นักวิจัยเรื่อง "ความเปลี่ยนแปลง การปรับตัว และผลกระทบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย" ชี้ไทยกลายเป็นฮับสำคัญแก๊งอาชญากรออนไลน์ 'Scammer Nomad' หรือ 'นักต้มตุ๋นไร้พรมแดน' ที่เคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปมาระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม ดังที่ 'ฮุนเซน' เคยระบุไว้ว่า "ขบวนการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตมีจุดเริ่มต้นจากไทย เพราะไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่ใหญ่ที่สุด มีเที่ยวบินเชื่อมต่อจากทั่วโลก ทําให้คนร้ายสามารถเดินทางเข้ามาดําเนินการอาชญากรรมได้อย่างสะดวก" ควรฟังหูไว้หู เพราะมีส่วนที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

ในยุคที่โลกรู้จักคำว่า "Digital Nomad" หรือผู้ใช้เทคโนโลยีทำงานแบบไร้พรมแดน ก็ปรากฏอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด นั่นคือ "Scammer Nomad" หรือนักต้มตุ๋นไร้พรมแดนที่เคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปมาระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม
ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ทำวิจัยเรื่อง "ความเปลี่ยนแปลง การปรับตัว และผลกระทบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย" ภายใต้โครงการ
การพัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งมี รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ เป็นหัวหน้าโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ให้เห็นว่า ไทยกลายเป็นเสมือน "สวรรค์" ของกลุ่ม Scammer Nomad เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้ออำนวย ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ระบบการเงินที่พัฒนา การเดินทางที่สะดวก และความหลวมในการควบคุม
ไทยกับบทบาท 'ฮับ' ของเหล่า 'Scammer Nomad'
ข้อมูลค้นพบในงานวิจัยของ ผศ.ดร.ณัฐกร พบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทยมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการปราบปรามในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้กลุ่มอาชญากรหันมาใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการมากขึ้น ความรุนแรงของปัญหานี้สะท้อนชัดเจนจากกรณีตัวอย่างในช่วงปี 2566-2567 ตัวอย่างเช่น ในเดือนมีนาคม 2566 แก๊งข้ามชาติอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ FBI หลอกผู้สูงอายุชาวอเมริกัน 365 ราย เสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท โดยใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ
และกรณีการจับกุมครั้งใหญ่สุดในประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม 2567 เมื่อเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม พร้อมกัน 3 จุด และขยายผลระหว่างตรวจค้นอีก 1 จุด ใน อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ผลการตรวจค้น ได้จับกุมผู้ต้องหาชาวจีน จำนวน 52 คนชาวไทย จำนวน 19 คน รวม 71 คน คอมพิวเตอร์ จำนวน 223 เครื่อง โทรศัพท์ จำนวน 1,001 เครื่อง โดยคดีนี้ กลุ่มชาวจีนและเครือข่ายได้ใช้สถานที่ในประเทศไทยตั้งสำนักงานหลอกลวงผู้เสียหายทางโทรศัพท์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นโรงแรมตึกแถว จำนวน 5 คูหา 4 ชั้น มีห้องพัก จำนวน 22 ห้อง โดยจะมีกลุ่มคนร้ายที่เป็นคนไทยทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ป้องกันบุคคลเข้า-ออกภายในอาคาร ในการหลอกลวงผู้เสียหายที่อยู่ในต่างประเทศ แก๊งนี้มีการแชตสนทนาเป็นทั้งภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษารัสเซีย และภาษาไทย ด้วยอุปกรณ์แปลภาษา
ขณะที่เดือนธันวาคม 2567 ตำรวจไทยสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น ที่หลอกลวงผู้สูงอายุในญี่ปุ่นว่าจะได้รับเงินประกันสุขภาพคืนหลายล้านเยน โดยหัวหน้าแก๊งเคยเป็นสมาชิกยากูซ่าแก๊งยามากุจิ และในเดือนเดียวกันนั้นยังมีกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์อินเดียข้ามชาติที่หลอกสาวอเมริกันสูงอายุให้โอนเงินให้โดยอ้างเป็นทีมช่วยเหลือไมโครซอฟต์ และใช้คนไทยเป็นบัญชีม้ารับเงิน เป็นต้น
ล่วงมาในปี 2568 การใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติยังคงรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนมกราคม 2568 ที่มีกรณีนักแสดงชาวจีน "ซิงซิง" (Wang Xing) ถูกหลอกผ่านประเทศไทยไปบังคับทำงานเป็นสแกมเมอร์ที่ฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับสู่ความสนใจของประชาคมโลกอีกครั้ง
เดือนกุมภาพันธ์ 2568 แก๊งชาวต่างชาติเหล่านี้ไม่เพียงใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน แต่ยังตั้งฐานปฏิบัติการโดยตรง เช่น การจับกุมบิ๊กบอสชาวจีน 2 ราย หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หมู่บ้านหรูซอยพหลโยธิน 32 ซึ่งควบคุมแก๊งขนาดใหญ่ในปอยเปต และการใช้เทคโนโลยี AI ปลอมใบหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยแก๊งที่ทำงานในอาคาร 18 ชั้นที่ประเทศกัมพูชา ต่อมาเดือนเมษายน 2568 จากปฏิบัติการ "Crypto Phantom" ที่เปิดเผยเครือข่ายฟอกเงินผ่านร้านแลกคริปโตเถื่อน มีเงินหมุนเวียนกว่า 14,000 ล้านบาท ให้บริการชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนและรัสเซีย
และในเดือนมิถุนายน 2568 ปฏิบัติการ "Firestorm" ร่วมกับตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยแก๊งคอลเซ็นเตอร์นานาชาติที่ดำเนินการมา 20 ปี ประกอบด้วยชาวออสเตรเลีย 5 ราย, ชาวอังกฤษ 6 ราย, ชาวแคนาดา 1 ราย, และชาวแอฟริกาใต้ 1 ราย ที่ใช้บ้านพักราคา 70 ล้านบาทใน จ.สมุทรปราการ เป็นฐานหลอกลวงชาวออสเตรเลียลงทุนพันธบัตรปลอม
หลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าไทยไม่เพียงเป็น "ทางผ่าน" หรือ "ฐานปฏิบัติการชั่วคราว" แต่ได้พัฒนาเป็น "ศูนย์กลางบริหารจัดการ" ที่ครบวงจรของขบวนการ Scammer Nomad ระดับโลก ที่สามารถควบคุมการดำเนินงานข้ามทวีปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
‘เทคโนโลยี’ อาวุธสำคัญของอาชญากร
การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างน่าวิตก เครื่อง SIM Box เครื่องเดียวสามารถควบคุมซิม 32 ช่อง โทรได้ 16,000 เบอร์ต่อวัน ขณะที่ False Base Station สามารถส่ง SMS ปลอมได้เกือบล้านครั้งใน 3 วัน นอกจากนี้ยังพบกรณีใช้ใบหน้าเดียวในการ KYC (Know Your Customer) เพื่อลงทะเบียนซิมการ์ดได้ถึง 13,060 เลขหมาย รวมถึงการใช้ AI ปลอมใบหน้าและเสียงในการหลอกเหยื่อที่เริ่มมีมากขึ้น ขณะที่การใช้ Starlink หรืออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมช่วยให้หลบเลี่ยงการตรวจจับได้ง่ายขึ้น
ผศ.ดร.ณัฐกร เตือนว่า แม้ปัจจุบันเราจะมีมาตรการกดดันชายแดนทั้งฝั่งพม่าและกัมพูชาที่เข้มข้น แต่หากไม่มีมาตรการในประเทศที่เข้มงวดมากขึ้น ไทยอาจกลายเป็น "ศูนย์กลางของ Scammer Nomad" ในภูมิภาคแทน
"สิ่งที่เราต้องเฝ้าระวังคือการพัฒนาของเทคโนโลยี AI ที่อาจทำให้การหลอกลวงมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการใช้ประเทศไทยเป็นฮับในการดำเนินการข้ามชาติ ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นปัญหาความมั่นคงที่ต้องใช้มาตรการเชิงรุกและความร่วมมือในหลายมิติเพื่อแก้ไข โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็น 'สวรรค์' ของกลุ่ม 'Scammer Nomad' ที่อาจส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว" ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าว
ฟัง 'ฮุนเซน' ไว้หู
ในช่วงที่ไทยมีความขัดแย้งกับกัมพูชานั้น ฮุนเซน ผู้นําอาวุโสของกัมพูชาได้ตอบโต้ไทยว่า อาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา มีต้นตอมาจากประเทศไทย โดยกัมพูชาเป็นเพียงประเทศที่ได้รับผลกระทบ จากขบวนการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากไทย โดยชี้ว่าสนามบินนานาชาติของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่ใหญ่ที่สุด มีเที่ยวบินเชื่อมต่อจากทั่วโลก ทําให้คนร้ายสามารถเดินทางเข้ามาดําเนินการอาชญากรรมได้อย่างสะดวก
ฮุนเซนยังได้เรียกร้องให้จีน สหรัฐอเมริกา และประชาคมระหว่างประเทศหันมาให้ความสนใจและร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยฮุนเซนย้ําว่ากัมพูชาเป็นเพียงเหยื่อของการฉ้อโกงทางออนไลน์เท่านั้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังประเทศต่างๆ และนําพาคนหลอกลวงเหล่านั้นเข้ามาในประเทศ
ทั้งนี้ประเด็นที่ฮุนเซนกล่าวหาไทยนั้น ก็มีน้ําหนักอยู่ส่วนหนึ่ง เนื่องจากไทยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการเงินในภูมิภาค ซึ่งอาจถูกใช้ประโยชน์โดยขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ
"นี่คือสิ่งที่ไทยต้องตระหนักและดําเนินการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง" ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวทิ้งท้าย "อย่าปฏิเสธความรับผิดชอบและมัวแต่โทษประเทศอื่น ควรมุ่งเน้นแก้ไขปัญหานี้ในประเทศเราเองด้วย"
