Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กว่าที่โลกจะได้ยินเสียงระเบิด ทุกครอบครัวในพื้นที่สงครามได้ยินเสียงหัวใจตัวเองแตกสลายไปก่อนแล้ว ไม่มีใครอยากตื่นมาพร้อมคำสั่งอพยพ ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากอุ้มลูกวิ่งหนีระเบิดในรุ่งเช้า และไม่มีใครควรต้องออกจากบ้านโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกหรือเปล่า แต่สงครามก็ยังเกิดขึ้น เพราะการตัดสินใจของคนไม่กี่คนที่เชื่อว่าอำนาจจากปลายกระบอกปืนสำคัญกว่าความปลอดภัยของประชาชน ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่มีอาวุธใดแก้ไขปัญหาที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ ผู้ชนะในสงครามมีเพียงบนโต๊ะเจรจา แต่ผู้แพ้คือผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับบาดแผลตลอดไป

จากกรณีระหว่างไทย – กัมพูชา สงครามไม่ใช่เพียงการปะทะริมเส้นเขตแดนแต่มันคือการต่อสู้ของ “ชาตินิยม” ที่รัฐใช้เป็นเครื่องมือ คือการเล่นเกมอำนาจของผู้นำซึ่งไม่เคยอยู่ในหมู่บ้านที่ลูกระเบิดตกใส่  และนั่นคือการสร้าง “ศัตรู” เพื่อรวบรวมคะแนนนิยม และเป็นการผลักประชาชนธรรมดาให้เข้าไปอยู่ในความเสี่ยงที่พวกเขาไม่เคยเลือก

ทุกครั้งที่การยิงปืนเริ่มขึ้นที่พรมแดน ผู้ที่เป็นข่าวคือรัฐมนตรีและผู้นำทหารชั้นผู้ใหญ่ แต่ผู้ที่ร้องไห้ในความมืดคือแม่ของทหารชั้นผู้น้อยที่เสียชีวิตในชายแดน คือผู้หญิงที่ต้องอุ้มลูกวิ่งหนีระเบิด คือภรรยาที่ไม่รู้ว่าสามีจะกลับมาไหม คือเด็กที่ต้องอยู่ในหลุ่มหลบภัยมากกว่าในห้องเรียน คือผู้สูงอายุที่ต้องเสียลูกหลาน พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่ต้องเผชิญชะตากรรมที่สังคมไทยไม่อยากพูดถึง และนั่นจึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าเรากำลังปกป้องดินแดน หรือกำลังสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละคน

สงครามครั้งนี้ใครได้ ใครเสีย

การพลัดถิ่นของประชาชนจำนวนมากและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนพลเรือนหลายหมื่นคนต้องอพยพ และพื้นที่การเกษตรเกิดความสุญเสียทางรายได้อย่างหนัก ในทางตรงกันข้ามฝ่ายที่ได้ประโยชน์ระยะสั้นคือกลุ่มที่มีส่วนได้เสียจากการใช้กำลัง ทั้งกองทัพที่ขยายบทบาท และการเมืองเชิงชาตินิยมที่เสริมความชอบธรรมให้กับผู้นำบางกลุ่ม กลุ่มผู้ค้าอาวุธสงครามที่ได้รับผลประโยชน์จากการขายอาวุธ รวมถึงงบประมาณของกองทัพในการจัดซื้ออาวุธ หรือสวัสดิการจากภาครัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนผู้แพ้คือประชาชนชายขอบชนบท โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กที่ถูกทิ้งให้แบกรับภาระทั้งทางร่างกายและจิตใจ 

การเมืองระหว่างประเทศในระดับท้องถิ่นอย่างไทย - กัมพูชา มักถูกขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมชาตินิยมและการชิงอำนาจเชิงภูมิศาสตร์ ซึ่งผู้ได้รับผลประโยชน์คือผู้นำทางการเมืองที่สามารถใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือรวมศูนย์อำนาจหรือเบี่ยงความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ ในขณะเดียวกันการเผชิญหน้าทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นถูกชะงัก ไม่ว่าจะเป็นตลาด การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ล้วนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คนหาเช้ากินค่ำยิ่งจนลง เป็นหนี้เพิ่มจากภาวะสงคราม และทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าสงครามไม่เคยพาความมั่นคงมาสู่ประชาชน แต่ส่งมอบความมั่งคั่งให้กลุ่มอำนาจที่เกี่ยวกับรัฐและทุนที่เกี่ยวข้องกับสงครามเท่านั้น 

การตัดสินใจบนฐานอำนาจทางเพศ ระหว่างแพทองธารกับอนุทิน

ในบริบทของการเมืองไทย เมื่อศึกษาการตัดสินใจแก้ไขความขัดแย้งผ่านกรอบแนวคิดเฟมินิสต์ เราจะเห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างผู้นำที่มีเพศกำหนดหญิงอย่าง แพทองธาร ชินวัตร กับผู้นำที่มีเพศกำหนดชายอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเรามองว่าอำนาจไม่ใช่แค่การถือครองตำแหน่งรัฐ แต่เป็นโครงสร้างทางสังคมที่กำหนดใครได้รับการคุ้มครอง ใครถูกมองเป็นประเด็นรอง และภาษาที่ใช้ในการอธิบายปัญหาความขัดแย้งเป็นแบบใด ในกรณีของแพทองธาร การตัดสินใจมักสะท้อนการให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อพลเรือน โดยเฉพาะผู้หญิงและครอบครัว มากกว่าการแสดงอำนาจทางทหารหรือความเข้มแข็งของรัฐ เน้นการเจรจาเพื่อลดระดับความตึงเครียด 

ขณะที่อนุทิน ในฐานะผู้นำที่มีเพศกำหนดชายและตัวแทนของระบบชายเป็นใหญ่ มักใช้ภาษาทางการเมืองแบบความมั่นคง(ตามแบบทหาร) อำนาจและศักดิ์ศรีของรัฐเป็นตัวกำหนดนโยบาย โดยมักให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยและความเข้มแข็งของรัฐมากกว่าการคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตพลเรือนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยอ้างความมั่นคง เสียงของทหารและหน่วยงานความมั่นคงจึงถูกให้น้ำหนักสูง การแก้ไขปัญหาจึงมุ่งเน้นไปที่อาวุธไม่ใช่การเจรจา 

เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้าง การเมืองไทยยังขาดการยอมรับพื้นที่ตัดสินใจของผู้มีเพศกำหนดหญิง ทั้งในเชิงนโยบายและตัวแทน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคหลักที่ทำให้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของทุกเพศ ดังนั้น ภายใต้กรอบเฟมินิสต์ ความแตกต่างระหว่างแนวทางของผู้นำที่มีเพศกำหนดหญิงและผู้นำที่มีเพศกำหนดชายไม่ใช่เรื่อง “ลักษณะนิสัยส่วนบุคคล” แต่เป็นผลจากโครงสร้างทางเพศที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมและระบบการเมืองไทย ซึ่งทำให้เสียงของผู้หญิงในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งยังคงถูกมองข้าม และเป็นเหตุผลว่าทำไมการตัดสินใจเชิงนโยบายยังไม่อาจแก้ไขปัญหาความรุนแรงและความไม่เท่าเทียมได้อย่างทั่วถึงในสังคมปัจจุบัน

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: เฟสบุ๊ก เฟมินิสต์โขงชีมูน-เฟมปลาแดก

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising