เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ฯ ยื่นหนังสือต่อ “สมศักดิ์” เสนอพัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรทอง ชูประเด็น "ยาต้านไวรัสเอชไอวี รักษาทุกที่ทุกสิทธิ" พร้อมขยายเกณฑ์การรักษา “ไวรัสตับอักเสบซี” ครอบคลุมทุกวัย เพิ่มการเข้าถึงยาไวรัสตับอักเสบบี และขยายการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มเสี่ยง รวมถึงข้อเสนอพัฒนาระบบบริการในพื้นที่ กทม.
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2568 จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ กรุงเทพฯ ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ได้ร่วมยื่นหนังสือ "ข้อเสนอสิทธิประโยชน์ และการพัฒนาระบบบริการ ปี 2568" ต่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งข้อเสนอที่ยื่นดังกล่าวเป็นการมุ่งปรับปรุงและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ใน 3 ส่วนในระบบบริการ
ทั้งนี้ ส่วนแรกเป็นข้อเสนอเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขอให้เพิ่มเข้าถึง “การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี” อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยขยายเกณฑ์การรักษาที่จำกัดเฉพาะผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย รวมถึงให้สามารถรับการรักษาได้มากกว่า 1 ครั้ง พร้อมเพิ่มทางเลือกยาใหม่สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยา หรือไม่สามารถใช้ยาที่มีในระบบได้ สำหรับ “โรคไวรัสตับอักเสบบี” แม้จะมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม แต่การเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและยารักษายังมีข้อจำกัด เพราะถูกรวมอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัว ดังนั้นเพื่อให้เกิดการเข้าถึง จึงขอให้มีการรวมจัดซื้อยารักษา เช่น TAF, TDF และ Entecavir ในระดับประเทศ พร้อมปรับการจ่ายชดเชยค่าตรวจปริมาณไวรัส (HBV Viral Load) ให้เป็นการเบิกจ่ายตรง นอกจากนี้ขอให้ขยายสิทธิการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับ และไม่มีภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง
นอกจากนี้ยังเสนอให้ขยายสิทธิการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Systemic Lupus Erythematosus: SLE) และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยสามารถเข้ารับการตรวจ HPV DNA ได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี และตรวจซ้ำทุก 3 ปี เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค
นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอพัฒนาระบบบริการ ให้ขยายนโยบาย ‘บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่’ ครอบคลุมถึง ‘ยาต้านไวรัสเอชไอวี รักษาได้ทุกที่และทุกสิทธิ’ โดยให้ สปสช. เป็นหน่วยกลางในการบริหารจัดการบริการเอชไอวีร่วมกับทุกกองทุนสุขภาพ นอกจากนี้ขอให้ดำเนินการเชิงรุกในการประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายค่ารักษาที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ รวมถึงสนับสนุนให้หน่วยบริการทุกระดับ ทั้ง รพ.สต., ร้านยาคุณภาพ และภาคประชาสังคม สามารถให้บริการยาต้านไวรัสได้ โดยต้องมีระบบกำกับคุณภาพที่ชัดเจน
ในส่วนของข้อเสนอการพัฒนาหน่วยบริการ ทางเครือข่ายฯ ยังขอให้มีการจัดบริการตามสิทธิประโยชน์โดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่ง สปสช. ควรร่วมมือกับกรมควบคุมโรค สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง วางแผนสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไปยังหน่วยบริการ เพื่อให้เข้าใจและให้บริการตามแนวทางมาตรฐาน เช่น การปรับสูตรยา หรือการตรวจวินิจฉัยต่าง ๆ โดยมีแผนร่วมยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติ เพราะเอชไอวีหรือเพศสภาวะด้วย สำหรับในส่วนของบริการสุขภาพที่เป็นสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว ในการเข้ารับบริการของผู้ติดเชื้อก็ขอให้ไม่มีการเลือกปฏิบัติ อาทิ บริการทันตกรรม บริการฟอกไต เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมาในการรับบริการผู้ติดเชื้อฯ มักถูกจัดให้อยู่ในลำดับท้ายของการเข้ารับบริการ
นอกจากนี้ในระยะยาวของการพัฒนาหน่วยบริการ เราอยากเห็นการบูรณาการสิทธิประโยชน์ของทุกกองทุน เพื่อให้ประชาชนไม่ว่าจะมีสิทธิใด ได้รับบริการอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้ประกันตน ควรได้รับสิทธิปรึกษาและรับยาสำหรับเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการที่ร้านยาคุณภาพ เช่นเดียวกับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง พร้อมทั้งหาแนวทางขยายขอบเขตการให้บริการบัตรทองร่วมกับสำนักงานประกันสังคม ตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ทุกกองทุนเดินหน้าร่วมกัน สู่ความเป็นธรรมด้านสุขภาพอย่างแท้จริง
นายอภิวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนข้อเสนอในการพัฒนาระบบบริการในกรุงเทพมหานครว่า ควรขับเคลื่อนเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยนวัตกรรมบริการสุขภาพ เช่น ร้านยาที่ให้บริการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ให้ขยายขอบเขตบริการจ่ายยาต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเชื่อมโยงระบบกับโรงพยาบาลหลักในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนพัฒนารูปแบบบริการ หน่วยบริการตามมาตรา 3 เพื่อเติมเต็มช่องว่างในระบบบริการของ กทม. อีกเรื่องสำคัญคือการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ให้ประชาชนและหน่วยบริการในพื้นที่เข้าใจนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่ เพื่อใช้สิทธิได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ขอให้ สปสช. ประสานกับหน่วยงานหลักใน กทม. เช่น สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และผู้ว่า กทม. ผลักดันให้ศูนย์บริการสาธารณสุข ยกระดับเป็นโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความครอบคลุมการให้บริการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในเมืองได้มากยิ่งขึ้น และในท้ายนี้สิ่งที่อยากให้เร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว คือเรื่องใบส่งตัวที่ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการรักษา และกำลังเป็นปัญหามากในพื้นที่ กทม.
