Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ยินดีนายกฯ มอบบัตรประชาชนให้ผู้ได้รับสัญชาติไทยเชียงราย 'เตือนใจ' แนะเร่งให้บัตรผู้เฒ่านับแสนคนที่กำลังเดือดร้อนจากกระบวนการพิจารณาซับซ้อน-ล่าช้า ชี้เป็นกลุ่มเปราะบาง พ่อเฒ่าแม่เฒ่าวอนผู้นำรัฐบาลช่วยด่วน

 

30 พ.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2567 เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีที่แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมามอบบัตรประจำตัวประชาชนแก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS เชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย ในวันที่ 1 ธ.ค. 2567 เพราะประเด็นปัญหาสถานะบุคคลเป็นเรื่องที่สะสมมานาน นับวันยิ่งมีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกลไกระดับปฏิบัติการของภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ระดับนโยบายกำหนด จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากที่ควรได้รับการพัฒนาสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องเผชิญความเดือดร้อน จากการเข้าไม่ถึงสิทธิในสวัสดิการของรัฐ และไม่สามารถทำหน้าที่พลเมืองและหน้าที่ทางการเมืองได้

เตือนใจ กล่าวว่า กลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติเป็นกลุ่มคนที่น่าเห็นใจมากที่สุดกลุ่มหนึ่งเพราะมีความเปราะบาง  ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยได้  ไม่มีความรู้ทางกฏหมาย และแนวทางปฎิบัติที่ถูกต้อง จึงต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้นำชุมชนลูกหลานและหน่วยงานที่ทำงานด้านสิทธิสถานะบุคคล

เตือนใจ กล่าวว่า กรณีศึกษาผู้เฒ่าที่เป็นชาวเขาดั้งเดิมติดแผ่นดิน เกิดและมีภูมิลำเนาในประเทศไทยต่อเนื่อง แต่ถูกบันทึกข้อมูลสถานที่เกิดในเอกสารที่สำรวจโดยทางราชการไม่ตรงกัน  หรือถูกบันทึกรายการสถานที่เกิดผิดจากความเป็นจริงจากเกิดในประเทศไทย เป็นการเกิดนอกประเทศ ซึ่ง พชภ.ได้หารือและดำเนินการร่วมกับกรมการปกครอง ว่าควรมีการแก้ไขข้อมูลได้ตามที่เป็นจริง  โดยอธิบดีกรมการปกครองขณะนั้นจึงส่งหนังสือเวียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2563 เพื่อทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติ และล่าสุด อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย) ได้ส่งหนังสือเวียน ลงวันที่ 16 ส.ค. 2567  ถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ยืนยันให้นายทะเบียนสามารถแก้รายการสถานที่เกิดหรือข้อมูลอื่นๆ ให้ตรงกับความเป็นจริงได้  โดยเน้นว่าสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม

อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ยังมีปัญหาในกลุ่มผู้เฒ่าที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่มีภูมิลำเนาบนแผ่นดินไทยต่อเนื่อง 30-60 ปี ผสมกลมกลืนกับสังคมไทย  ได้ใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มีชื่อในทะเบียนบ้านประเภท ทร.14 มีสิทธิที่จะยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบปัญหาประกอบการใช้ดุลพินิจของรัฐมนตรีเรื่องรายได้ การเสียภาษี การตรวจสอบประวัติและความประพฤติ การสัมภาษณ์ความรู้ภาษาไทย ผู้เฒ่าที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จึงไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้  ซึ่งเมื่อวันที่  13 ก.พ. 2563 กระทรวงมหาดไทยเห็นชอบให้ปรับปรุงแก้ไขแนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจในการอนุมัติการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย สำหรับผู้เฒ่าอายุ 60 ปีขึ้นไปที่เป็นชนกลุ่มน้อย เพื่อลดปัญหา อุปสรรคในการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ

"มูลนิธิ พชภ.ได้ทำงานผลักดันแก้ไขปัญหาแปลงสัญชาติเป็นไทย สำหรับผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ต่อเนื่องกว่า 12 ปี เราพบว่ากระบวนการแปลงสัญชาติยังมีปัญหา เพราะไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะสำเร็จเมื่อใด กระบวนการแปลงสัญชาติฯ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานไม่น้อยกว่า 10 แห่ง  มีขั้นตอนการพิจารณาหลายระดับ จากสำนักทะเบียนอำเภอ ถึงคณะกรรมการระดับชาติ การแปลงสัญชาติจึงเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับผู้เฒ่าที่เป็นชาวเขาและชนกลุ่มน้อย และคนต่างด้าวทั่วไปส่วนใหญ่ใช้เวลานานกว่า 10 ปี  โดยไม่สามารถติดตามได้ว่าคำร้องขอแปลงสัญชาติของตนอยู่ในขั้นตอนใด" เตือนใจ กล่าว

ที่ปรึกษามูลนิธิ พชภ.กล่าวว่า การรับรองสิทธิในสัญชาติไทยด้วยวิธีแปลงสัญชาติ จึงไม่เหมาะสมกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีจำนวนกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ ในขณะที่ประชากรสูงวัยของประเทศไทยมีจำนวนถึง 20% ของประชากรทั้งหมด แต่ผู้สูงวัยหรือผู้เฒ่าไร้สัญชาติกลับถูกทิ้งไว้ไว้ข้างหลัง ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิในสวัสดิการสังคมตามกฏหมายและนโยบายของรัฐ ถูกประเภท

"เป็นโอกาสดีหากรัฐบาลจะเร่งพิจารณา กำหนดนโยบายพิเศษเพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยคณะรัฐมนตรีมอบอำนาจให้สภาความมั่นคง กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคประชาสังคม ร่วมกันคิดรูปแบบ รวมทั้งทบทวนกฎหมาย นโยบายเพื่อขจัดความไร้รัฐไร้สัญชาติ ให้แก่ผู้สูงอายุ สนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนระดับชาติเพื่อขจัดความไร้รัฐ ไร้สัญชาติอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงกลไกลการทำงานจากระดับอำเภอ จังหวัดและกรม และกระทรวง บูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในระดับประเทศและระดับสากล” เตือนใจ กล่าว

ทูล วงค์ษา อายุ 63 ปี ตัวแทนผู้เฒ่าไร้สัญชาติชาวไทลื้อ จ.เชียงราย กล่าวว่า เขาอยู่ประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 จึงมีความรักและผูกพันธ์ผืนแผ่นดินไทย มีความจงรักภักดี ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยเหลือการเข้าสู่สัญชาติของไทลื้อผู้สูงอายุไร้สัญชาติด้วย รวมถึงผู้ที่อยู่มานาน แต่อายุไม่ถึง 60 ปี และผู้ได้รับบัตรเล่มต่างด้าวก็ไม่ควรรอ 5 ปี จึงมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติได้

ขณะที่แม่เฒ่าซือฉะมิ อายุ 72 ปี ชาวบ้านเฮโก ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย กล่าวว่า ทั้งพี่ชายและพี่สาวของตนต่างได้รับสัญชาติไทยกันแล้ว ลูกหลานต่างเป็นคนไทย ตนรู้สึกน้อยใจว่าทำไมตัวเองถึงยังไม่ได้ ไม่อยากให้มีขั้นตอนมากมายเพราะตนอายุเยอะแล้ว อยู่บนดอยสูง เดินทางลำบาก และไม่รู้จะอยู่รอวันที่จะได้เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ได้อีกนานแค่ไหน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง