Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ปฏิบัติการ "ใยแมงมุม" ของยูเครน แสดงให้เห็นศักยภาพโดรนราคาถูกในการเปลี่ยนสมดุลสงคราม ใช้โดรน 117 ลำ มูลค่าเพียง 234,000 ดอลลาร์ สร้างความเสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์ต่อรัสเซีย ทำลายเครื่องบินนิวเคลียร์ 41 ลำ โดรนช่วยให้ฝ่ายเสียเปรียบมี "ไพ่ในมือ" มากขึ้น แต่ยังไม่เปลี่ยนดุลอำนาจอย่างสิ้นเชิง เกิดคำถามด้านจริยธรรมเมื่อพลเรือนเสียชีวิต


ที่มาภาพ: Kyiv Post

ข่าวใหญ่ช่วงต้น มิ.ย. ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้น 'ปฏิบัติการใยแมงมุม' ของยูเครน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการโจมตีข้ามซีกโลก เนื่องจากเป้าหมายไกลที่สุดคือฐานทัพอากาศเบลาญา ห่างจากยูเครนออกไปกว่า 4,300 กิโลเมตร ยังไม่รวมเป้าหมายฐานทัพอากาศอีกหลายแห่ง

แม้ใช้ระยะเวลาเตรียมการกว่า 18 เดือน แต่หลายฝ่ายมองว่าปฏิบัติการนี้คุ้มค่าทางกลยุทธ์ หน่วยงานมันสมองนโยบายระบุว่าโดรนที่ถูกลักลอบเข้ามาในรัสเซียเพื่อใช้ในการโจมตี สงวนราคาอยู่ที่เพียง 2000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหน่วย ในปฏิบัติการใช้จำนวน 117 หน่วย ราคารวม 234,000 ดอลล่าร์ ยูเครนยืนยันว่าใช้โดรนที่ผลิตในประเทศเท่านั้น และไม่ได้แจ้งชาติพันธมิตรก่อน


ที่มาภาพ: Flight and routes Everyday

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับฝั่งรัสเซียคิดเป็นเงินกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากความเสียหายที่คิดมูลค่าได้ รัสเซียยังได้รับความเสียหายในเชิงยุทธศาสตร์ เครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ถูกทำลาย ได้แก่ Tu-95MS, Tu-22M3 และ A-50 ซึ่งยูเครนอ้างว่าทำลายไปกว่า 41 ลำ คิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์ของแสนยานุภาพนิวเคลียร์ทั้งหมด หลังการโจมตี รัสเซียได้ย้ายเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ไปยังฐานทัพอากาศที่ห่างไกลขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง

ยูเครนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการนี้อย่างละเอียดต่อสาธารณชนทั่วโลกเพื่อหวังผลเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการแสดงให้เห็นความสามารถทางเทคโนโลยีของยูเครน เช่น การใช้ ArduPilot ในการคำนวณตำแหน่ง การใช้ซิมการ์ดเพื่อสื่อสารผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม และการนำภาพเครื่องบิน Tu-22M3 ในพิพิธภัณฑ์มาใช้ฝึกโดรนด้วยAI

นักวิเคราะห์สังเกตว่าที่ยูเครนเปิดเผยข้อมูล อาจเป็นเพราะรัสเซียจะล่วงรู้ข้อมูลเบื้องหลังได้ไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้น ยูเครนจึงยังหวัังผลทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความหวาดระแวงในรัสเซีย คาดกันว่ารัสเซียจะต้องเสียเวลาและบุคลากรในการตรวจสอบสายพานการขนส่งอย่างละเอียด นำไปสู่การจับกุมและความรุนแรงต่อผู้ขับรถบรรทุก จนอาจกระทบต่อเศรษฐกิจและการลำเลียงชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์

การแพร่กระจายของโดรน

การโจมตีครั้งนี้ทำให้เห็นว่าโดรนอาจถูกนำมาใช้ในความขัดแย้งอสมมาตรอย่างได้ผล กล่าวคือ โดรนราคาถูกสามารถนำมาในการลาดตระเวน สอดแนม ระบุพิกัดเป้าหมาย หลอกล่อศัตรู รวมถึงใช้ทำลายอาวุธต้นทุนสูงกว่าได้ ทำให้ฝ่ายเสียเปรียบมีไพ่ในมือมากขึ้นในสงคราม แม้ปฏิบัติการใยแมงมุมจะเป็นที่ฮือฮาในสื่อทั่วโลกโดยเฉพาะฟากตะวันตก แต่โดรนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสงครามทั่วโลกมาโดยตลอดในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

โดรนเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 แล้ว แต่สำหรับในยุคร่วมสมัยเริ่มถูกนำมาใช้ในกลยุทธ์การรบกับชาติอาหรับต่างๆ อย่างจริงจังโดยอิสราเอลในช่วงทศวรรษที่ ค.ศ. 1970 ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาหันมาสนใจผลิตโดรนอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังล้มเลิกไปเมื่อสิ้นสุดสงครามเวียดนาม โดรนสังหารถูกมาใช้เป็นอาวุธสังหารเป็นครั้งแรกๆ ที่โคโซโวในปี ค.ศ. 1999 ตามมาด้วยอัฟกานิสถาน (ในปี 2001) ปากีสถาน (ตั้งแต่ 2004) อิรัก (ในปี 2006) เยเมน (2011) รวมถึงโซมาเลีย

ในความขัดแย้งนากอร์โน-คาราบัค เมื่อ 5 ปีก่อน อาเซอร์ไบจานซึ่งครอบครองดินแดนที่เป็นข้อพิพา่ทใช้โดรน Bayraktar TB2 ของตุรกี ร่วมกับโดรนของอิสราเอล เช่น Harop, Orbiter, 1k และ SkyStriker ในสนามรบจนได้รับชัยชนะเหนืออาร์มีเนียที่มีประชากรส่วนใหญ่ในดินแดนข้อพิพาท และมีฝูงโดรนขนาดเล็กกว่าซึ่งออกแบบมาเพื่อการลาดตระเวนและสอดแนมเป็นส่วนใหญ่ ในการโจมตีเมื่อ ค.ศ. 2023 โดรนถูกนำมาใช้อีกครั้ง ก่อนที่ความตึงเครียดจะลดลงหลังมีสัญญาณของการลงนามข้อตกลงสันติภาพ เมื่อมีนาคม ค.ศ. 2025 ที่ผ่านมา

ในลิเบีย รัฐบาลชั่วคราวภายใต้ข้อตกลงทางการเมืองจากความริเริ่มของสหประชาชาติ (Government of National Accord หรือ GNA) ใช้โดรนของตุรกี สู้กับกองทัพแห่งชาติลิเบีย (Libyan National Army หรือ LNA) ที่ใช้โดรนจากหลากหลายสัญชาติ ในสงครามกลางเมืองที่กินระยะเวลากว่า 14 เดือน นับตั้งแต่ เม.ย. 2562 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

บทบาทเพิ่มขึ้นในภูมิภาค

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดรนเริ่มเข้ามามีบทบาทในความขัดแย้งมากขึ้นเช่นกัน รายงานหลายแห่งระบุว่าโดรนถูกมานำใช้โดยฝ่ายต่อต้านในสงครามกลางเมืองพม่า ส่งผลให้รัฐบาลทหารพม่าต้องสร้างฝูงบินอากาศยานไร้คนขับขึ้นมาต่อกร เมื่อความรุนแรงราคาถูกลง นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าความขัดแย้งจะลุกลามมากขึ้น กระทบถึงพลเรือนในพม่า และประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยที่อาจโดนลูกหลง เนื่องจากยังไม่มีขีดความสามารถในการต่อต้านโดรน และอาจต้องรองรับและให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมแก่ผู้ลี้ภัยมากขึ้น

แม้ 'ปฏิบัติการใยแมงมุม' ในไทยที่บังเอิญชื่อไปเหมือนของยูเครน จะเป็นปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด 94,000 เม็ดของตำรวจที่สกลนคร แต่ไทยก็กำลังพัฒนาขีดความสามารถทางด้านโดรนอย่างต่อเนื่องทั้ง 3 เหล่าทัพ

หลังไทย "นำโดรนมาใช้ในการทหารครั้งแรกในปี [ค.ศ.] 1988 โดยนำเข้า R4D SkyEye จำนวน 7 ลำที่กองบิน 4 ตาคลี เพื่อใช้ในสงครามร่มเกล้า แต่โดรนรุ่นนี้ประสิทธิภาพต่ำ ไม่เหมาะกับการสงคราม กองทัพไทยจึงไม่ได้ให้ความสำคัญอีกเลย นานกว่า 20 ปี" ตามรายงานของไทยพีบีเอส

ไทยหันมาให้ความสนใจกับโดรนอีกครั้ง "จากสงครามการสู้รบในต่างประเทศ" ตั้งแต่ ค.ศ. 2004 โดยสั่งซื้อและค้นคว้าพัฒนาอากาศยานไร้คนขับหลากหลายรูปแบบไปจนถึงโดรนพลีชีพ "แม้จะมีการจัดซื้อโดรนจำนวนเพียง 407 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลำดับที่ 20 ของเอเชีย เทียบไม่ได้กับ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่อินโดนีเซียที่จัดซื้อหลัก 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ" แต่โดรนก็เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ตามการประชาสัมพันธ์ต่างๆ

นอกจากแง่มุมด้านการซื้อขายและค้นคว้าวิจัย โดรนยังเป็นส่วนหนึ่งของโอกาสในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับชาติต่างๆ ในการสานสัมพันธ์ทางการทหารกับรัสเซียที่ผ่านมา กองทัพบกระบุ เมื่อ 6 มิ.ย. ว่า รอง เสธ.ทบ. และ ผบ. ศป. ได้มีโอกาสเข้าชม "ห้องเรียนการปรับการยิงปืนใหญ่ด้วยอากาศยานไร้คนขับ" นอกเหนือจากการเยี่ยมชมขีดความสามารถทางการทหารอื่นๆ

ในข้อพิพาทดินแดนกับกัมพูชารอบล่าสุด พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาตอบโต้กัมพูชาว่าไม่เคยใช้โดรนสอดแนมลาดตระเวนรุกล้ำน่านฟ้าของกัมพูชาอย่างที่กล่าวหา และปกติมีการใช้โดรนกันโดยทั่วไป ไม่ว่าอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้เหมือนสะท้อนว่าโดรนกำลังเข้ามาอยู่ในความสนใจของแวดวงฝ่ายความมั่นคงมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน

คำถามด้านยุทธศาสตร์

'ปฏิบัติการใยแมงมุม' ของยูเครนดำเนินการในช่วงก่อนที่จะมีการเจรจาสันติภาพโดยตรงกับรัสเซียที่อิสตันบูล เพื่อหวังสร้างอำนาจต่อรอง ทั้งที่ปฏิบัติการสำเร็จด้วยดี แต่ผลบนโต๊ะเจรจากลับไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ ประเด็นที่ตกลงกันได้มีเพียงเรื่องการแลกเปลี่ยนเชยศึก และการส่งคืนร่างทหารผู้เสียชีวิต

รัสเซียได้ออกมาตอบโต้ต่อปฏิบัติการดังกล่าวด้วยการส่งโดรนกว่า 400 ตัว และขีปนาวุธกว่า 40 ลูก โจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน นับเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการรุกราน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 80 ราย และเป็นอีกครั้งที่มีพลเรือนเสียชีวิต รายงานพิเศษของรอยเตอร์ระบุว่าในอนาคตอาจมีการโจมตีตามมาอีกหลายระลอก หลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ของสหรัฐฯ ว่ารัสเซียพร้อมตอบโต้ยูเครนหลังปฏิบัติการดังกล่าว

แม้การใช้โดรนอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้ฝ่ายเสียเปรียบมีไพ่ในมือมากขึ้น แต่ดูเหมือนโดรนจะยังไม่เปลี่ยนดุลอำนาจทางการทหารอย่างมีนัยสำคัญ Council on Foreign Relations ระบุเมื่อ 3 มิ.ย. ว่า "รัสเซียมีความได้เปรียบเหนือยูเครนอย่างมากในด้านจำนวนทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ ทว่าทั้งสองฝ่ายกลับสู้กันจนเข้าสู่ภาวะชะงักงัน”เหมือนอย่างที่เป็นมาตลอดในระยะเวลาส่วนใหญ่ปีนับตั้งแต่การรุกรานใน ค.ศ. 2022

“รัสเซียควบคุมพื้นที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของยูเครน และยังคงรุกคืบอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ล่าสุดชี้ว่า รัสเซียได้เร่งการยึดครองพื้นที่ โดยในเดือนนี้สามารถยึดพื้นที่เฉลี่ยวันละ 5.5 ตารางไมล์ ซึ่งมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับอัตราในเดือนเมษายน ตามรายงานขององค์กรติดตามสถานการณ์สงครามของยูเครน”

“รัสเซียยังคงสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยูเครนและศูนย์กลางประชากรหลัก ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรน อย่างไรก็ตาม กองกำลังยูเครนยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง”


กรุงคีฟหลังการตอบโต้ของรัสเซียจากกรณีปฏิบัติการใยแมงมุม | ที่มาภาพ: Roman Sheremeta

สตีเฟน วอล์ท นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขียนบทความลงในวารสาร Foreign Policy ระบุว่า "นวัตกรรมทางยุทธวิธีที่ยอดเยี่ยมไม่สามารถชดเชยภาวะอสมมาตรในด้านกำลังรบหรือความมุ่งมั่น และการขาดยุทธศาสตร์โดยรวมที่มีประสิทธิภาพได้”

“การโจมตีด้วยโดรนมีความแปลกใหม่และได้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำสงครามทั้งในปัจจุบันและอนาคตไปแล้ว แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นเพียงแสนยานุภาพทางอากาศรูปแบบหนึ่ง แม้ว่าแสนยานุภาพทางอากาศ (รวมถึงโดรน) อาจมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อปฏิบัติภาคภาคพื้นดิน แต่ต่อให้การโจมตีทางอากาศได้ผลดีอย่างมาก ก็ยากจะทำให้ชนะสงครามได้โดยลำพัง”

"หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของยูเครนทั้งหมด รวมถึงอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ไม่มีใครยอมส่งกำลังทหารหรือยอมให้ดินแดนของตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่สมดุลนี้ เคียฟและชาติตะวันตกจึงหวังพึ่งพาการผสมผสานระหว่างความมุ่งมั่นของชาวยูเครน ความช่วยเหลือด้านการเงินและยุทโธปกรณ์จากตะวันตก รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดต่อรัสเซีย เพื่อหวังว่ามอสโกจะยอมเปลี่ยนท่าทีในที่สุด"

"ผลลัพธ์ที่คาดหวังนั้นยังไม่เกิดขึ้น และในตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งเป็นไปได้น้อยลงเรื่อยๆ"

คำถามด้านมนุษยธรรม

ปฏิบัติการใยแมงมุมของยูเครน ไม่มีรายงานว่าก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนของรัสเซียหรือไม่ หากไม่ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนก็รัสเซียเลย ก็อาจกล่าวได้ว่าปฏิบัติการของยูเครนเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน เมื่อเทียบกับปฏิบัติการจำนวนไม่น้อยที่โดรนนำไปสู่ความสูญเสียต่อพลเรือน

โดรนอาจเป็นเพียงแสนยานุภาพทางอากาศรูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้โดรนต่างจากเครื่องบินรบคือการโจมตีจากทางไกลได้โดยไม่ต้องใช้นักบิน

ในทางทฤษฎีแล้ว โดรนทำให้การสูญเสียเลือดเนื้อของฝ่ายโจมตีถูกตัดออกไปจากสมการ แปลว่าต้นทุนในการทำสงครามต่ำลง ไม่ใช่เพียงในแง่เศรษฐกิจ แต่ในแง่การเมืองด้วย เนื่องจากนักการเมืองและผู้บังคับบัญชาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับไพร่พลซึ่งเป็นพลเมืองของตนเอง ส่งผลให้สาธารณชนสนใจตั้งคำถามเกี่ยวกับความจำเป็นและความชอบธรรมของสงครามน้อยลง

ผู้สนับสนุนการใช้โดรนมักโฆษณาชวนเชื่อว่าโดรนช่วยรักษาชีวิตของฝ่ายถูกโจมตีด้วย เนื่องจากสามารถระบุพิกัดและสังหารเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อพลเรือนลดลง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เกรกัวร์ ชามายู นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้เขียนหนังสือเรื่อง Drone Theory ฉบับภาษาอังกฤษตีพิมพ์ ค.ศ. 2015 พบว่าโดรนโจมตีเป้าหมายผิดพลาดบ่อยครั้ง ไม่ว่าผู้สั่งการจะเป็นมนุษย์หรือระบบอัตโนมัติ แทนที่จะสังหารอย่างแม่นยำ และดำเนินมาตรการอย่างได้สัดส่วนตามหลักของกฎหมาย กลับกลายเป็นว่าเป้าหมายถูกสันนิษฐานว่ามีความผิดก่อนจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นผู้บริสุทธ์

หลายครั้งมีพลเรือนเสียชีวิตอย่างไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เมืองดัตตาเคลในปากีสถาน เมื่อ ค.ศ. 2011 ชาวบ้านที่กำลังประกอบพิธีกรรมในท้องถิ่นถูกโดรนของสหรัฐอเมริกาโจมตี เนื่องจากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแหล่งซ่องสุมผู้ก่อการร้าย คาดว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนตั้งแต่ 19-30 คน

อีกด้านหนึ่ง ผู้ปฏิบัติการโดรนอยู่ในเขตปลอดภัยห่างจากสมรภูมิรบออกไปนับพันกิโลเมตร แต่หลายครั้งผู้ปฏิบัติการเหล่านี้ประสบกับปัญหาทางจิตใจ เช่น เกียรติยศถูกตั้งคำถามเนื่องจากตนเองไม่ได้เสี่ยงตายในสนามรบ ความรู้สึกผิดต่อเหยื่อจากการเห็นภาพการเสียชีวิต และภาวะสองโลกจากการสลับบทบาทระหว่างการรบกับชีวิตประจำวันปกติที่บ้านอย่างรวดเร็ว เช่น การยิงขีปนาวุธในตอนเช้าแล้วไปงานฟุตบอลของลูกในตอนเย็น

บางกรณีผู้ปฏิบัติการเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบทางด้านจิตสำนึก บางคนเปรียบการใช้งานโดรนกับการเล่นวิดีโอเกมทำให้ผู้ปฏิบัติการสามารถสังหารได้อย่างไม่รู้สึกผิด

ความเปลี่ยนแปลงในฝ่ายโจมตีและฝ่ายถูกโจมตีทำให้เส้นแบ่งระหว่างทหารและพลเรือน และพื้นที่สงครามและพื้นที่สันติภาพพร่าเรือนลง ก่อให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศตามมาหลายอย่าง นอกจากนี้ โดรนมีแนวโน้มจะถูกนำมาใช้เกี่ยวกับกิจการภายในประเทศด้วย เช่น การจัดซื้อโดรน Shadow Hawk เพื่อนำมาติดแก๊สน้ำตา กระสุนยาง หรือปืนช็อตไฟฟ้า โดยสำนักงานที่ว่าการอำเภอมอนต์โกเมอรี่ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐเท็กซัส ใน ค.ศ. 2012

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง