Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

25 ก.ค. 2568 สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาวันนี้ยังคงมีการปะทะต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อคืน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชนในฝั่งไทยรวมถึงพบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม และวันนี้ทางสื่อกัมพูชาได้รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตของทางกัมพูชาด้วย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ชายแดน

ไทยเสียชีวิต 14 เจ็บ 31 อพยพแล้ว 1.3 แสนคน

จากคำแถลงข่าวของ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านความมั่นคง กล่าวว่ายอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากฝ่ายไทย ณ วันนี้ ณ เวลา 9.00 วันนี้ เป็นพลเรือน 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 7 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 11 ราย รวมทั้งสิ้น 45 ราย

นอกจากนั้นมติชนออนไลน์ได้อ้างข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรือ EOC ว่านอกจากส่วนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้ว ในส่วนของผู้อพยพมีจำนวนรวมทั้ง 4 จังหวัดชายแดน 131,456 คนแบ่งเป็น 

  • อุบลราชธานี 70,886 คน
  • ศรีสะเกษ 11,432 คน
  • สุรินทร์ 27,325 คน
  • บุรีรัมย์ 21,813 คน

เวลา 12.57 น. กองทัพบกได้รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุจรวด BM-21 ตกใส่บ้านเรือนประชาชนใน หมู่ 5 ตำบลศรีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมจำนวน 3 จุด ได้แก่

  • จุดที่ 1: ตกใส่บ้านพักหลังหนึ่งในหมู่บ้าน ได้รับความเสียหาย
  • จุดที่ 2: ตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ ได้รับความเสียหาย
  • จุดที่ 3: ตกใส่ถนนภายในหมู่บ้าน ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ตามรายงานของ ทบ. ระบุว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งคาดว่าประชาชนได้อพยพไปยังศูนย์พักพิงของฝ่ายปกครองที่อำเภอน้ำยืนแล้ว

สื่อกัมพูชาเผยตัวเลขพลเรือนกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 5  

เมื่อ 10.46 น. เวลากัมพูชา สื่อในกัมพูชาอย่างน้อย 2 แห่งรายงานถึงจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตของทางฝั่งกัมพูชา โดยอ้างอิงจาก Met Measpheakdey ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย 

CamboJA News ระบุว่า Met ยืนยันว่าวันนี้มีผู้เสียชีวิตชาวกัมพูชาที่เป็นพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 1 คน และบาดเจ็บอีก 5 คน โดยเกิดขึ้นระหว่างการ "บุกรุก" ของทหารไทย และยังส่งผลให้มีครอบครัวที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ปะทะประมาณ 2,400 ครัวเรือนจาก 12 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับจุดปะทะที่ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย โดยทั้ง 2,400 ครอบครัวนี้ได้อพยพไปที่พื้นที่ปลอดภัยในจังหวัดอุดรมีชัย

Khmer Times รายงานโดยอ้างผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัยเช่นกันโดยมีข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมภาพผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยรายงานระบุว่าผู้เสียชีวิต 1 รายนั้นเป็นพระของวัดตาโมนไชยเสนีย์ในจังหวัดอุดรมีชัยโดยเกิดจากระเบิดที่ทิ้งมาจากเครื่องบินรบไทย 

 Met กล่าวด้วยว่า พระและประชาชนต้องเดินทางในเวลากลางคืนเพื่อหาพื้นที่ปลอดภัยในเสียมเรียบหลังจากวัดตาโมนไชยเสนีย์ถูกทำลายจากระเบิด 3 ลูกเมื่อวันที่ 24 ที่ผ่านมา

ศบ.ทก. เผย การปะทะยังคงมีอยู่  12 แห่ง

ช่วงเที่ยงวันนี้ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงสถานการณ์ล่าสุดชายแดนไทย-กัมพูชา มีอัปเดตประเด็นสสำคัญด้านความมั่นคงดังนี้

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. ด้านความมั่นคง กล่าวว่า สำหรับเรื่องการปะทะในวันนี้ เมื่อเวลา 8.30 น. ฝ่ายกัมพูชามีการใช้อาวุธหนักและอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกลมายิงโจมตีขอบหน้าพื้นที่การปะทะ และพื้นที่ส่วนหลังของฝ่ายไทย ทำให้พื้นที่ส่วนหลังซึ่งมีประชาชน ชาวบ้านอาศัยอยู่ได้รับผลกระทบ จากการพิสูจน์ทราบในวันนี้ การปะทะยังคงมีอยู่ 12 แห่ง คือ พื้นที่ช่องบก, พื้นที่ช่องอานม้า, พื้นที่ซำแต, ภูผี, ช่องตาเถ้า, เขาพระวิหารบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ, พื้นที่ภูมะเขือ, พื้นที่ช่องจอม, พื้นที่ปราสาทตาควาย, และพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

ส่วนทางกระทรวงมหาดไทยได้ทำการอพยพผู้คนใน 4 จังหวัดไปแล้วกว่า 130,000 คน เกือบร้อยละ 100 ของประชาชนในพื้นที่ โดยจังหวัดได้จัดเตรียมศูนย์พักพิงสำหรับผู้อพยพกว่า 300,000 คน รวมทั้งจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนรวมถึงทรัพย์สินของประชาชน

ส่วนกระทรวงสาธารณสุขได้อพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ออกจาก รพ.ที่อยู่ในรัศมีของการโจมตี รวม 11 แห่งด้วยกัน โดย 4 แห่งในจำนวนนี้ปิดทำการโดยปริยาย โดยบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในมีการอพยพมาแล้ว

ในการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ ผู้ได้รับบาดเจ็บ ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมทั้งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดแนวทางตามระเบียบราชการโดยจัดสรรงบประมาณและกองทุนต่างๆ โดยรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป

จันทบุรี-ตราด บางอำเภอเป็นพื้นที่กฎอัยการศึก

เมื่อ 17.17 น. ThaiPBS รายงานว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) สั่งปิดจุดผ่านแดนในจันทบุรีและตราด สั่งปิดจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเล โดย

1.งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท
2.งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย
3.งดการสัญจรทางทะเลในเขตน่านน้ำประเทศไทย (พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

ในคำสั่งระบุว่า การปิดด่านนี้เนื่องจากปัจจุบันได้เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นภัยคุกคามและเสถียรภาพบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ กปช.จต.ประเมินแล้วเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย และเพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดนและการรักษาความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนั้นหากพบเรือรบหรือกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาให้แจ้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (.ศร.ชล.)

จากนั้นในเวลา 18.34 น. กปช.จต.ออกประกาศกฎอัยการศึกใน อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ อำเภอท่ามะขาม อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม อำเภอเขาคิชฌกูฏ และ จังหวัดตราดในอำเภอเขาสมิง

พลเรือนบาดเจ็บเพิ่ม ทหารเสียชีวิตเพิ่ม 4 นาย
เวลา 19.17 น. กองบัญชาการกองทัพไทยเผยแพร่วามคืบหน้าสถานการณ์การปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชา 
  • เวลา 08.30 น. บริเวณ ช่องบก เกิดการยิงตอบโต้ระหว่างปืนใหญ่ของไทยกับ BM21 จากฝ่ายกัมพูชา
  • ช่องอานม้า กัมพูชาใช้กำลังโจมตีและทำลายอนุสาวรีย์คนขี่ม้ารวมถึงอาคารโดยรอบ
  • พื้นที่ชาแต กองกำลังไทยตอบโต้ด้วยทหารราบและรถถังเพื่อยึดพื้นที่กลับคืน
  • ช่องตาเฒ่า ฝ่ายกัมพูชาใช้รถถังจำนวน 15 คันเป็นฐานยิงโจมตี
  • เขาพระวิหาร กองกำลังไทยตรึงกำลังอย่างเข้มแข็ง
  • ภูมะเขือ เกิดการเข้าตีและยิงโต้ตอบอย่างต่อเนื่อง
  • ช่องจอม มีการสู้รบสลับกันไปมา
  • ปราสาทตาควาย กัมพูชาเสริมกำลังพลจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่
  • ปราสาทตาเมือนธม ฝ่ายไทยวางกำลังป้องกันแน่นหนา ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามเข้าตีหลายระลอก

ยอดเพิ่มเติมเฉพาะวันที่ 25 กรกฎาคม 2568

1.พลเรือน

  • บาดเจ็บสาหัส: เพิ่ม 3 ราย
  • บาดเจ็บเล็กน้อย: เพิ่ม 1 ราย
  • บาดเจ็บปานกลาง: ลดลง 3 ราย (กลับบ้านได้)

2. ทหาร

  • เสียชีวิต: เพิ่ม 4 นาย
  • บาดเจ็บสาหัส: เพิ่ม 1 นาย

ยอดสะสมรวมตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนถึงปัจจุบัน

1.พลเรือน

  • เสียชีวิต: 13 ราย
  • บาดเจ็บสาหัส: 10 ราย
  • บาดเจ็บปานกลาง: 10 ราย
  • บาดเจ็บเล็กน้อย: 13 ราย
  • รวมทั้งสิ้น: 46 ราย

2. ทหาร

สถานการณ์ด้านการเมือง 

‘ภูมิธรรม’ ประณามพ่อลูกตระกูล ‘ฮุน’ ต้องรับผิดชอบที่โจมตีพลเรือนไทย

เวลา 10.50 น. ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงข่าว โดยเริ่มจากกล่าวถึงกรณีที่ได้พูดคุยกับอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งเป็นประธานอาเซียนที่เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา ภูมิธรรมกล่าวว่าได้มีการพูดคุยกับอันวาร์จริง

รองนายกฯ กล่าวว่าทางอันวาร์ก็ต้องการหาทางให้ยุติการปะทะกันและการเผชิญหน้ากัน ทางเราก็บอกว่าไทยไม่ได้ขัดข้องแต่จะให้หยุดยิงเมื่อไหร่ก็ขอให้ทางกัมพูชาแสดงความชัดเจนมาก่อน เพราะไทยก็พยายามสิ่งนี้มาตลอดแต่ไม่เกิดผลและสิ่งที่เกิดขึ้นก็มีการยิงมาในเขตแดนไทยในเช้าวันเกิดเหตุ เพราะเราก็เคยเจรจาแล้วว่าไม่ให้อาวุธขึ้นมาที่ปราสาทตาเมือนธมไทยเองก็ต้องการความชัดเจนและความจริงใจที่จะทำ แต่ทางกัมพูชาก็เอาขึ้นมาแล้วก็มีการยั่วยุจากทหารกัมพูชาที่ไม่มีวินัยเท่าไหร่ และทำให้เกิดผลกระทบตามมาตลอดทางรัฐบาลไทยกับกองทัพก็พยายามอดทนอดกลั้นแล้ว

ภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ก็ได้บอกกับทางอันวาร์ว่าเมื่อเสนอมาก็อยากขอให้อันวาร์เคลียร์กับทางฮุนเซนจนชัดเจนว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกแต่ตอนนี้ต้องให้ทหารไทยตรึงกำลังไว้ แล้วจากที่คุยกันกับอันวาร์เมื่อ 6 โมงเย็นเมื่อวานแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนเช้าวันนี้เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้เพราะมีการเปิดแนวรบทั้ง 4 แนวใหญ่ในเขตกองทัพภาค 2 บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เจตนาที่เกิดขึ้นเริ่มมาจากการสร้างปัญหาแล้วยิงเข้ามา

“สิ่งที่ต้องประณามฮุนเซนอย่างรุนแรงที่สุด และนายกฯ ฮุนมาเนตต้องรับผิดชอบคือมีการยิงที่ไม่ได้เข้าสู่เป้าหมายทางทหารได้แต่ยิงเข้ามาที่เป้าหมายพลเรือน” รองนายกฯยกตัวอย่างเหตุการณ์นี้ทั้งกรณีที่มีลูกที่ยิงมาตกใส่เซเว่นอีเลฟเว่นในปั๊มน้ำมันซึ่งห่างจากถังน้ำมันใหญ่แค่ 40 เมตรแล้วถ้าตกใส่ถังน้ำมันก็จะเกิดระเบิดรุนแรงไฟลุกท่วมในพื้นที่พลเรือนซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง และกรณีที่โรงพยาบาลพนมดงรักที่มียิงเข้าในพื้นที่โรงพยาบาล จากกรณีที่เป้าหมายพลเรือนถูกโจมตีทำให้มีประชาชนเสียชีวิตแล้ว 20 กว่าคน และผู้บาดเจ็บสาหัสหลายคน รวมถึงผู้บาดเจ็บทั่วไปอีก

ภูมิธรรรมเห็นว่า เมื่อจะเจรจาแต่ในทางปฏิบัติกัมพูชาไม่ได้หยุดรุกรานและกล่าวหาว่าไทยเป็นคนรุกรานด้วย แต่ในสื่อต่างประเทศหลายแห่งก็ยืนยันว่ากัมพูชาทำลายไทยก่อน อีกทั้งข้อมูลที่ออกมาจากทางกัมพูชาก็มีปัญหาเนื่องจากเป็นการพูดฝ่ายเดียว และชัดเจนว่ากัมพูชามีเจตจำนงค์จะรุกรานและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศมีการทำลายเป้าหมายพลเรือน

‘ภูมิธรรม’ ให้ ‘มาริษ’ แจง UNSC แล้วก่อนเรียกกลับไทยมาช่วยสถานการณ์

ภูมิธรรมกล่าวถึงการดำเนินการด้านการต่างประเทศว่า ตอนนี้มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่ที่นิวยอร์กซึ่งเขาได้เรียกกลับไทยด่วนเพื่อให้มาช่วยรับมือ แต่ตอนนี้ก็ได้พบกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโดยตรงในการอธิบายเหตุการณ์และแสดงหลักฐานให้เข้าใจแล้ว และทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้รับจากที่ประชุมเมื่อวานและได้อยู่ร่วมคุยกับอันวาร์ด้วย นอกจากนั้นได้สั่งการแล้วว่าให้ดำเนินการยื่นหนังสือถึง UNSC และวันนี้ก็คงจะได้ยื่น แต่ตอนนี้เขายังไม่ทราบผลการดำเนินการ

นอกจากนั้นรองนายกฯ ยังได้กล่าวถึงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เมื่อวาน(24 ก.ค.) ได้มีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมด้วยยื่นเรื่องเข้า ครม.ซึ่งในการประชุมเมื่อวานก็เป็นองค์ประชุม ครม. ด้วย จึงให้รับรองการดำเนินการที่เขาทำไปก่อนหน้านั้นคือการเรียกทูตไทยในกัมพุชากลับและใช้มาตราการทางการทูตที่แรงสุดคือการส่งทูตกัมพูชากลับประเทศไปแล้ว และเมื่อดำเนินการต่างๆ ไปแล้วทางกัมพูชาก็ยังดูไม่ได้แสดงท่าทียอมรับว่าตัวเองทำผิดกฎระเบียบต่างๆ ก้ต้องรับผิดชอบ และที่เขาดูจากกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องแล้วก็เข้าข่ายการสร้างอาชญากรรม

ภูมิธรรมกล่าวต่อว่าแม้ทางฮุนเซนจะพูดอะไรไปก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งสื่อต่างประเทศจำนวนมากก็รายงานว่ากัมพูชาเริ่มก่อนอีกด้วย

ขยายงบช่วยเหลือพื้นที่เป็น 100 ล้าน เสียชีวิตได้ 1 ล้าน

รองนายกฯ กล่าวถึงความช่วยเหลือได้เพิ่มงบประมาณช่วยเหลือในพื้นที่มีภัยเป็น 100 ล้านบาท และตอนเช้าพีระพันธ์ จะเปิดประชุมเรื่องนี้ซึ่งตอนนี้มีข้อเสนอแต่ยังไม่เป้นยุติก็คือจะให้เงินช่วยเหลือ 1 ล้านบาทแก่ผู้เสียชีวิตต่อคน ส่วนผู้บาดเจ็บก็จะได้ลดหลั่นกันไป และให้ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปอุบลราชธานีที่เป็นจุดที่มีผู้อพยพเรือนแสน และให้ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไปศรีสะเกษ และให้ สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปบุรีรัมย์ และจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะได้ไปที่สุรินทร์แต่ตอนนี้กำลังประสานให้ไปอยู่ ส่วนรัฐบาลก็จะไปเยี่ยมผู้เสียชีวิตและเคารพศพ และให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนำเอารถน้ำ และโรงครัวพระราชทานไปในพื้นที่

ภูมิธรรมตอบคำถามนักข่าวประเด็นที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ทาง X ที่ว่าต้องการให้ทหารไทยสั่งสอนฮุน เซน ด้วยว่า ก็เป็นเหมือนประชาชนทั่วไปที่แสดงความรู้สึกแล้วก็เสนอทำให้อย่างนั้นอย่างนี้ เราก็รับความหว่งใยและความไม่พึงพอใจที่ถูกกระทำ ก็เข้าใจและคิดว่ามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพราะก็ได้ประกาศแล้วว่าเรื่องอธิปไตยของประเทศที่มีการรุกรานเข้ามาแล้วกระทบกับประชาชนก็ยอมไม่ได้ ท่าที่ของเราที่ผ่านมาก็ได้พยายามประนีประนอมแล้วเพราะเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กันแต่เมื่อพยายามแล้วยังเกิดปัญหาเช่นนี้ วันนี้จึงได้สั่งการให้ทหารมีอิสระในพื้นที่โดยผู้บัญชาการทหารเป็นคนเข้าไปคุมยุทธการทั้งหมด และปฏิบัติได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องฉุกเฉินจึงไม่สามารถให้ทุกเรื่องมาขอที่ส่วนกลางได้ จึงได้พูดคุยกับรัฐมนตรีรักษาการกระทรวงกลาโหมไปแล้ว และเมื่อวานได้คุยกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการทหารบกแล้ว ผบ.ทบ.จึงได้บินไปที่แนวหน้า

รองนายกฯ ตอบถึงประเด็นกลุ่มรวมพลังแผ่นดินนัดชุมนุมในวันที่ 27 ก.ค.นี้ว่า เป็นดุลพินิจของผู้ที่จะมาชุมนุมว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายหรือไม่ เพราะเวลานี้ต้องการความสามัคคีของคนในชาติ เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นมีการบุกรุกรุกล้ำจนมีผู้เสียชีวิตและเกิดความเสียหายขึ้น และเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นก็อาจพัฒนาไปสู่ภาวะสงครามได้ เพราะขณะนี้ยังเป็นเพียงการปะทะกันด้วยอาวุธหนัก ไทยจึงได้พิทักษ์รักษาพื้นที่ของไทยไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาเราก็ได้พิทักษ์รักษาอธิปไตยของประเทศชาติอย่างเข้มข้นและกองทัพก็เข้าใจเจตนาร่วมกัน ดังนั้นเวลานี้ประชาชนก็ช่วยแสดงความเห็นแล้วก็บอกว่าอย่าเพิ่งมาใช้ความต้องการทางการเมืองมาทำให้เกิดความไม่เป็นเอกภาพในประเทศขณะที่เรากำลังสู้อยู่กับภัยรุกรานจากภายนอกวันนี้ต้องรวมพลังและช่วยกันเพื่อสร้างกำลังและแก้ไขปัญหาประเทศ 

ทั้งนี้มีรายงานล่าสุดว่า จตุพร พรหมพันธุ์ คณะรวมพลังแผ่นดิน ประกาศเลื่อนจัดชุดนุมเพื่อไล่แพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วเป็นวันที่ 2 ส.ค.2568 แทน

รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือเสียชีวิต 1 ล้าน พิการ 7 แสน

เมื่อ 8.15 น. จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ภูมิธรรม สั่งการว่าให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปตัวเลขประชาชนและเจ้าหน้าที่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ประทะกันตามแนวชายแดน ทั้งในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และทรัพย์สิน ให้กับแต่ละจังหวัดเพื่อสรุปจำนวนมอบเงินช่วยเหลือเยียวยา โดยจะใช้เงิน กองทุนสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้น ส่วนการเยียวยาด้านอื่นๆ ให้เร่งรัดสรุปกลับไปยังกระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป และได้สั่งการทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องด้วย

-กระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงชั่วคราว 
-กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเปลี่ยนโรงพยาบาลในพื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนามชั่วคราว รวมถึงอพยพคนป่วย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดไปสู่โรงพยาบาลอื่น ๆ ที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว 
-กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดูแลเรื่องการเยียวยาและบรรเทาทุกข์เบื้องต้น
-กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ตรวจสอบและแก้ไขประชาสัมพันธ์ข่าวเท็จในสถานการณ์
-กระทรวงมหาดไทย ให้ดำเนินการตามแผนการ ร่วมกับกองทัพในพื้นที่ในการดูแลประชาชนในทุกมิติ

นอกจากนั้นศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย มีมติอนุมัติหลักการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนี้

1. กรณีเสียชีวิต เป็นค่าจัดการศพ รายละ 1,000,000 บาท
2. กรณีทุพพลภาพ รายละ 700,000 บาท
3. กรณีบาดเจ็บสาหัส รายละ 200,000 บาท
4. กรณีบาดเจ็บมาก รายละ 100,000 บาท
5. กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 50,000 บาท

นอกจากนั้นยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ โดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวจิราพร สินธุไพร) ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง) ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์) ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อดูแลและเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ไม่ใช่การประกาศสงคราม ปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตยและตอบโต้การรุกราน 

17.25 น. ภูมิธรรมแถลงจุดยืนของรัฐบาลไทย ต่อสถานการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า ไทยกำลังถูกคุกคามจากกัมพูชา แม้ไทยจะอดทนต่อการยั่วยุมาตลอดและเลือกใช้สันติวิธีภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมมาโดยตลอด แต่กัมพูชาเลือกใช้กำลังทหารก่อน ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง โดยโจมตีโรงพยาบาลและพื้นที่ชุมชนที่ประชาชนอาศัยเข้ามาในฝั่งไทยที่ห่างจากแนวชายแดน 20 กิโลเมตร ทำให้พลเรือนไทยเป็นเด็ก สตรี และผู้สูงอายุรวม 13 ราย และทำให้ทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างใหญ่หลวง "ถือเป็นอาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง"

ภูมิธรรมกล่าวถึงการดำเนินการด้านต่างประเทศที่ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และรัฐบาลได้จัดทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อประณาม "การโจมตีที่ไร้เป้าหมาย" ของฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ พร้อมทั้งเชิญชวนประชาคมโลกให้ร่วมกันประณาม "การกระทำที่ไร้มนุษยธรรม" นี้

"รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียของพี่น้องประชาชนทุกท่าน และขอยืนยันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ได้ละเลยต่อสถานการณ์แม้แต่น้อย นับตั้งแต่เสียงปืนนัดแรกดังขึ้น กองทัพไทยได้ดำเนินการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหารของกัมพูชาเท่านั้น โดยอาศัยหลักการปกป้องตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสามารถทำลายฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายกัมพูชาได้สำเร็จ"

ภูมิธรรมกล่าวถึงการอพยพประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้วแสนคน และมาตรการเยียวยา รวมถึงการประสานสายการบินเพื่อจัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อนำคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยรวมทั้งดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ โดยพรุ่งนี้รัฐมนตรีจะลงพื้นที่ 4 จังหวัดเพื่อเป็นกำลังใจให้กับประชาชน

"ในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เพื่อส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัย ผมขอย้ำว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และไม่ใช่การประกาศสงคราม หากแต่เป็นการปะทะกันตามแนวชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตย และตอบโต้ผู้รุกรานอย่างเหมาะสม" ภูมิธรรมระบุ

นอกจากนั้นรองนายกฯ ยังระบุด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระเมตตาและห่วงใยทหารและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

สถานการณ์ด้านต่างประเทศ

หลังจากเมื่อวานนี้ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ส่งจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSCเพื่อขอให้เปิดประชุมฉุกเฉิน 

เช้าวันนี้มีการรายงานโดยอ้างจากสำนักข่าวเอเอฟพีว่า UNSC เตรียมจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ในเวลา 15.00 น.ตามเวลานิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาหรือประมาณ 2.00 น. ของวันที่ 26 ก.ค.ตามเวลาไทย โดยเป็นการประชุมแบบปิด 

มติชนออนไลน์รายงานเพิ่มเติมเรื่องนี้เมื่อเวลา 9.09 น. ว่าทางรัฐบาลไทยจะให้ เชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติจะเป็นผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้

ช่วงเที่ยงวันนี้ในการแถลงข่าวของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) มาระตี นะลิตา อันดาโม โฆษก ศบ.ทก.ด้านต่างประเทศ แถลงการณ์ข่าว มีสาระสำคัญ 5 ประเด็นดังนี้

เรื่องแรก — กรณีที่กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์วานนี้ จากเหตุการณ์ที่กัมพูชาได้เปิดฉากยิงฝ่ายไทย ซึ่งเป็นการโจมตีที่รุนแรง ต่อเนื่องและไม่ได้มีเพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่พลเรือนชาวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและสถานที่สาธารณะที่สำคัญ เช่น รพ. อันเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย รวมทั้งที่มีอาการสาหัส ทาง กต. ได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกัมพูชา และได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตไทยกลับ โดยรัฐบาลเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการโจมตี โดยเฉพาะในพื้นที่พลเรือน รัฐบาลไทยพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังไม่หยุดการกระทำที่เป็นการโจมตีทางอาวุธ การละเมิดอธิปไตยและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ขอย้ำอีกครั้งว่าการกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตามข้ออนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 เกี่ยวกับการคุ้มครองโรงพยาบาล และฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองหน่วยแพทย์

เรื่องที่สอง – การหารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมแผนการช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในกัมพูชา รมว.กต.ได้เชิญภาคเอกชนมาหารือ และเข้าร่วมเป็นประธานการประชุมด้วยตนเองทางออนไลน์

เรื่องที่สาม — การที่ไทยส่งหนังสือถึง UNSC ตอบโต้ฝ่ายกัมพูชา ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวว่ากัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงปรธานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่เรียกว่า UNSC ขอให้เรียกประชุมด่วนเพื่อยุติเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตยกัมพูชาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

ขอเรียนว่าฝ่ายไทย โดย กต. ได้มีหนังสือถึง UNSC เช่นกัน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งไทยมีหลักฐานว่าฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน และมีการใช้ความรุนแรงจนพลเรือนฝ่ายไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นการรุกรานอธิปไตย เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจน โดยขอให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเวียนหนังสือของฝ่ายไทย เพื่อให้ทุกประเทศสมาชิก UNSC ได้รับทราบ

ล่าสุดทราบว่า 15.00 น.ของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่นนิวยอร์ก (วันพรุ่งนี้ตามเวลาประเทศไทย) ทาง UNSC จะจัดประชุมแบบปิด เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการประชุมในลักษณะนี้จัดขึ้นเป็นปกติเมื่อมีเหตุการณ์ปะทะที่ไหนก็ตามในโลก โดยไม่ได้จะมีการลงมติใดๆ แต่เป็นเพียงการหารืออย่างไม่เป็นทางการ โดยเชิญสมาชิก 15 ประเทศ ทั้งสมาชิกถาวร และไม่ถาวร รวมถึงประเทศคู่กรณีซึ่งก็คือไทยกับกัมพูชา เพื่อให้ข้อมูลเป็นที่รับทราบ

สำหรับผู้แทนฝ่ายไทยที่จะเข้าร่วม คือ ท่านทูตที่ประจำอยู่ที่นิวยอร์ก มีทีมงานของกต.ที่สนับสนุน

ส่วน รมว.กต. มาริษ ที่อยู่นิวยอร์ก มีกำหนดเดินทางกลับไทยคืนนี้ โดยอาจจะมีการแถลงข่าวเพิ่มเติมต่อไป

เรื่องที่สี่ — โฆษก กต.ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหลายสื่อวันนี้ อาทิ รอยเตอร์ เอเอฟซี Channel News Asia, อัลจาซีรา จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กต. กำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสื่อสารอย่างชัดเจนไปสู่ต่างประเทศตลอดเวลา

เรื่องที่ห้า — ชี้แจงข่าวปลอม 2 ชิ้น

มีประเด็นแรกเกี่ยวกับชิ้นข่าวปลอมชิ้นหนึ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมและวิตรศิลป์แห่งกัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทยว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ค. กองทัพไทยได้ทำการรุกราน สร้างความเสียหายแก่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะกฎหมายคุ้มครองแหล่งวัฒนธรรมภายใต้กรอบยูเนสโก

อย่างไรก็ตาม การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในวันที่ 24 ก.ค. โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยิงก่อน เกิดขึ้นที่ห้วยตามะเรือ ภูมะเขือ ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทพระวิหารถึง 2 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดที่จะเดินทางไปไกลถึงปราสาทพระวิหาร ซึ่งในเรื่องนี้ไทยจะดำเนินการชี้แจงทางหนังสือ

ส่วนข่าวปลอมชิ้นที่สอง คือกรณีที่สื่อต่างประเทศแห่งหนึ่งที่นำเสนอภาพการโจมตีเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่สื่อดังกล่าวได้นำเสนอว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชา

จากนั้นเมื่อเวลา 16.00 น. นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวในประเด็นเดียวกับที่ทางมาระตีแถลง แต่ได้ตอบคำถามนักข่าวถึงประเด็นเรื่องที่กัมพูชาพยายามผลักดันเรื่องผ่าน UNSC เพื่อให้เรื่องได้เข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกนั้น ต้องแยกกันเป็น 2 เรื่อง เรื่องการที่จะไปประชุมกับ UNSC ก็เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และทางกัมพูชาก็ต้องการไปตรงนั้นเพื่อชี้แจงและฟ้องต่อ UNSC แต่เรื่องที่ทางกัมพูชาฟ้องนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงอย่างไรต้องติดตามดูอีกที แต่เขามั่นใจว่าคำชี้แจงของไทยเป็นความจริง และยึดมั่นในข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นถูกโจมตีก่อนและดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศและประชาชนไทย

นิกรเดชกล่าวถึง ICJ เป็นอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน แต่ไทยก็พร้อมที่จะดูแลทั้ง 2 เวทีนี้ เราไม่รับอำนาจของศาลโลก แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ปรึกษากับนักกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้และมีการเตรียมตัวโดยกรมสนธิสัญญาของไทยอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเต็มที่

5 ประเด็น ทูตไทยส่งถึง UNSC

เมื่อเวลา 15.37 น. สำนักข่าวไทยเปิดเนื้อหาของหนังสือจากผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติที่นิวยอร์ก เพื่อชี้แจงต่อประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สำหรับประเทศไทย มี เชิดชาย ใช้ไววิทย์เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทย ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก โดยรายละเอียดในหนังสือที่ไทยส่งไปยังประธาน UNSC มีเนื้อหาดังนี้

ขอแจ้งให้ท่านและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทุกท่านทราบ ถึงสถานการณ์อันร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย อันเป็นผลจากการรุกรานทางทหารของประเทศกัมพูชา โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. เมื่อวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารไทยกำลังลาดตระเวนตามเส้นทางปกติที่กำหนดไว้ ซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตของประเทศไทย ทหารได้เหยียบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ส่งผลให้ทหาร 2 นาย ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสส่งผลถึงขั้นพิการถาวร ขณะที่ทหารนายอื่น ๆ ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทุ่นระเบิด PMN-2 ทั้งหมดที่พบอยู่ในสภาพใหม่ ยังมีเครื่องหมายที่มองเห็นได้ชัดเจน หลักฐานบ่งชี้ว่าทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางใหม่ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ไทยได้ยื่นรายงานประจำปีเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินการตามพันธกรณีในอนุสัญญาดังกล่าว ตามมาตรา 7 ของอนุสัญญาฯ อย่างต่อเนื่อง รายงานดังกล่าวระบุว่าประเทศไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังทั้งหมดแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 และต่อมา ได้ทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมดที่เก็บไว้เพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยในปี ค.ศ. 2019 ในทางตรงกันข้าม รายงานล่าสุดของประเทศกัมพูชาบ่งชี้ว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2024 กัมพูชายังคงเก็บรักษาทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ไว้

2. เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 เวลา 08.20 น. ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฐานทหารไทยที่ตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นายโดยทันที  หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพกัมพูชาได้เปิดการโจมตีดินแดนของประเทศไทยใน 4 จังหวัด โดยไม่เลือกเป้าหมาย ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี การกระทำที่ก้าวร้าว ไม่เลือกเป้า และขัดต่อกฎหมายต่อพลเรือนไทยเหล่านี้ ก่อให้เกิดภัยร้ายแรงและนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์อย่างน่าเศร้า ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาล และโรงเรียนได้รับความเสียหายอย่างมากเช่นกัน ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 การโจมตีดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ราย และบาดเจ็บ 24 คน ในจำนวนนี้ 8 คนอาการสาหัส มีประชาชนมากกว่า 102,000 คน ได้รับการอพยพออกจากบ้านของตน

3. การโจมตีด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการยั่วยุใด ๆ ของกองทัพกัมพูชา เป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อมาตรา 2(4) ของ กฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงหลักการแห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างรัฐ ประเทศไทยได้ใช้ความอดกลั้นและยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด ต่อการโจมตีด้วยอาวุธซึ่งมีการเตรียมการล่วงหน้าโดยกัมพูชา แต่ถูกบังคับให้ใช้สิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรการในการป้องกันตนเองที่ไทยดำเนินการอยู่ในขอบเขตจำกัดเท่าที่จำเป็น และเหมาะสมกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่การขจัดภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นจากกองทัพกัมพูชาเท่านั้น

4. ประเทศไทยขอประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาต่อพลเรือน ทรัพย์สินของพลเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา 18 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฯ ฉบับที่หนึ่ง (ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บาดเจ็บและเจ็บป่วย – การคุ้มครองโรงพยาบาล) และมาตรา 19 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฯ ฉบับที่ 4 (ว่าด้วยการคุ้มครองหน่วยงานและสถานพยาบาล) การกระทำอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและความยากลำบากแก่พลเรือนผู้บริสุทธิ์

5. ประเทศไทยยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในหลักการยุติข้อพิพาทโดยสันติวิธี และปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อการใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ

ประเทศไทยขอเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศในการเรียกร้องให้กัมพูชายุติการใช้การสู้รบโดยทันที และกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างสุจริตใจ

ประเทศไทยขอยืนยันอีกครั้งถึงความพร้อมในการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ซึ่งมีกำหนดการประชุมในช่วงต้นเดือนกันยายน ค.ศ. 2025 เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งที่ยังคงค้างอยู่

เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของสถานการณ์และการกระทำที่ก้าวร้าวอันโจ่งแจ้งของกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ผมขอแจ้งให้ทราบถึงการกระทำอันก้าวร้าวของกัมพูชา และขอความกรุณาให้เผยแพร่หนังสือนี้ไปยังสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทุกท่านให้รับทราบโดยเร็วที่สุด และนำเข้าสู่ระบบเอกสารของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ด้วยความเคารพอย่างสูง 

ภายในประเทศ

ตร.เตือนคนไทย  ทำร้ายกัมพูชาในไทย ถูกดำเนินคดีทุกกรณี
โฆษกตำรวจเตือนคนไทยหากทำร้ายชาวกัมพูชาถูกดำเนินคดีทุกกรณีเพราะผิดกฎหมาย หลังมีเผยแพร่คลิปชาวกัมพูชาถูกทำร้ายร่างกายในไทย ขอให้ระวังการใช้ถ้อยคำรุนแรงในโซเชียลจนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
 
25 ก.ค. 2568 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปชาวกัมพูชาถูกทำร้ายร่างกายในประเทศไทยว่า เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ทราบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีอารมณ์โกรธเคือง แต่หากไปก่อเหตุรุนแรง หรือทำร้ายร่างกายคู่ขัดแย้งก็จะถูกดำเนินคดีทุกกรณี เพราะถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย
 
นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนระมัดระวังการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หรือไม่เหมาะสมในสื่อโซเชียล เพราะอาจจะกลายเป็นการจุดชนวนให้เหตุการณ์บานปลาย จนกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
 
ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยังได้เชิญตำรวจทุกหน่วยงาน เข้าประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา โดยกำชับให้ข้าราชการตำรวจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้ยกระดับมาตรการดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน ที่ส่วนใหญ่พบว่าไม่มีผู้ดูแล เพราะอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง
 
ส่วนพื้นที่รอบสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา หรือสถานที่มีสิทธิ์ก่อความไม่สงบ ได้จัดกำลังตำรวจในพื้นที่และตำรวจสันติบาลเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ได้ส่งกำลังใจไปให้กับผู้ที่ปฏิบัติการอยู่แนวหน้า ตำรวจในพื้นที่ และประชาชน อีกทั้งพร้อมที่จะสนับสนุนทุกภารกิจ หากมีการร้องขอเข้ามา
 
การแถลงของโฆษก ตร.เกิดขึ้นหลังจากในช่วงเช้าวันนี้มีรายงานเรื่องที่กลุ่มบุคคลในโซเชียลมีเดียประกาศขู่จะไปทำร้ายตามล่าคนกัมพูชาในไทย และมีคลิปปรากฏว่ามีคนกัมพูชาที่มาทำงานในไทยถูกทำร้าย เช่น เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) ที่จันทบุรีมีชายกัมพูชาได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายโดยชายวัยรุ่น 2 คนที่ลงมาจากรถยนต์สีดำถามว่าเป็นชาวกัมพูชาหรือไม่เมื่อตอบว่าใช่ชาย 2 คน ก็ลงมือทำร้ายก่อนหลบหนี
 
องค์กรนิสิต-นักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์กรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

องค์กรนิสิต-นักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเกิดการปะทะที่ชายแดนเมื่อวานนี้ เช่น สภานักศึกษาและสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งออกแถลงการณ์ร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ได้รับความสูญเสียทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนและร่วมเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ โดยระบุว่าการโจมตีที่ไม่แยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือนเป็นการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา

ส่วนสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองชีวิตประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนรักษาและไม่ทำลายระบบสาธารณสุขและพื้นที่ชุมชนของทั้งสองฝ่าย และเร่งดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ด้วยกลไกทางการทูตและกระบวนการสันติวิธีภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพื่อยุติความรุนแรงโดยเร็วที่สุดและป้องกันไม่ให้ความสูญเสียขยายเป็นวงกว้าง รวมทั้งหลักเลี่ยงการโฆษณาชวนเชื่อที่จะบั่นทองมนุษยธรรมในสังคม

นอกจากนี้ สโมสรนิสิตฯ ยังขอให้สังคมคำนึงถึงสวัสดิภาพของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนในการนำเสนอและรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบและมีวิจารณญาณ หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำหรือการกระทำที่จะปลุกกระแสความเกลียดชังหรือสร้างความแตกแยกในสังคม และยืนยันว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนิสิตทุกเชื้อชาติ และการเลือกปฏิบัติหรือการกลั่นแกล้งทุกรูปแบที่มาจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด

ด้านคณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และแสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา และสถานการณ์อุทกภัยภาคเหนือ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้สื่อมวลชนและสาธารณชนใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบในการเสนอและรับข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อเกิดความเกลียดชังหรือสนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ขอแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ทั้งสอง และหวังอย่างยิ่งในฐานะมนุษย์ปุถุชนที่จะเห็นความสงบ ความปกติ และความปลอดภัย ให้กลับคืนสู่ประชาชน และสังคมต่อไป

ส่วนคณะกรรมการนักศึกษาหลายคณะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีการออกแถลงการณ์เช่นกัน คณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความตึงเครียดและความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลทางสองฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในทันที และใช้ช่องทางการเจรจาโดยให้คำนึงถึงราษฎรของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับบาดเจ็บและราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

คณะกรรมการนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อผู้บาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบ และเรียกร้องให้สื่อมวลชนปฏิบัติหน้าที่อย่างมีจริยธรรมและเป็นไปตามจรรยาบรรณสื่อ

ส่วนคณะกรรมการนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ออกแถลงการณ์แสดงความไว้อาลัยต่อการสูญเสีย และแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่ามีจุดยืนสนับสนุนหลักการพลเรือนนำทหาร อันเป็นรากฐานของระบบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้กองทัพดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและยึดมั่นในพันธกรณีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ด้านองค์การนักศึกษาและสภานักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน และการเคารพในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยระบุว่ามีจุดยืนอย่างชัดเจนในการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนไทยโดยยืนหยัดในการใช้สันติวิธีและกลไกทางการทูตเป็นหลักในการแก้ไขปัญหา

ทางด้านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้กำลังใจนิสิตทุกคนจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ... โดยเฉพาะนิสิตชาวไทยที่มีครอบครัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงนิสิตกัมพูชาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกวิทยาเขต   โดยมหาวิทยาลัยขอให้ความมั่นใจต่อนิสิตทุกคนไม่ว่าจะมาจากภูมิภาคใดเชื้อชาติหรือสัญชาติใดก็ตามว่า ความหลากหลายและมิตรภาพที่ดีคือพลังในการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่สงบสุขและเข้าใจซึ่งกันและกันและขอยืนยันเจตนารมณ์ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงโดยเร็วภายใต้แนวทางสันติวิธี 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง