Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่เกิด-อพยพ อยู่ในไทยมายาวนาน 15 ปีขึ้นไป
  • โดยกฎเกณฑ์ใหม่นี้จะลดระยะเวลาและขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการให้สถานะอยู่อาศัยถาวร-การพิจารณาให้สัญชาติกับเด็กที่เกิดในไทย ให้เหลือ 5 วัน เพื่อแก้ปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะบุคคลรวมกว่า 480,000 ราย ในจำนวนนี้มีอยู่ที่ จ.เชียงรายมากที่สุด กว่า 90,000 ราย
  • ปลัด มท. ย้ำไม่ได้เป็นการให้สัญชาติแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบที่อาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ และคนต่างด้าวทั่วไป

วันนี้ (30 มิ.ย. 2568) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรไทย และไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป โดยมี ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ลงนาม

กลุ่มเป้าหมาย ชาติพันธุ์-ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ไทยมานาน

สองวันก่อนหน้านี้ (28 มิ.ย.) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความทางเอกซ์ระบุว่า 30 มิถุนายนนี้ การรอคอยอันยาวนานกำลังจะสิ้นสุดลงค่ะ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่รอการพิสูจน์สัญชาติและสถานะอยู่มากกว่า 480,000 คน โดยที่ในจังหวัดเชียงรายมีผู้รอการพิสูจน์สิทธิกว่า 90,000 ราย ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ แต่ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กระบวนทางในการพิสูจน์สิทธิใช้ระยะเวลาที่นาน และมีหลายขั้นตอน จึงทำให้แต่ละปีมีผู้ที่ได้รับสิทธิเป็นจำนวนน้อย ทำให้กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ ไม่ได้รับโอกาสในการได้รับสิทธิพึงมี ทั้งเรื่องสวัสดิการขั้นพื้นฐานของรัฐ สิทธิเรื่องที่อยู่อาศัย การทำมาหากิน การเดินทาง การมีส่วนร่วมกับภาครัฐและสังคม เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐามาที่จังหวัดเชียงราย พบกับพี่น้องชาติพันธุ์และให้คำมั่นว่า จะดูแลพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยความเสมอภาค เท่าเทียม โดยสามารถอยู่ในประเทศไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะลดระยะเวลาและขั้นตอนการพิจารณาเรื่องให้สถานะการมีถิ่นที่อยู่ถาวรจากที่เคยใช้ 270 วัน ให้เหลือ 5 วัน ลดระยะเวลาการพิจารณาให้สัญชาติกับลูกหลานของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ จาก 180 วัน ให้เหลือ 5 วัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลเร่งผลักดันในทุกกระบวนการและทุกขั้นตอน  ผ่านการพิจารณาทั้งจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คำมั่นสัญญานั้น กลายเป็นจริงในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายนนี้ และหลังจากนี้ ทุกคำร้องที่ยื่นจะพิจารณาสามารถแล้วเสร็จภายใน 5 วัน

ปลัด มท. ย้ำไม่ได้เป็นการให้สัญชาติแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบที่อาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ และคนต่างด้าวทั่วไป

ช่อง 5 รายงานคำพูด อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญชาติตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ในสมัยของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่มีการขับเคลื่อนเร่งรัดแก้ไขเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม กระทั่งได้รับคำชื่นชมจากองค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และในขณะนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนระเบียบกฎหมาย มติ ครม.ดังกล่าวได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน คือ ชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและมีข้อมูลในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรไว้แล้ว อาทิ ภาพถ่ายใบหน้า ลายพิมพ์นิ้วมือ ประมาณ 1.4 แสนราย ไม่ใช่บุคคลต่างด้าวหรือผู้หลบหนีเข้าเมืองแต่อย่างใด

สำหรับกลุ่มเป้าหมายการแก้ไขปัญหาสัญชาติตามมติ ครม.นี้ ได้แก่

1.บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักร โดยมีบิดาหรือมารดาเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติกลุ่มต่างๆ มีชื่อในทะเบียนบ้าน มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ขึ้นต้นหลักแรกด้วยเลข 6 และเลขหลักที่หกและเจ็ดเป็นเลข 50 ถึงเลข 72 รวมถึงคนที่มีบิดาหรือมารดาเป็นชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ มีชื่อในทะเบียนบ้าน มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ขึ้นต้นหลักแรกด้วยเลข 5 หรือเลข 8 ด้วย และ

2.บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักร โดยมีบิดาหรือมารดาได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 รวมถึงชาวมอแกน โดยคนกลุ่มนี้จะมีชื่อในทะเบียนประวัติ มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ขึ้นต้นหลักแรกด้วยเลข 0 และเลขหลักที่หกและเจ็ดเป็นเลข 89

อรรษิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับบุคคลกลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่ม ที่มีความประสงค์จะขอมีสัญชาติไทย ต้องมีลักษณะเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศ และต้องปฏิบัติตามขั้นตอน โดยยื่นคำขอต่อนายทะเบียน

  1. กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นต่อผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
  2. กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอใด ให้ยื่นต่อนายอำเภอนั้น

ในส่วนของคนต่างด้าวอื่นๆ อาทิ แรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบที่อาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ และคนต่างด้าวทั่วไปที่มีพาสปอร์ต ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย และไม่มีสิทธิยื่นคำขอตามมติ ครม.นี้แต่อย่างใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ประกาศกระทรวงมหาดไทย

 เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรไทย และไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป 

โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567 อนุมัติหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ

โดยให้บุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ซึ่งบิดาหรือมารดาเป็นบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตถึงปี พ.ศ. 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ระหว่างปี พ.ศ. 2548 ถึงปี พ.ศ. 2554 และมีลักษณะตามเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศนี้ ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567 เรื่อง อนุมัติหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ประกาศ และใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2569 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ออกไป ให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่ขยายนั้น

ระหว่างที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับให้ระงับการใช้บังคับข้อ 2 ของประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ตลอดระยะเวลาที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

ข้อ 2 เด็กและบุคคลที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสถาบันการศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาแล้วโดยบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวอื่นที่ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ หรือไม่ปรากฏบิดามารดาหรือบิดามารดาทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ รวมทั้งผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทยที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศจนเป็นที่ประจักษ์ ตามข้อ 3 และข้อ 4 ของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ให้ดำเนินการภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ข้อ 3 บุตรของคนที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรและอาศัยอยู่เป็นเวลานาน ครอบคลุมกลุ่มชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติไว้เดิมรับรองสถานะให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร อาทิ กลุ่มเวียดนามอพยพ อดีตทหารจีนคณะชาติ จีนฮ่ออพยพพลเรือน จีนฮ่ออิสระ ไทยลื้อผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ผู้หลบหนีเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า เนปาลอพยพ ชาวเขา บุคคลบนพื้นที่สูง หรือชุมชนบนพื้นที่สูง ลาวภูเขาอพยพ ม้งถ้ำกระบอก ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า อดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา ผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวกัมพูชา ชาวมอร์แกน รวมถึงบุตรของคนที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรและอาศัยอยู่เป็นเวลานานที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 ให้ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้

1. บิดาหรือมารดาเป็นบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึง ปี พ.ศ. 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลระหว่างปี พ.ศ. 2548-2554 จะต้องได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ มีเลขประจำตัว 13 หลักตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และต้องเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี นับถึงวันที่บุตรยื่นคำขอมีสัญชาติไทย

2. มีหลักฐานแสดงว่าเกิดในราชอาณาจักร ได้แก่ สูติบัตร ทะเบียนการเกิด หนังสือรับรองการเกิด (ทร.20/1) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด โดยมีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร แล้วแต่กรณี

3. ไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น

4. พูดและเข้าใจภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอ ยกเว้นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี คนพิการที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทางการสื่อสารทางจิตใจ และทางพฤติกรรม

5. มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

6. มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไม่เคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป หากเคยได้รับโทษดังกล่าว ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ เว้นแต่โทษในคดียาเสพติดฐานเป็นผู้ค้าหรือผู้ผลิต ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ยกเว้นสำหรับเด็กที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์

ทั้งนี้ บุคคลตามวรรคหนึ่ง ที่มีความประสงค์จะยื่นคำขอมีสัญชาติไทยให้ยื่นคำขอโดยยืนยันและรับรองตนเอง หรือผู้ที่ตนยื่นคำขอแทน ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในวรรคหนึ่ง (3) (4) (5) และ (6)

ข้อ 4 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้ เป็นผู้พิจารณาและสั่งให้ลงรายการสัญชาติไทย ในทะเบียนราษฎรของผู้ที่จะได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป ตามข้อ ของประกาศนี้

(1) ผู้ยื่นคำขอมีสัญชาติไทยที่มีภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎรอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน เป็นผู้พิจารณาและสั่งให้ลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร

(2) ผู้ยื่นคำขอมีสัญชาติไทยที่มีภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎรอยู่ในจังหวัดอื่นนอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้นายอำเภอ เป็นผู้พิจารณาและสั่งให้ลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร

(3) เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือกรณีอื่นใดที่อธิบดีกรมการปกครองเห็นสมควร ให้อธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้ที่อธิบดีกรมการปกครองแต่งตั้งให้ใช้อำนาจแทน เป็นผู้พิจารณาและสั่งให้ลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรทั่วราชอาณาจักร

ในกรณีผู้ขอมีสัญชาติไทยตามข้อ 3 มีลักษณะครบถ้วนตามเงื่อนไขก่อนหรือในวันที่มีประกาศนี้

ให้บุคคลนั้นได้สัญชาติไทยนับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ สำหรับผู้ขอมีสัญชาติไทยที่มีลักษณะครบถ้วนตามเงื่อนไขหลังจากวันที่มีประกาศนี้ ให้บุคคลนั้นได้สัญชาติไทยนับตั้งแต่วันที่บุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือ (3) มีคำสั่งให้ลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร

ข้อ 5 หลักเกณฑ์และวิธีการในการขอมีสัญชาติไทย การตรวจสอบลักษณะหรือเงื่อนไขของผู้ขอมีสัญชาติไทย และแบบพิมพ์ที่ใช้เพื่อการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมการปกครองประกาศกำหนด โดยให้กำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ทั้งนี้ให้ยกเว้นการตรวจสอบในเรื่องความประพฤติ การกระทำความผิดที่เป็นโทษทางอาญา และพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐสำหรับผู้ขอมีสัญชาติไทยที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ยื่นคำขอมีสัญชาติไทย

ข้อ 6 ให้ที่ทำการปกครองจังหวัดประสานกับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจารณาเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้กำกับการขึ้นไปที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำการในพื้นที่แต่ละอำเภอภายในเขตจังหวัด เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้รับรองความประพฤติของผู้ยื่นคำขอ

ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควร อาจพิจารณาแต่งตั้งให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแห่งใดแห่งหนึ่ง ให้มีอำนาจหน้าที่รับรอง ความประพฤติของผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรแห่งอื่นได้ โดยอนุโลมให้ผู้รับรองความประพฤติของผู้ยื่นคำขอที่ได้รับการแต่งตั้ง พิจารณารับรองความประพฤติของผู้ยื่นคำขอ โดยขั้นตอนและวิธีการให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมการปกครองประกาศกำหนด

ข้อ 7 ผู้ใดได้รับสัญชาติไทยตามประกาศนี้แล้ว ภายหลังปรากฏว่าการได้มาซึ่งสัญชาติไทยไม่เป็นไปตามลักษณะหรือเงื่อนไขตามประกาศนี้ หรือบุคคลดังกล่าวกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือขัดต่อประโยชน์ของรัฐหรือเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ที่ทราบเหตุแห่งพฤติการณ์ดังกล่าว รายงานต่ออธิบดีกรมการปกครองเพื่อดำเนินการถอนสัญชาติไทยของผู้นั้นตามกฎหมาย

ข้อ 8 กรณีที่อธิบดีกรมการปกครองหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียนหรือนายอำเภอ แล้วแต่กรณี ได้พิจารณาสั่งให้ลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ในทะเบียนราษฎรแล้ว เฉพาะกรณีสั่งให้ลงรายการในทะเบียนราษฎร ตามข้อ 2 ของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 และอยู่ระหว่างการกำหนดเลขประจำตัวประชาชนให้ถือว่าเป็นคำขอตามประกาศฉบับดังกล่าว และให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมการปกครองประกาศกำหนด

ข้อ 9 บรรดาคำขอมีสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เฉพาะกรณีคำขอตามข้อ 2 ของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของอธิบดีกรมการปกครองหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียนหรือนายอำเภอ แล้วแต่กรณี ให้ถือว่าเป็นคำขอตามประกาศนี้ และให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมการปกครองประกาศกำหนด

ข้อ 10 หากพ้นกำหนดระยะเวลาตามข้อ 1 การยื่นคำขอมีสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและความชัดเจนในการดำเนินการให้บุคคลตามข้อ 3 ของประกาศฉบับนี้ ที่ยื่นคำขอภายในระยะเวลาตามข้อ 1 ยังคงได้รับสิทธิ์ตามประกาศฉบับนี้ต่อไป แม้ระยะเวลาที่กำหนดจะสิ้นสุดลง ทั้งนี้ ให้กระบวนการพิจารณาและดำเนินการตามคำขอยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของประกาศฉบับนี้จนกว่าจะแล้วเสร็จ

ข้อ 11 ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามประกาศนี้ และให้มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาและแก้ไขอุปสรรคเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามประกาศนี้

ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง