ์ว่าระบบการศึกษาสงฆ์ผลิตพระเณรออกมาแบบไม่ต้องมีความรู้ธรรมะลึกซึ้งและไม่ต้องปฏิบัติธรรมก็ได้ ส่วนระบบการปกครองคณะสงฆ์ก็มีแนวโน้ไปในทางที่จะทำให้เกิดอธิกรณ์ (การละเมิดวินัยสงฆ์) มากขึ้นเรื่อยๆ ในสถานการณ์เช่นนี้พุทธทาสไม่หลอกตัวเองว่าตนเป็นเพียงวัตถุที่ถูกกระทำหรือถูกครอบงำและกำหนดให้ต้องเดินตามระบบอย่างไม่มีทางเลือก แต่เชื่อว่าตนเองมีทางเลือกและใช้เสรีภาพในการสร้างทางเลือกของตนเองด้วยการออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ป่าสวนโมกข์ (เก่า) เพื่อศึกษาไตรปิฎกควบคู่กับการภาวนา

พุทธทาสคิดเหมือนกับเคียร์เคอการ์ดในเรื่องการสร้างความหมายของชีวิตระดับศาสนาผ่าน “ประสบการณ์ทางศาสนา” ในหนังสือ “วิวาทะเรื่องจิตว่าง” ระหว่างพุทธทาสกับคึกฤธิ์ ปราโมช พุทธทาสมองว่าการศึกษาพุทธศาสนาทางวิชาการ เช่น อินเดียศึกษาเพื่อจะรู้ว่าพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอินเดียอย่างไร การศึกษาประวัติศาสตร์พุทธศาสนา พุทธปรัชญา สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาศาสนา กระทั่งศึกษาไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาให้แตกฉาน ก็ไม่ได้ชื่อว่า “รู้จักพุทธศาสนาอย่างแท้จริง” พุทธทาสไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของการศึกษาเหล่านั้นในแง่ที่ให้ “ความรู้” เกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่การจะรู้จักพุทธศาสนาอย่างแท้จริงต้องเกิด “ประสบการณ์ทางศาสนา” ในระดับที่ทำให้รู้ได้ด้วยตนเองจริงๆ ว่า “ความไม่มีตัวกูของกูคืออะไร และความไม่มีทุกข์เพราะยึดมั่นในตัวกูของกูเป็นอย่างไร” จะเรียกว่ารู้อริยสัจหรือรู้นิพพานก็ได้ แต่ความหมายของประสบการณ์ทางศาสนาที่ทำให้เรารู้จักพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ก็คือ “การมีชีวิตอยู่อย่างไม่ยึดมั่นในตัวกูของกู” ซึ่งเป็นประสบการณ์ของการไม่มีความทุกข์เพราะยึดมั่นในตัวกูของกู จะเรียกว่าเป็นความสุขแบบหนึ่งก็ได้ เพราะการไม่มีทุกข์ทางใจหรือทางจิตวิญญาณ (แม้จะยังมีทุกข์ทางกายภาพ) ก็คือสุขอย่างยิ่งเท่าที่จิตมนุษย์เราจะสัมผัสได้

ในทัศนะของพุทธทาส ประสบการณ์ทางศาสนาของสิทธัตถะคือประสบการณ์ในการรู้แจ้งอริยสัจที่ทำให้ความหมายของ “ความเป็นพุทธะ” ปรากฏขึ้น และหลังจากนั้นความเป็นพุทธะก็กลายเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตอยู่ในปฏิสัมพันธ์กับตนเอง กับคนอื่นๆ สังคม และโลกด้วยปัญญาที่เข้าใจตามเป็นจริง ด้วยกรุณาหรือความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ และด้วยวิสุทธิ ความบริสุทธิ์หรืออิสรภาพจากความยึดมั่นในสิ่งใดๆ แต่พุทธทาสสรุปให้สั้นว่า “ความไม่ยึดมั่นในตัวกูของกู” คือรากฐานของการดำรงชีวิตที่ทำให้เราสามารถใช้ปัญญาและความเห็นอกเห็นใจในปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สังคม และโลกได้อย่างมี “ความหมาย” ในทางที่ไม่ก่อทุกข์แก่ตนเองและแก่กันและกัน ความหมายเช่นนี้มีความสำคัญอย่างไร เราอาจเข้าใจได้จาก facticity ที่มวลมนุษย์ก่อทุกข์แก่กันและกันจากความยึดมั่นในตัวกูของกูทั้งในเชิงโครงทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจที่มุ่งตอบสนองอำนาจและผลประโยชน์เพื่อตัวกูของกูของคนส่วนน้อย และในการปฏิบัติต่อกันระหว่างบุคคลที่ต่างก็ใช้ความยึดมั่นในตัวกูของกูเป็นแรงผลักดันการกระทำที่นำไปสู่การเอาชนะคะคาน การเอารัดเอาเปรียบ หรือละเมิดความเป็นมนุษย์ของคนอื่นด้วยวิธีการต่างๆ กระทั่งการก่อการร้ายและสงครามต่างๆ

เราอาจมีคำถามว่าประสบการณ์ทางศาสนาที่ทำให้ปัจเจกบุคคลเปลี่ยนจาก facticity หรือสภาวะข้อเท็จจริงที่เขามีจิตใจที่มีความยึดมั่นในตัวกูของกูเป็นปกติกลายเป็นผู้มีจิตใจที่ไม่ยึดมั่นในตัวกูของกูเป็นปกตินั้นเป็นไปได้จริงหรือ คำถามเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี เช่นเดียวกับคำถามต่อ “คุณค่าเชิงอุดมคติ” อื่นๆ เช่น สังคมที่ปัจเจกบุคคลมีสิทธิเท่าเทียมในด้านต่างๆ มีเสรีภาพที่เท่าเทียม มีโอกาสที่เป็นธรรม หรือมีความเสมอภาคในความเป็นคน และการมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ไม่มีชนชั้นศักดินา ชนชั้นนายทุน หรือชนชั้นผู้กดขี่เอาเปรียบในทางใดๆ เลยเป็นไปได้จริงไหม เพราะความสงสัยหรือคำถามเช่นนี้จะทำให้เกิดข้อถกเถียงที่อาจทำให้เราพบทางเลือกที่ดีกว่าก็เป็นได้

สำหรับเคียร์เคอการ์ด ปัจเจกบุคคลผู้ป่าวประกาศหลักการสากลต่างๆ เช่นหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะไม่มีความหมายใดๆ เลย ถ้าเขาไม่ได้ทำให้หลักการเหล่านั้นมีความหมายกับชีวิตของตนเองในทางปฏิบัติ หลักการเหล่านั้นจะมีความหมายสำหรับเขาก็ต่อเมื่อเขาเชื่อและใช้มันในการดำเนินชีวิตของตนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปากอ้างเสรีภาพแต่กลับเรียกร้องให้ใช้กฎหมายปิดปากคนคิดต่าง สำหรับซาตร์การเลือกอิสรภาพเพื่อตัวเองก็คือการเลือกอิสรภาพเพื่อมนุษยชาติด้วย แต่สำหรับซิโมน เดอ โบวัวร์เพื่อนสนิทของซาตร์ ปัจเจกบุคคลจะมีอิสรภาพหรือเสรีภาพได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่ครอบงำกดขี่ด้วย

สำหรับพุทธทาสการถือศาสนาที่แท้จริงคือ การปฏิบัติให้รู้จริงในความไม่ยึดมั่นว่ามีตัวกูของกู แล้วใช้ความไม่ยึดมั่นเช่นนั้นเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตที่แสดงออกเป็นความไม่เห็นแก่ตัว หรือแสดงออกเป็นความเห็นแก่ผู้อื่นและสังคมส่วนรวม เมื่อพุทธทาสกล่าวว่า “คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง” คนดีที่ว่านี้ก็หมายถึงคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวกูของกู ไม่เห็นเห็นแก่ตัว คือคนที่กระทำเพื่อผู้อื่นและสังคมส่วนรวมเพราะถือเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องทำ ไม่ใช่ทำเพราะหวังอำนาจ ผลประโยชน์ หรือหวังอะไรเพื่อตัวกูของกู คนดีในความหมายเช่นนี้มีจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ตั้งคำถามกันได้ แต่การนำคำว่า “คนดีย์” ที่หมายถึง “คนดีจอมปลอม” มา “ใส่ปาก” พุทธทาสแล้วโจมตีว่าพุทธทาสเสนอแนวคิดคนดีจอมปลอมขึ้นมาสร้างปัญหาต่อระบอบประชาธิปไตยก็ย่อมไม่แฟร์นัก

ผมคิดว่าเมื่อเรามองพุทธทาสผ่านเลนส์ปรัชญา Existentialism เราจะไม่มองพุทธทาสด้วยทัศนะแบบ “ขาว-ดำ” แต่จะเข้าใจได้ว่าพุทธทาสคือปัจเจกบุคคลที่มีชีวิตอยู่ใน facticity ของระบบการปกครองและระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ที่ล้าหลังในบริบทสังคมและการเมืองไทยที่ไม่แยกศาสนาจากรัฐ และเต็มไปด้วยความผันแปรของการเมืองทางโลกและทางศาสนา ซึ่งมีทางเลือกสองทางคือ ทางแรก เลือกที่จะมองตัวเองเป็นเพียงวัตถุที่ถูกระบบเช่นนั้นกำหนดบังคับให้ทำตาม ไม่อาจคิดหรือทำอะไรแตกต่างจากกรอบของระบบเช่นนั้นได้ และทางที่สอง เลือกที่จะมองตัวเองเป็นผู้กระทำหรือผู้ใช้เสรีภาพในการสร้างความหมายของชีวิตของตนเองได้ สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ด้วยการเลือกสร้างเส้นทางอิสรภาพในแบบของตนเอง และพุทธทาสก็เลือกทางที่สอง

งานทางความคิดของพุทธทาสและสวนโมกขพลารามที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็คือผลจากการเลือกอิสรภาพเพื่อตัวเองของพุทธทาส ซึ่งมีความหมายเป็นการเลือกอิสรภาพเพื่อคนอื่นและสังคมด้วย พูดอีกอย่างคือการที่ปัจเจกบุคคลเลือกที่จะไม่เชื่อว่าตนเองเป็นเพียงวัตถุที่ถูกกระทำโดยกฎเกณฑ์ อำนาจ หรืออิทธิพลของสถาบันศาสนา อำนาจรัฐ วัฒนธรรมทางสังคมและอื่นๆ และเลือกที่จะเชื่อว่าตนเองคือผู้กระทำที่สามารถใช้เสรีภาพสร้างทางของตนเองได้ การเลือกอย่างหลังของเขาย่อมส่งผลต่อสังคมด้วย งานทางความคิดของพุทธทาสก็ส่งผลกระทบทั้งด้านที่สนับสนุนเสรีภาพทางศาสนา ขันติธรรมทางศาสนา และอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ถูกวิจารณ์ในด้านที่เป็นปัญหาในทางการเมืองด้วยดังที่เราทราบกัน

กระนั้นก็ตาม หากมองผ่านเลนส์ Existentialism ชีวิตและ “งานทางความคิด” แบบพุทธทาสที่เกิดจากการเลือกอิสรภาพเพื่อตัวเองของปัจเจกบุคคล และการเลือกเช่นนั้นก็ส่งผลกระทบต่อสังคม ยังคงเป็นสิ่งมีเสน่ห์น่าศึกษามากกว่างานวิชาการตามแบบแผนพื้นๆ ทั่วไปอยู่ดี เพราะงานทางความคิดมักจะมีพลังชวนให้เราโต้แย้งและคิดต่อแตกมุมมองออกไปได้ไม่สิ้นสุด

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising