การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรปย้อนกลับมาอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลต้องการเปิด ‘เสรี’ โดยไม่รับรู้หรือเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเหมือนเดิม เพราะหากมองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก็หมายความว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้หากรัฐบาลมีความจริงใจเพียงพอที่จะให้การค้าเสรียังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายย่อมสามารถตระเตรียมกฎหมาย นโยบาย มาตรการ เพื่อป้องกันผลกระทบที่มักจะเกิดขึ้นเสมอกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีอำนาจต่อรองน้อยในสังคมไทย
‘ประชาไท’ นำเสนอประเด็นข้อวิตกกังวลต่อการเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปของรัฐบาล (อีกครั้ง) ในมิติต่างๆ จากเวที ‘เสียงประชาชน สู่โต๊ะเจรจา: FTA ไทย-อียู ใครได้ ใครเสีย?’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน 2568
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ จะแสดงให้เห็นว่า หากไทยยินยอมตามสหภาพยุโรปโดยไม่ต่อรองหรือฝ่ายหลังไม่เรียกร้องให้ไทยยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ไทยจะยิ่งกลายเป็นถังขยะของโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและอันตรายต่อผู้บริโภคจะเป็นภาระที่ไทยอาจรับมือไม่ไหว


เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
หรือไทยจะเป็นถังขยะโลก?
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งเมื่อไทยเข้าไปข้องเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีก็คือเรื่องขยะนำเข้า ดังเช่นกรณีเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น เรื่องขยะนำเข้านับว่าสร้างปัญหาไม่ใช่น้อย ในเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปก็บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ใน Article ที่ X.C. แต่มีความแตกต่างกับเอฟทีไอไทย-ญี่ปุ่น โดยในกรณีญี่ปุ่นจะมีนิยามที่ครอบคลุมหลากหลายชนิด ขณะที่ของยุโรปกล่าวเพียงว่าของเสียและเศษวัสดุที่เกิดจากการดำเนินการผลิตภายในประเทศภาคีหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วที่รวบรวมในประเทศภาคี และเหมาะสมสำหรับการกู้คืนวัตถุดิบ รวมถึงวัตถุดิบนั้นด้วย เพ็ญโฉมอธิบายอย่างรวบรัดว่าของเสีย ของใช้แล้ว หรือสินค้ามือสองก็ถูกนับรวมเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ ในร่างข้อเสนอของสหภาพยุโรปยังมีการนิยามคำว่า remanufactured goods คือสินค้าผลิตซ้ำหรือสินค้าที่ได้จากกระบวนการผลิตใหม่โดยใช้ชิ้นส่วนจากของใช้แล้ว อาจเป็นทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ ซึ่งต้องมีสภาพการทำงานและประสิทธิภาพและการรับประกันเช่นเดียวกับสินค้าที่ผลิตใหม่ โดยในนิยามข้อ H ของร่างข้อตกลง remanufactured goods คือสินค้าที่อยู่ในพิกัดศุลกากร 84 ถึง 90 ซึ่งเป็นพิกัดศุลกากรในระบบ Harmonized System (HS) ที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก สินค้าในกลุ่มนี้รวมถึงเครื่องจักร เครื่องกล อุปกรณ์ไฟฟ้า ยานพาหนะทั้งทางบก น้ำ อากาศ อุปกรณ์ถ่ายภาพ และอุปกรณ์ทางการแพทย์

อีกหนึ่งคำที่เพ็ญโฉมเห็นว่าไทยต้องใส่ใจคือนิยามของคำว่าซ่อมแซมหรือ repairซึ่งนิยามไว้ว่า หมายถึงการดำเนินการใดๆ กับสินค้าเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในการทำงานหรือความเสียหายของวัสดุ กล่าวคือการดำเนินการใดๆ ที่ไม่ได้ทำลายลักษณะสำคัญของสินค้าหรือไม่ถึงขั้นสร้างสินค้าใหม่ เช่น การเปลี่ยนสินค้าที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปหรือใช้เพื่อปรับปรุงหรือยกระดับประสิทธิภาพทางเทคนิคของสินค้า ซึ่งสินค้าเหล่านี้มักเป็นของใช้แล้วหรือเป็นวัสดุ-ชิ้นส่วนที่เคยใช้มาแล้ว แล้วนำมาซ่อมแซม เพ็ญโฉมตั้งข้อสังเกตว่า
“ถ้าดูตามกฎหมายไทย สินค้าในพิกัดศุลกากรที่ขึ้นต้นด้วย 84 และ 85 หลักๆ จะเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ เศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ถ้าเป็น 86, 87, 88, 89, 90 มันจะกว้างมาก แม้แต่ในพิกัด 84 เองก็รวมไปถึงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์บอยเลอร์เครื่องจักร กลไกต่างๆ ข้อที่ส่วนตัวสนใจและค่อนข้างกังวลคือเรื่องยานพาหนะ โดยเฉพาะพวกยานบก เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำต่างๆ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้หรือเปล่า แต่ที่ตามอยู่ตอนนี้คือปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมและขยะข้ามแดน อย่างก่อนมาประชุมวันนี้ ทางเครือข่ายเราที่อเมริกาเพิ่งแจ้งมาว่าอเมริกากำลังเตรียมส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าไทยอีกประมาณ 16 ตู้คอนเทนเนอร์ หลังจากก่อนหน้านี้ส่งมาแล้ว 219 ตู้ บางส่วนถูกจับ บางส่วนถูกอายัด และบางส่วนก็ถูกผลักกลับไปเพราะเราทราบข่าวล่วงหน้า แล้วยังมีขยะพลาสติกอีก 3 ตู้ที่ถูกอายัดและผลักกลับไปเช่นกัน แต่ที่พูดถึงพิกัด 87, 88, 89 ซึ่งเกี่ยวกับเรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ ประเด็นที่กังวลคือว่ามีความพยายามมาตลอด 10 กว่าปีแล้วที่จะสร้างอู่ชำแหละเรือหรือลานชำแหละเรือยนต์ขนาดใหญ่ซึ่งมีนักลงทุนบางประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นพยายามจะเข้ามาใช้ชายฝั่งไทยทำเป็นที่ชำแหละ ซึ่งพวกนี้อาจรวมถึงการชำแหละแท่นขุดเจาะน้ำมันหรือสิ่งก่อสร้างลอยน้ำขนาดใหญ่อื่นๆ ด้วย”
เพ็ญโฉมเล่าว่าเคยมีการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรีเป็นพื้นที่ตั้งโครงการแต่ขณะนี้เชื่อว่าบางส่วนมีการดำเนินการที่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกงซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมากเพราะจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ ดังนั้น จึงยังไม่รู้ว่าภายใต้ข้อตกลงกับสหภาพยุโรปในอนาคตจะนำไปสู่การสร้างอู่ชำแหละเรือหรือไม่ จำเป็นที่สังคมต้องจับตาตู เพ็ญโฉมเสริมด้วยว่า
“พอเราดูพิกัดศุลกากรที่ครอบคลุมตั้งแต่84 ถึง 90 และดูตัวอย่างจากข้อตกลงที่อียูทำกับญี่ปุ่น จะเห็นว่าครอบคลุมไปถึงยางที่มีการหล่อดอกใหม่หรือยางรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งปกติวันนี้ยางรถยนต์ใช้แล้วถือเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าในประเทศไทยแต่ก็ยังมีการลักลอบนำเข้ามามาก”
อีกด้านของเศรษฐกิจหมุนเวียน
เมื่อมองข้อตกลงเอฟทีเอผ่านมุมมองนักการทูตไทยและเจ้าหน้าที่ศุลกากรระดับสูงที่เคยถกเถียงกันในประเด็นนี้ พบว่าสินค้ากลุ่มนี้อาจสัมพันธ์กับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งถูกพูดถึงในหลายประเทศทั่วโลกและเป็นนโยบายสำคัญของประเทศไทย แนวคิดดังกล่าวเป็นการลดการนำทรัพยากรธรรมชาติขั้นต้นมาใช้เช่น การลดพื้นที่เหมืองแร่ในประเทศหรือในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะแนวคิดที่เรียกว่า Urban Mining หรือการทำเหมืองในเมือง ที่หมายถึงการนำวัสดุหรือโลหะต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในผลิตภัณฑ์หรือขยะมารีไซเคิลหมุนเวียนกลับมาใช้แทนการขุดเหมืองใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการแล้วค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาคัดแยก โดยโลหะที่มีมูลค่าสูง เช่น ทองแดง แพลทินัม ทองคำ หรือเงินจะถูกคัดแยก สกัดใหม่ แล้วนำกลับมาใช้แปรรูป ผลิตซ้ำ หรือประกอบเป็นสินค้าตัวใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ลดพื้นที่ทำเหมือง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน



เพ็ญโฉมมีมุมมองต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่กับสังคมไทยไปอีกหลายสิบปีและถือเป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศ จุดที่ต้องห่วงใยคืออุตสาหกรรมรีไซเคิล คัดแยก แปรรูป หรือการผลิตซ้ำเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษสูงหากไม่มีการจัดการที่รัดกุม
“เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตั้งแต่ปี 2561 ประเทศจีนจึงสั่งห้ามนำเข้าขยะเพื่อคัดแยกหรือแปรรูปอีกต่อไป เพราะก่อนหน้านั้นจีนรองรับขยะจากทั่วโลกในสัดส่วนที่สูงมาก ขยะอิเล็กทรอนิกส์และวัสดุใช้แล้วประมาณ 40–50 เปอร์เซ็นต์ ขยะพลาสติกสูงถึงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของขยะพลาสติกโลก นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น PM2.5 การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ พื้นดิน และพื้นที่เกษตรจากสารพิษอันตรายที่สะสม และวันนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย” เพ็ญโฉมกล่าว
ภายหลังที่จีนไม่นำเข้าขยะก็ทำให้ไทยเป็นเป้าหมายใหม่ ขยะจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้าไทยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เหตุนี้ในการเจรจาเอฟทีเอ ไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงอำนาจในการต่อรองและความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจ ซึ่งเพ็ญโฉมคิดว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรงพอจะต่อรองในระดับที่ได้เปรียบ ไม่ว่าจะในเชิงเทคโนโลยีหรืออำนาจของกลุ่มเศรษฐกิจ
การทุจริต เรื่องเดิมๆ ที่ซ้ำเติมปัญหา
ประเด็นที่น่าห่วงประการต่อมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมด้านรีไซเคิลของไทยมีความต้องการวัตถุดิบในกระบวนการผลิตสูงเพื่อนำมาคัดแยกป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม แต่การทุจริตคอร์รัปชันที่อยู่เกลื่อนกลาดส่งผลให้การกำกับตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ
เพ็ญโฉมเล่าว่าเมื่อเร็วๆ นี้อุตสาหกรรมจังหวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ท่าเรือได้ทำเอกสารเท็จส่งให้กับศุลกากรว่าของที่บรรจุในคอนเทนเนอร์ไม่ได้เป็นของต้องห้ามหรือของเสียอันตราย โดยข้าราชการคนนี้ทำหนังสือขึ้นมา 2 ฉบับ โดยฉบับที่ส่งให้ศุลกากรระบุว่าไม่เข้าข่ายเป็นของเสียต้องห้าม ส่วนฉบับที่เก็บไว้ที่ตนเองระบุว่าเป็นของเสียต้องห้าม เมื่อตรวจจับได้ก็ต้องพิสูจน์ว่าเอกสารปลอมขึ้นมาจากหน่วยงานใดระหว่างศุลกากรและหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้พิสูจน์ได้แล้วว่าเอกสารถูกปลอมขึ้นจากหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรมและอยู่ระหว่างดำเนินการเอาผิด
“เราไม่รู้ว่าสถานการณ์การเมืองที่ไม่มั่นคงจะทำให้กรณีนี้หลุดรอดจากการลงโทษหรือเปล่า แต่นี่เป็นตัวอย่างว่าการทุจริตเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอน และมีส่วนทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับของเสียจากหลายประเทศประเด็นอยู่ตรงที่ว่าเราจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้”



เมื่ออียูต้องการขจัดอุปสรรคการส่งขยะข้ามแดน
จากการศึกษาของเพ็ญโฉมยังพบด้วยว่าข้อตกลงของสหภาพยุโรปที่ทำกับหลายประเทศมีความพยายามรุกคืบด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการผ่านด่านศุลกากร ขณะที่องค์การศุลกากรโลกพยายามริเริ่ม Green Customs Service ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพยายามควบคุมสินค้าที่ส่งผ่านข้ามแดนเป็นไปตามมาตรการทางสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาตู้คอนเทนเนอร์เข้าออกให้รวดเร็วขึ้นกลับเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการทุจริต เป็นช่องว่างให้เกิดการหลุดรอดของขยะอันตราย เพราะตราบใดที่ตู้สินค้าไม่ผ่านการเอ็กซเรย์ แล้วเกิดการสำแดงเท็จก็ย่อมเป็นช่องทางห้สินค้าอันตรายหลุดเข้ามาได้
“เราเคยไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ศุลกากร วันหนึ่งจะมีตู้คอนเทนเนอร์เข้าออกประมาณ 300,000–400,000 ตู้ เพราะฉะนั้นความสามารถในการตรวจทุกตู้มันเป็นไปไม่ได้ ต้องมีการตรวจบางส่วน และดำเนินการผ่องถ่ายตู้สินค้าเหล่านี้ให้เคลื่อนออกอย่างรวดเร็ว มาตรการหรือความคับคั่งของตู้สินค้าหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจพวกนี้มันเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันและการสำแดงเท็จได้” พ็ญโฉมกล่าว
ข้อตกลงการค้าเสรีส่วนใหญ่ไม่เพียงเฉพาะไทย-สหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นระดับทวิภาคีหรือพหุภาคีกลับยังไม่มีข้อสรุปหรือข้อบทที่ชัดเจนสอดคล้องและเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากทั่วโลกมีอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศควบคุมไม่ให้มีการส่งออกเคลื่อนย้ายข้ามแดนวัสดุใช้แล้วหรือของเสียอันตราย ขณะที่รัฐบาลของประเทศที่ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนพบว่าข้อบัญญัติภายใต้อนุสัญญาบาเซลกับกฎหมายภายในประเทศบางฉบับเป็นอุปสรรคต่อการผ่องถ่ายหรือการค้าวัสดุใช้แล้วหรือของเสีย เป็นเหตุให้ข้อตกลงเอฟทีเอหลายฉบับพยายามขจัดอุปสรรคนี้เพื่อให้สินค้าใช้แล้วหรือขยะสามารถส่งข้ามแดนและซื้อขายกันได้มากขึ้น
“สินค้าบางประเภทมีความเสี่ยงต่อการทุจริต การสำแดงเท็จ เพราะฉะนั้นในการเจรจาให้ได้ข้อบทที่เป็นนิยามครอบคลุมถึงเรื่อง Remanufactured Goods ก็ต้องมีมาตรการป้องกันเรื่องทุจริต การสำแดงเท็จด้วย แล้วเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่เหมาะสม เวลามีตู้สินค้าเข้ามาแล้วเกิดปัญหาแบบนี้ เขาไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร"
“เราเคยไปคุยกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่อายัดฝุ่นแดงหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่สามารถหาเหตุผลหรือหลักฐานชี้ได้ว่าของในคอนเทนเนอร์ที่อายัดไว้เป็นของเสียอันตราย ห้ามนำเข้า เขาจะกักสินค้าได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วต้องส่งคืนหรืออาจถูกฟ้องคดีตามมาตรา 157 เพราะฉะนั้นการไม่มีแนวปฏิบัติชัดเจนว่าอะไรห้ามนำเข้า อะไรไม่ห้าม หรืออะไรสามารถส่งผ่านได้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการป้องกัน และนี่เป็นปัญหาใหญ่เพราะของเสียอันตราย วัสดุใช้แล้ว ขยะที่มีส่วนผสมของสารเคมีอันตรายเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ง่าย ประเทศไทยวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่ภาคีของอนุสัญญาบาเซลเท่านั้น แต่เรายังให้การรับรอง Basel Ban Amendment ด้วย หมายถึงว่าประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองจากการห้ามนำเข้าส่งออกของเสียอันตรายทุกประเภท ไม่ว่าจะมีข้อยกเว้นหรือไม่ก็ตาม ถ้าบังคับใช้กฎหมายจริง เราปิดประตูตายสำหรับเรื่องนี้ได้ แต่ด้วยข้ออ่อนหรือการทุจริตต่างๆ อย่างที่บอก ก่อนจะมาถึงที่นี่ สหรัฐอเมริกากำลังจะส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์มายังประเทศไทยอีก 16 ตู้คอนเทน" พ็ญโฉมกล่าว
“สิ่งที่เราประเมินคือตอนนี้รัฐบาลไทยต้องการแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการเจรจาเอฟทีเอทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อทำนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนให้พัฒนาได้คล่องมากขึ้น แต่ไทยยังไม่มีนโยบายสำหรับ Remanufactured Goods ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หมุนเวียนที่สำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเจรจาของฝ่ายไทยหลายหน่วยงานยังไม่มีความเห็นที่ตรงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นต้น หน่วยงานเหล่านี้ยังมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่อง Remanufactured Goods ว่าจะควบคุมอย่างไร จะมีมาตรฐานอะไรเป็นแนวปฏิบัติในการอนุมัติให้มีการค้าขายกันได้” เพ็ญโฉมอธิบาย

อนาคตที่รออยู่ หากไทยไม่ทำอะไร
ความย้อนแย้งของประเด็นอยู่ที่ว่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นจัดว่าเป็นอันดับหนึ่งในด้านความเข้มงวด ประเทศสมาชิกทั้งหมดมีมติร่วมกันว่าไม่ให้ประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ส่งเศษพลาสติกไปยังประเทศภายนอกกลุ่ม
แต่เหตุที่สหภาพยุโรปได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านการคัดแยกขยะ บวกกับการร้องขอของประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการนำเข้าเศษวัสดุใช้แล้วหรือขยะเหล่านี้ สหภาพยุโรปจึงมีข้อผ่อนผัน ยกตัวอย่างประเทศไทยที่ขอผ่อนผันประมาณ 10 รายการ เช่น เศษโลหะ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด เศษกระดาษ ยางรถยนต์ หรือองค์ประกอบชิ้นส่วนของยานพาหนะต่างๆ เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนไทยสามารถนำเข้าขยะเหล่านี้มาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการหรือในโรงงานได้เลย ขณะที่ประเทศไทยยังคัดแยกขยะได้ไม่ดี ดังนั้น เวลาพูดถึงปัญหาขยะเพ็ญโฉมจึงเห็นว่าไม่สามารถโทษประเทศต้นทางอย่างเดียวได้ เพราะบริษัทผู้นำเข้าของไทยเองหลายครั้งเป็นผู้ก่อปัญหาด้วย
เพ็ญโฉมแสดงให้เห็นด้วยว่าประเทศไทยเป็นที่รองรับขยะจากนานาชาติ ทั้งยุโรป อเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลียต่างมีความพยายามส่งขยะมายังอาเซียน รายงานจากสำนักงานตำรวจสากลเผยว่าหลังจากจีนห้ามนำเข้าขยะก็มีการเคลื่อนย้ายขยะหลากหลายชนิดมาภูมิภาคอาเซียน และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่รับเข้ามาจำนวนมาก แม้จะมีความเคลื่อนไหวด้านการออกกฎหมายห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่โดยรวมก็ยังมีช่องโหว่
“ส่วนหนึ่งเพราะข้อตกลงการค้าเสรีทำให้การนำเข้าขยะในระยะ 10 ปีหลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ภาษีนำเข้าเหล่านี้กลายเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นภาระทางสิ่งแวดล้อมมหาศาล กรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นปีที่แล้ว บริษัท SCG นำเข้าขยะจากอเมริกาและยุโรป ศุลกากรตรวจพบว่ามีผ้าอนามัย หน้ากากอนามัย ผ้าอ้อมเด็กที่ใช้แล้ว เป็นขยะสกปรกหรือขยะเทศบาลซึ่งไทยห้ามนำเข้า คิดดูว่าแม้แต่บริษัทที่มีชื่อเสียงขนาดนี้ยังนำเข้าขยะประเภทนี้ ก็มีคำถามว่านำเข้ามาทำไม คาดว่าน่าจะนำเข้ามาใช้เป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงไฟฟ้าจากขยะ”
ด้วยความหละหลวมและไร้มาตรการที่เข้มงวด เพ็ญโฉมจึงมีข้อเสนอว่าการเจรจาเอฟทีเอครั้งนี้ถ้าจะมีเรื่องการจัดการขยะหรือของเสียกลับมาใช้ใหม่ สหภาพยุโรปควรเรียกร้องและตั้งเงื่อนไขให้ไทยยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศให้ชัดเจน ทั้งกฎหมายการควบคุมมลพิษ การใช้เทคโนโลยีสะอาด รวมถึงกฎหมายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษจากแหล่งกำเนิดสู่สิ่งแวดล้อมหรือ Pollutant Release and Transfer Register (PRTR) ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการปล่อยมลพิษของโรงงานต่างๆ อีกทั้งหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ OECD ในการรับประเทศเข้าเป็นสมาชิกก็คือประเทศนั้นต้องมีกฎหมาย PRTR
“เพราะฉะนั้นถ้าไม่สามารถหยุดการทำเอฟทีเอได้ เงื่อนไขด้านการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมควรเป็นประเด็นหลักที่ต้องต่อรองให้ได้” เพ็ญโฉม กล่าวสรุป
