เมื่อแสงแดดหลังฝนไม่ได้มอบเพียงความอบอุ่น หากแต่เผยให้เห็นร่องรอยของโลกที่แตกร้าวใต้เปลือกเงียบงันของความสงบ ลานกลางของ Patani Artspace จึงมิใช่เพียงพื้นที่แสดงงานศิลป์ หากคือสมรภูมิอันเปี่ยมไปด้วยคำถามว่า ทำไมผู้คนยังต้องเรียกร้องเสรีภาพในโลกที่อ้างว่ามีเสรีภาพ? “Tolong Menolong” หรือ “การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” จึงไม่ใช่เพียงโครงการศิลปะ แต่คือเทศกาลแห่งการเสียดเย้ยต่อระบอบที่ลิดรอนศักดิ์ศรีมนุษย์ ด้วยเกราะกำบังของความเงียบและม่านหมอกแห่งความเคยชินที่สังคมแสร้งว่าเป็นปกติ
สามกลุ่มศิลปินจากสามประเทศ Taring Padi (อินโดนีเซีย), Pangrok Sulap (มาเลเซีย) และ Patani Artspace (ประเทศไทย) หาได้รวมตัวกันเพื่อฉลองความงามในศิลปะแบบที่แกลเลอรีกระแสหลักชอบเชิดชู หากแต่พวกเขายืนหยัดอยู่ข้างเสียงที่ถูกทำให้ไร้เสียง ข้างคนชายขอบที่สังคมชอบหันหน้าหนี งานของพวกเขาคือภาพสะท้อนที่ทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อแท้ของความอยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อให้สะดุ้ง แต่เพื่อปลุกให้ตื่น ความงามของศิลปะที่พวกเขาแบกมาจึงไม่ละเมียดละไม หากแต่เต็มไปด้วยหนามแหลมของความจริงความจริงที่บางคนไม่อยากฟัง และบางคนไม่เคยได้พูด
การร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ Taring Padi ที่ยืนหยัดด้วยศิลปะระดับรากหญ้า ที่เต็มไปด้วยเสียงของผู้ที่ถูกปิดปาก, Pangrok Sulap ที่ปลุกปลอบและเสริมสร้างพลังให้กับชุมชนท้องถิ่นผ่านการเล่าเรื่องที่ทรงพลังจากภาพศิลป์, และ Patani Artspace ที่มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนความซับซ้อนของอัตลักษณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำให้ศิลปะกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพและความเข้าใจที่ลึกซึ้งในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน
ศิลปะเพื่อการเกื้อกูล Tolong Menolong สร้างพื้นที่เข้าใจกันกลางความขัดแย้ง

ผศ.เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีและผู้ก่อตั้ง Patani Artspace
ผศ. เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ ยืนท่ามกลางภาพพิมพ์และเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ด้วยแววตาเปี่ยมศรัทธา เขากำลังพูดถึงคำภาษาบาซอ (Basa) ว่า Tolong Menolong ที่เป็นมากกว่าคำในพจนานุกรม แปลได้คร่าวๆว่า การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ในบริบทของศิลปะและความเป็นมนุษย์ คำนี้มีน้ำหนักมากกว่านั้นมันคือการอยู่ร่วมอย่างเสมอภาค การฟังกัน การเรียนรู้จากกันและการไม่ห้ำหั่นกัน
“ในความรู้สึกของผมการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาตินั้น ถ้ามองในภาพกว้างก่อนเลยแล้วค่อยลงมาที่ภาพแคบ ทุกคนควรมีคีย์เวิร์ดสำคัญคำหนึ่งในการดำเนินชีวิตนั่นคือ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดหรือวงการไหน ถ้าเราจะขยับหรือขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า มันต้องเริ่มจากใจที่อยากช่วยเหลือกันไม่ใช่มุ่งห้ำหั่นกัน”
เขากล่าวต่อว่า ทุกวันนี้เห็นชัดว่าสังคมเต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง ความคิดที่แตกต่างกลายเป็นความแตกแยก ทั้งหมดนั้นเกิดจากการขาดสิ่งหนึ่งไปคือความหมายของ การร่วมด้วยช่วยกัน เขาเชื่อว่าคอนเซปต์นี้สำคัญกับทุกสังคมบนโลก ถึงแม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน แต่ต้องมองภาพรวมให้ออกว่าสุดท้ายแล้ว เราทุกคนต่างก็อยากพัฒนา พื้นที่ของเรา ชุมชนของเรา สังคมของเรา ให้เดินหน้าไปด้วยกัน
“แต่ถ้าไม่มีคีย์เวิร์ดนี้ ถ้าไม่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สังคมก็จะหยุดนิ่ง มันจะเหมือนถูกแช่แข็งอยู่กับที่” เขากล่าวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ
เขากล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดการช่วยเหลือเกื้อกูลกันว่า ไม่ใช่แค่ใช้ได้กับสังคมในภาพรวม แต่ยังสำคัญกับวงการศิลปะของเราด้วย ถ้ายึดหลักนี้ไว้วงการศิลปะของเราก็จะไม่แช่แข็งอยู่แค่ในประเทศ แต่สามารถเติบโตและเชื่อมโยงไปถึงผู้คนในระดับโลกได้ คนที่เข้ามาร่วมกับเรา ไม่ว่าจะมาจากไหน เขาก็เข้ามาด้วยหัวใจที่อยากช่วยกัน เราช่วยเขาเขาช่วยเรา มันเป็นการเกื้อกูลกันจริง ๆ และถ้าเราลองสังเกตดี ๆ ผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานศิลปะหรือกิจกรรมของเราส่วนใหญ่ ต่างก็มีหัวใจของการร่วมด้วยช่วยกันอยู่แล้ว
“ผมเลยอยากให้คีย์เวิร์ดนี้ถูกกระจายไปในทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่ในแวดวงศิลปะ แต่ในทุกชุมชน ทุกสังคม เพื่อที่เราจะได้พัฒนาพื้นที่ของตัวเองให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน”
เขากล่าวต่อถึงความคาดหวังในการจัดงานนิทรรศการในครั้งนี้ว่า อยากให้กลุ่มที่มาร่วมงานและผู้คนที่รับรู้ถึงเทศกาลนี้ได้รู้จักปัตตานีมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่จะรู้จักปัตตานีในมุมของความขัดแย้ง และมักจะถูกตีความไปต่าง ๆ นานาในแบบที่ตัวเองเข้าใจ แต่พอมีเทศกาลนี้มันทำให้ผู้คนได้เข้ามาใกล้ชิด ได้มีบทสนทนา ได้พูดคุยถึงปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่นี้ ได้รับฟังกันอย่างลึกซึ้งและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นจากมุมของผู้คนในพื้นที่จริง ๆ

“ก่อนจะเกิดงานนี้ ก็มีเหตุการณ์บอมบ์เกิดขึ้นใช่ไหม แม้แต่หลายต่อหลายคนยังถามเลยว่า สถานการณ์ที่นั่นยังโอเคอยู่ไหม? นี่แหละ คือกำแพงที่ทำให้เราสูญเสียโอกาสในการอธิบาย พูดคุยหรือสื่อสารอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น แต่เราก็ยังสู้เราไม่ได้บอกว่า ที่นี่ไม่มีอะไรแล้วปิดเงียบ”
เขาอธิบายต่อว่า เราเลือกใช้กระบวนการทางศิลปะเป็นเครื่องมือในการดึงผู้คนเข้ามา เพื่อให้เกิดการสื่อสารเพื่อให้เกิดบทสนทนาและการแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเขาเชื่อว่าทุกคนที่มาร่วมงานนี้ ไม่มีใครกลับไปแล้วรู้สึกว่าไม่อยากมาอีก ตรงกันข้าม...พวกเขาได้เห็น ได้ฟัง ได้รู้จักปัตตานีในแง่มุมที่ลึกขึ้นและนั่นคือความหวังของเขา
เขาอธิบายต่อว่า รู้ดีว่าในอีกมุมหนึ่ง พื้นที่นี้มีสถานการณ์ที่ทำให้หลายคนไม่อยากมา เขาเข้าใจ เพราะรู้สึกกลัวเหมือนกัน ลองคิดถึงสงครามยูเครน หรือความรุนแรงในพื้นที่อื่น ๆ ของโลก เราเองก็รู้สึกหวั่นใจเหมือนกัน เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่จะกลัว กับสิ่งที่ไม่แน่นอนแต่ในขณะที่ยังมีระเบิด ในขณะที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียดกลับมีเทศกาลศิลปะเกิดขึ้นที่นี่ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า นี่มันคืออะไรกันแน่? แน่นอนคนห่วงชีวิตตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าใครมีเหตุมีผลมีมุมมองที่เปิดกว้าง ผมเชื่อว่าเขาจะตั้งคำถามลึกลงไปว่า
“การที่ศิลปะเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งความขัดแย้ง มันกำลังพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า? และผมเชื่อว่าคนที่มี Mindset ที่เปิดกว้าง เขาจะออกเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบนั้น พวกเราเองก็สู้เหมือนกัน เราสู้ที่จะดึงผู้คนเข้ามา สู้เพื่อสร้างพื้นที่ของการพบเจอด้วยกระบวนการทางศิลปะ เราไม่มีอำนาจทางการเมือง เราไม่มีอำนาจในการควบคุมความขัดแย้ง แต่สิ่งที่เรามีคืออำนาจทางความคิดสร้างสรรค์ เราสามารถใช้ศิลปะเป็นพลังในการดึงดูดผู้คนที่อยากรู้จักกัน เข้าใจซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดบทสนทนา เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในมิติของมนุษย์”
เขาพูดมุมมองต่อไปอีกว่า เราไม่ได้มองข้ามปัญหาเลย เรารับรู้และห่วงใยสิ่งที่เกิดขึ้น และที่สำคัญเราอยาก เปลี่ยนแปลงมันด้วย เราหวังว่า เมื่อศิลปะเข้ามาอยู่ในพื้นที่นี้อย่างจริงใจ มุมมองในแง่ลบ ที่เคยมีต่อพื้นที่นี้ จะค่อย ๆ จางหายไป…
ผศ. เจะอับดุลเลาะ บอกเล่าผลงานศิลปะในงานเทศกาลนี้ว่า ผลงานศิลปะของผมในเทศกาลครั้งนี้ จริง ๆ แล้วไม่ได้แยกออกมาเป็นผลงานเดี่ยวของใครคนใดคนหนึ่งเลย มันคือผลงานภาพรวมแบบ collective การทำงานร่วมกันของศิลปินในเครือข่าย Patani Artspace ซึ่งมีทั้งศิลปินจาก 3 จังหวัดต่างประเทศ แม้แต่ละคนจะมีแนวทางและสไตล์ของตัวเอง แต่พวกเราทุกคนใช้เทคนิคเดียวกันในการเชื่อมโยงกันนั่นคือเทคนิคการพิมพ์ภาพไม้ (Woodcut) เพื่อสร้างผลงานร่วมกันเป็น 1 ชิ้นงานใหญ่
“งานชิ้นนี้มีศิลปินทั้งหมด 24 คน แต่ละคนถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองสัมผัสเห็น หรือได้รับแรงบันดาลใจในแบบฉบับของตัวเอง บางคนเล่าเรื่องวิถีชีวิต บางคนพูดถึงความขัดแย้ง บางคนถ่ายทอดวัฒนธรรม ศาสนา หรือการเมือง ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้ว ก็จะสะท้อนภาพของบ้านปัตตานี ที่มีทั้งความหลากหลายและความซับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน”
เขาบอกสะท้อนต่ออีกว่า “เราอยากจะสะท้อนความจริง ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ มันไม่ได้มีแค่ เสียงปืน เสียงระเบิด อย่างที่หลายคนอาจเคยได้ยิน แต่มันมีทั้งชีวิต มีความสวยงาม ความเศร้า ความหวัง และความขัดแย้ง ที่อยู่ร่วมกันแบบจริง ๆ มีทั้งมุมลบ และมุมบวก ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละ ที่เป็นความจริงของปัตตานี”

Ucup Baik(ซ้าย) ศิลปินจาก Taring Padi
“ศิลปะไม่ใช่เครื่องประดับของอำนาจ หากคือภาษาของประชาชน” Ucup Baik, ศิลปินจาก Taring Padi ศิลปินกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 ท่ามกลางการลุกฮือของนักศึกษาอินโดนีเซียต่อต้านระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีซูฮาร์โต ตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาในเมืองยอกยาการ์ตา เราเชื่อว่าการล้มผู้นำไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้ แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยาวนาน
“เราไม่ได้มองว่าศิลปะควรเป็นสิ่งหรูหราที่อยู่ในหอศิลป์ หรือใช้ประดับอำนาจ แต่ศิลปะควรเป็นภาษาของประชาชน เป็นอาวุธของการตื่นรู้ เป็นภาพสะท้อนของเสียงที่มักถูกทำให้เงียบงัน”
เขาอธิบายผลงานที่นำมาเสนอว่า เรานำมาร่วมในนิทรรศการที่ปาตานีครั้งนี้คือ Wayang Beber เป็นงานศิลป์ร่วมสมัยที่พัฒนาจากศิลปะพื้นบ้านแบบโบราณ เราเล่าเรื่องของครอบครัวผู้ลี้ภัยผ่านแผ่นภาพยาว ๆ ที่ม้วนได้ เหมือนหนังสือภาพเคลื่อนไหว เรื่องที่เราสื่อไม่ใช่นิทาน แต่มาจากประสบการณ์จริงที่เราได้ฟังและได้เห็น ไม่ใช่เพื่อพิพากษาใคร แต่เพื่อให้เราเข้าใจซึ่งกันและกัน
“เหตุผลที่เรามาที่ปาตานีก็เพราะเราเชื่อในการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างชวากับปาตานีอาจมีประวัติศาสตร์และร่องรอยบางอย่างที่คล้ายกัน โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการแย่งที่ดิน การทำเหมือง หรือการกดทับทางอำนาจ ฉันเห็นผู้คนที่นี่แล้วนึกถึงหมู่บ้านของฉันในชวาเมื่อ 30 ปีก่อน ก่อนที่เมืองจะกลายเป็นมหานครอย่างทุกวันนี้”
เขาบอกเล่าอีกว่า เรารู้ดีว่าศิลปะไม่อาจเปลี่ยนโลกได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันสามารถเปลี่ยนใจคนได้ มันเปิดพื้นที่ให้คนพูดคุย รับฟัง และมองเห็นกันและกัน มันทำให้เราคิดได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงเริ่มจากจินตนาการ และจินตนาการเริ่มต้นจากความเข้าใจ ในฐานะชาวมุสลิมจากชวา ฉันมองว่าศิลปะกับศาสนาอยู่ใกล้กันเสมอ บางครั้งอาจมีความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งนั้นก็เป็นประตูสู่ความหลากหลาย และการค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ในการอยู่ร่วมกัน

กรกฎ สังข์น้อย ศิลปินจาก Patani Artspace
“กำแพงที่เราสร้างขึ้นอาจไม่ใช่แค่ก้อนอิฐ แต่อาจเป็นกำแพงในใจ” กรกฎ สังข์น้อย ศิลปินจาก Patani Artspace
เขากล่าวต่อว่า การได้ทำงานร่วมกับศิลปินจากหลายประเทศในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การโชว์งานศิลปะ แต่เป็นแลกเปลี่ยนที่มีพลังมาก เราได้ฟังเรื่องราว ได้เห็นมุมมองของเพื่อนมนุษย์จากที่อื่น ๆ แล้วมันทำให้เรารู้ว่าโลกไม่ได้มีปัญหาแค่ที่เรา แต่ทุกที่ก็เผชิญกับบางอย่างเหมือนกัน การที่เราได้ยิน ได้เห็น ได้รู้ มันช่วยเปิดหัวใจเรา เขาทำงานศิลปะมาระยะหนึ่งแล้วแต่นี่เป็นครั้งที่เราได้เชื่อมต่อกับเพื่อนศิลปินจากภายนอกวงของเรา เหมือนกับการได้เติมแรงบันดาลใจ และทำให้เรารู้ว่า เสียงของเรามีพลังมากขึ้นเมื่อเชื่อมกับเสียงของคนอื่น
เขาบอกเล่าว่า กระบวนการศิลปะที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมครั้งนี้ ทำให้ลดอัตตาของตัวเองลงไปเยอะ เราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกนี้เป็นแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ความแตกต่างพวกนั้นมีค่า และทำให้กลับมาไตร่ตรองในประเด็นที่สนใจอย่างลึกซึ้งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน
“ในฐานะคนไทยพุทธที่เติบโตในพื้นที่มุสลิมผมเองก็เป็นคนส่วนน้อย เหมือนกับพี่น้องมลายูมุสลิมที่เป็นส่วนน้อยในประเทศนี้ ผมคิดว่าส่วนที่เล็กที่สุด บางทีก็เป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะมันทำให้โลกไม่เหมือนกันไปหมด ทุกความต่างล้วนมีความหมาย”
เขาตั้งชื่อผลงานของตัวเองว่า ‘กำแพงมนุษย์’ เป็นงานที่พูดถึงการร่วมมือร่วมใจกันของมนุษย์ที่เหมือนอิฐแต่ละก้อน ถ้าอยู่แยกกันก็แค่ก้อนหนึ่ง แต่ถ้าอยู่ด้วยกันก็เป็นกำแพงที่แข็งแรงได้ แต่กำแพงนั้นก็มีสองความหมาย คือทั้งป้องกัน และปิดกั้น เราเองก็ต้องเลือก ว่าเราจะเป็นกำแพงที่คอยรับมือกับความไม่เป็นธรรม หรือกำแพงที่กั้นใจไม่ให้คนเข้าใจกัน
“ความคาดหวังของผมในการทำงานครั้งนี้ ไม่ได้หวังว่าจะเปลี่ยนโลกได้ในทันที แต่ขอแค่ได้พูด ได้แสดงออก ว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เลือกจะตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง งานศิลปะมันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม มันคือการเปิดใจ เปิดความรู้สึก เปิดพื้นที่ให้ความคิดใหม่ ๆ ได้เดินทางออกมา และอาจเปิดคุกที่มองไม่เห็นในใจใครบางคนก็ได้ ผมหวังว่าคนที่มาเห็นงานจะได้รับบางอย่างกลับไป” กรกฎกล่าว
