มองไปที่ไหนก็มีแต่รายการดีเบตนโยบายหาเสียงพรรคการเมือง มองไปที่ไหนก็มีนักการเมืองมาปราศรัยหาเสียงเลือกตั้ง เพราะว่าช่วงนี้เทศกาลเลือกตั้ง สส.งวดเข้ามาทุกขณะ
เพื่อยั่วล้อไปกับเทศกาลการเมืองปี 2569 ประชาไท เลยไปชวนภาคประชาสังคมจากหลากหลายสาขา มาร่วมกันส่งข้อเสนอและนโยบาย "ทั้งในโจทย์เก่าที่ต้องมาแก้ และโจทย์ใหม่ที่ต้องจัดการ" ให้พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่นำไปผลักดัน
ไฮไลท์นโยบายจากภาคประชาชน ประกอบด้วย
สิทธิการทำแท้ง
- สิทธิการทำแท้ง การทำแท้งต้องไม่เป็นความผิด และต้องมีการรับประกันในรัฐธรรมนูญให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน
สิทธิด้านแรงงาน
- แก้ไขปัญหาความขาดแคลนแรงงาน และปัญหาสังคมสูงวัย
- SME ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ
- ระบบต่ออายุใบอนุญาตแรงงานข้ามชาติต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้วุ่นวาย หรือสร้างภาระให้นายจ้าง
- ผลักดันสิทธิของแรงงานข้ามชาติและชาวชาติพันธุ์ที่เป็นผู้ประกันตน สามารถสมัครเป็นบอร์ดประกันสังคม และมีสิทธิเลือกตั้งได้
- ยกระดับสิทธิการรวมตัว เพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงาน โดยรับอนุสัญญา ILO 87,98
สวัสดิการและสิทธิรักษาพยาบาล
- สร้าง "หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" รวมกองทุน สปส. สปสช. และกองทุนสวัสดิการข้าราชการ ทำสิทธิการรักษาพยาบาลให้เท่าเทียม
- มีบำนาญแห่งชาติ - เพิ่มเงินสวัสดิการให้ผู้สูงวัยใกล้เส้นความยากจน
- มีนโยบายด้านการศึกษาที่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน
ปัญหามลพิษ และสิทธิอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี
- ชุมชนและคนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชน
- สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม
- ผลักดันกฎหมาย PRTR ซึ่งบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรม และผู้ก่อมลพิษ ต้องเปิดเผยข้อมูลการถือครองสารเคมีอันตราย และการปล่อยมลพิษในสิ่งแวดล้อม
- ผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อแก้ไขปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ผลักดันเรื่องกฎหมาย Anti-SLAPP ให้ได้ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น และมีช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างปลอดภัย
ยกระดับสิทธิและคุณภาพชีวิตของชาวชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง
- ยกระดับสิทธิของชาวชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยไม่ต้องรอให้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเสร็จสิ้น
- มีนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชาวชาติพันธุ์อย่างยั่งยืน-ต่อยอดจากต้นทุนทางวัฒนธรรม ความรู้ และภูมิปัญญาของพวกเขา
- ควรมีโควตาสัดส่วนนักการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ในสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือควรมีการตั้งที่ปรึกษาสภา อบต. หรือ อบจ. สำหรับพื้นที่ที่มีคนชาติพันธุ์อาศัยเป็นจำนวนมาก
ทำแท้ง ต้องไม่ผิด
ชนฐิตา ไกรศรีกุล สมาชิกกลุ่มทำทาง ที่ทำงานเรื่องสิทธิทำแท้งอย่างปลอดภัยให้กับทุกคน แจก 2 ข้อเสนอจากกลุ่มถึงพรรคการเมือง ต้องเริ่มจากยกเลิกโทษอาญาสำหรับคนที่ทำแท้งไม่ว่าจะอายุครรภ์กี่สัปดาห์ก็ตาม เพื่อให้การทำแท้งอย่างปลอดภัยเป็นสิทธิที่เข้าถึงได้ทุกคน
ข้อเสนอจากภาคประชาสังคม มีทั้งหมด 3 ด้านหลักๆ ได้แก่
1. ปฏิรูปกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รับประกันสิทธิการทำแท้ง
- ต้องยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ที่ระบุว่าผู้หญิงที่ทำแท้งในอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไปถือว่ามีความผิด และมาตรา 302 ว่าด้วยความผิดของผู้ให้บริการทำแท้ง
- เดินตามรอยประเทศฝรั่งเศส รับประกันสิทธิทำแท้งไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าปล่อยให้สิทธิการทำแท้งเป็นนโยบายของรัฐมนตรีอย่างเดียว เวลาเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายก็มักถูกปรับเปลี่ยนตาม ทำให้สิทธิการทำแท้งมีความไม่แน่ไม่นอน ฉะนั้น การระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มันคือการประกันให้สิทธิการทำแท้งอย่างปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และไม่ใช่ความผิดตามกฎหมาย
ชนฐิตา ไกรศรีกุล (ถ่ายโดย แมวซาโบ)
2. สิทธิการทำแท้งต้องเข้าถึงได้
- ต้องให้สิทธิการทำแท้งครอบคลุมเข้าถึงทุกคน เพราะแม้ว่ากองทุนประกันสังคม ให้สิทธิการทำแท้งให้กับแรงงานข้ามชาติ และกองทุน สปสช. ให้สิทธิการทำแท้งแก้ประชาชนไทยก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง กลับพบปัญหาการเข้าถึงสิทธิ การใช้สิทธิภายใต้กองทุนประกันสังคมมีขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยาก หรือสิทธิจาก สปสช. ก็พบว่าไม่ใช่ทุก รพ.ที่จะรับบริการทำแท้ง ส่วน รพ.ที่ให้บริการกลับมีไม่มาก ดังนั้น ควรขยายการบริการให้เข้าถึงง่าย และเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
3. ยกระดับการบริการทำแท้งให้มีคุณภาพ ปราศจากอคติ
- แก้ไขอคติผู้ให้บริการทำแท้งที่ยังเข้มข้น ที่ผ่านมาผู้ที่ไปทำแท้งมักประสบปัญหา แพทย์มีการเสนอวิธีการคุมกำเนิดโดยที่ผู้ที่ไปทำแท้งไม่สมัครใจ หรือกำหนดเงื่อนไขขึ้นมาเอง แพทย์บางคนเสนอวิธีการคุมกำเนิดโดยการทำหมัน ทั้งที่ผู้มาขอรับบริการแค่อยากทำแท้ง เพราะต้องการผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้และยังอยากมีลูกอยู่ หรือแพทย์บางคนถึงกับตั้งกำแพงไว้เลยว่าหากมีการทำแท้งครั้งที่ 2 จะไม่ให้บริการอีกแล้ว กลายเป็นปัญหาอีกว่า การท้องไม่พร้อมสามารถเกิดขึ้นกับคนหนึ่งได้หลายครั้ง และกลายเป็นว่าคนกลุ่มนี้หาที่ทำแท้งยากขึ้น
- รัฐต้องมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลและศูนย์บริการทำแท้งให้มากขึ้น เพราะรัฐมักจะมีแนวคิดว่า การประชาสัมพันธ์จะทำให้คนแห่มาทำแท้ง ซึ่งเป็นมุมมองที่ไม่เป็นความจริง อีกทั้งสื่อที่ใช้ยังไม่หลากหลายทำให้คนพิการเข้าถึงยาก และไม่มีความละเอียดอ่อนเรื่องเพศ โดยเฉพาะกลุ่มคนนอน-ไบนารี กลุ่มคนที่เป็นทอม เลสเบียน ที่เขาท้อง และต้องการทำแท้ง
โจทย์ใหญ่ขาดแคลนแรงงานข้ามชาติ
ขณะที่ในด้านนโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติ ภาคประชาสังคมให้ความเห็นว่า ปัจจุบัน รัฐบาลมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหา 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย
- การขาดแคลนแรงงานข้ามชาติอย่างฉับพลัน ซึ่งมีการประเมินตัวเลขคร่าวๆ อยู่ที่ 7-8 แสนคน ปัญหานี้ก็เป็นผลมาจากความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาที่ลากยาวมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา (2568) ทำให้แรงงานกัมพูชาหอบกระเป๋าเดินทางกลับประเทศต้นทางเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง มติ ครม. เจ้ากรรมก็ไม่ต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แรงงานกัมพูชาอีก
ประเด็นนี้ยังถูกซ้ำเติมจากปริมาณการนำเข้าแรงงานพม่าที่ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากกองทัพพม่าปลุกผีมาตรการบังคับเกณฑ์ทหารมาใช้ คนพม่าที่ไม่อยากสู้รบ และต้องการมีชีวิตดีกว่าก็พยายามเดินทางออกนอกประเทศ ทางการพม่าก็เลยมาใช้มาตรการที่เข้มงวดสำหรับคนพม่าที่เดินทางออกนอกประเทศมากขึ้น ไม่งั้นอาจไม่มีคนที่จะมาเกณฑ์เป็นทหาร
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานมาแล้ว โดยเมื่อกลางปี 2568 คณะรัฐมนตรีนำโดยแพทองธาร ชินวัตร มีมติเห็นชอบให้ผู้ลี้ภัยที่อาศัยในค่ายพักพิงชั่วคราวฯ สามารถทำงานนอกค่าย เพื่อทดแทนกำลังแรงงานกัมพูชาที่หายไป แต่ในทางปฏิบัติกลับมีอุปสรรคค่อนข้างมาก ทั้งการออกแบบระบบให้ผู้ลี้ภัยออกมาทำงานที่แสนจะยุ่งยาก และใช้เวลานาน โดยผู้ลี้ภัยที่เป็นวัยทำงานในค่ายมีอยู่ราว 40,000 คน แต่ได้ออกมาทำงานเพียงจำนวนพันนิดๆ เท่านั้น
นอกจากนี้ ผู้ลี้ภัยหลายคนประสบปัญหาด้านการปรับตัวเข้ากับงานใหม่ เพราะการทดแทนแรงงานกัมพูชาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะงานตัดอ้อยหรือการเก็บลำไย ล้วนแต่เป็นงานที่หนัก และต้องการทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวพอสมควร
แม้ว่ากระทรวงแรงงานเคยพยายามทำ MOU นำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ เช่นประเทศศรีลังกา แต่ก็พบว่าไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้มากนัก ขณะที่มีความพยายามนำเข้าแรงงานจากบังคลาเทศด้วย แต่โดนท้วงติงจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ทำให้ปัญหานี้ยังคงคาราคาซังมาจนถึงตอนนี้
อดิศร เกิดมงคล
ระบบต่ออายุฯ ไร้ประสิทธิภาพ
- ปัญหาระบบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานข้ามชาติ 4 สัญชาติรูปแบบใหม่ มีข้อวิจารณ์ว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก การดำเนินการล่าช้า นายจ้างต้องจ่ายเงินค่านายหน้ามากขึ้น และกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้แรงงานข้ามชาติกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
ข้อมูลจาก MWG ประเมินด้วยว่า แรงงานข้ามชาติที่กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เพราะความผิดพลาดจากระบบบริหารจัดการของรัฐอาจสูงถึงเกือบล้านคน (จากจำนวนแรงงานข้ามชาติในระบบราว 3-4 ล้านคน) หากนับเฉพาะแรงงานกัมพูชา และเมียนมา จะมีจำนวนราว 600,000-700,000 คน และถ้ารัฐบาลยังไม่เร่งแก้ไข ก็มีแนวโน้มที่จะมีแรงงานผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น
- เบื้องต้น ภาคประชาสังคมมีมีข้อเสนอ 2 ระยะ แบ่งเป็นระยะสั้น รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และต้องมีการปฏิรูปแก้ไขปัญหาระบบการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ
- ระยะยาว รัฐบาลต้องทบทวนแก้ไขปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงวัย ซึ่งปัญหานี้มีแนวโน้มจะหนักหนาขึ้นในอนาคต
- เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การวางแผนการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หากประเทศไทยต้องการลงทุนหรือสนับสนุนธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งจะมีคู่แข่งอย่างประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรืออังกฤษ เรามีแผนจะนำเข้าแรงงานทักษะประเภทไหนเข้ามา และเราจะแข่งกับประเทศเหล่านี้อย่างไร ดังนั้น หากไทยมีแผนพัฒนาที่ชัดเจน เชื่อว่าจะทำให้การบริหารแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ มีร่างกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน อีก 3 ฉบับที่เป็นโจทย์รัฐบาลต่อไปต้องนำมาพิจารณาทบทวนและแก้ไข เพื่อยกระดับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ได้แก่
- ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประมง ฉบับล่าสุด ซึ่งตัดกลไกลป้องกันและติดตามเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนออกไปทั้งหมด ทำให้มีข้อกังวลว่าจะกระทบกับการค้า-การส่งออกระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มสมาชิกสหภาพแห่งชาติยุโรป (EU) ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงาน
- แก้ไข พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และ พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งต้องมีการออกแบบให้ระบบบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระของนายจ้าง และแรงงาน
แรงงานข้ามชาติควรมีสิทธิเลือกตั้ง-เป็นบอร์ดประกันสังคม
- รมว.แรงงาน ต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการกำหนดนโยบายการจัดการบริหารแรงงานข้ามชาติ เพราะแต่เดิมมักอยู่แค่ในมือของข้าราชการประจำเป็นหลัก ทำให้ออกแบบนโยบายจากมุมมองของข้าราชการ ส่วนภาคเอกชนมีแค่สภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าเท่านั้นที่อาจมีบทบาทเข้าไปเป็นกรรมการนโยบาย แต่ปัญหาที่เจอบางทีเป็นส่วนของกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ซึ่งเป็นอีกกลจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเช่นกัน ฉะนั้น รัฐบาลใหม่ควรเพิ่มสัดส่วนของกรรมการนโยบายฯ ให้มีสัดส่วนของผู้ประกอบการ SME เข้ามาร่วมออกแบบนโยบายบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ
- ยกระดับการมีส่วนร่วมของแรงงานข้ามชาติ และแรงงานชาวชาติพันธุ์ ให้มีสิทธิเลือกตั้งและสมัครเป็นสมาชิกบอร์ดประกันสังคมได้ เพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้ได้มาร่วมสะท้อนปัญหา ร่วมคิด ไปจนถึงร่วมพัฒนาสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับพวกเขา
- ยกระดับให้กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงเกรด A หรือ A - เพราะในอดีตพรรคการเมืองมักมองว่ากระทรวงแรงงานไม่ได้เป็นกระทรวงหลัก และจะส่งรัฐมนตรีที่ไม่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการเข้ามานั่งเก้าอี้ รมต. ทำให้การบริหารจัดการนโยบายจะตกไปอยู่ในมือของข้าราชการประจำ และจะทำให้ปัญหาที่มีอยู่เดิมไม่ได้รับการแก้ไข วนลูปไปเรื่อยๆ
ยกระดับสิทธิการรวมตัวของแรงงาน
ถัดจากเรื่องนโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติ ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิจัยเรื่องแรงงาน เสนอนโยบายในภาพรวมของสิทธิแรงงาน มีโจทย์สำคัญทั้งหมด 4 ข้อ ประกอบด้วย
- เรื่องการยกระดับสิทธิการรวมตัวของแรงงาน
ข้อมูลจากองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 อัตราส่วนแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน คิดเป็นจำนวน 5.51% จากจำนวนคนไทยที่อยู่ในระบบการทำงาน ประมาณ 40 ล้านคน ซึ่งสะท้อนการรวมตัว และอำนาจการต่อรองที่ต่ำของแรงงานไทย สาเหตุหลักมาจากทั้งการขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ เมื่อไม่มีการรวมตัว แรงงานก็กลายเป็นคนไร้เสียง ไร้อำนาจต่อรอง ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่าย
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือการส่งเสริมนโยบายการรวมตัวต่อรองอย่างจริงจัง โดยการรับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยสิทธิการรวมตัวต่อรอง และแก้ไข พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ เพื่อให้แรงงานทุกคนมีสิทธิการรวมตัว เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน
แก้ปัญหา Work 'ไร้' Balance
- ประเด็นเรื่อง "Work-life balance" เพราะปัจจุบันแรงงานถูกบีบให้ทำงานหนัก โดยเฉพาะกฎหมายที่ระบุให้ทำงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6 วัน และประกอบกับค่าจ้างที่ต่ำ ทำให้แรงงานต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองให้ทำงานนอกเวลาทำงาน (โอที) หารายได้เสริมจุนเจือชีวิตและครอบครัว
ข้อเสนอของภาคประชาสังคม และนักสิทธิแรงงาน จึงมองว่า รัฐบาลต้องยกระดับค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเปลี่ยนแนวคิดการกำหนดค่าจ้างให้พอเลี้ยงชีพแค่คนงานคนเดียว และหันมาใช้แนวคิดหลักเกณฑ์ "ค่าจ้างเพื่อชีวิต" (Living Wage) โดยแนวคิดคร่าวๆ ก็คือ ค่าจ้างขั้นต่ำที่แรงงานได้รับต้องสามารถเลี้ยงดูตัวเอง และสมาชิกครอบครัวได้อย่างสมศักดิ์ศรีนั่นเอง และวกกลับไปข้อแรก พวกเขายังมองว่าถ้าเกิดมีสหภาพแรงงานก็จะเกิดการเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง และทำให้เกิดการแบ่งปันผลกำไรอย่างเหมาะสม บรรเทาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ประการต่อมา แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ดีขึ้น โดยการลดชั่วโมงการทำงานจากเดิมให้เหลือ 40 ชม./สัปดาห์ และให้การคุ้มครองครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงแรงงานแพลตฟอร์มที่ตกหล่นจากคุ้มครองสิทธิฯ เนื่องจากรัฐไทยยังนิยามการจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มว่าเป็น "การจ้างทำของ"
- ดึงการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมออกมาจากระบบข้าราชการ และเปลี่ยนเป็น "องค์กรอิสระ" หรือองค์การมหาชน ซึ่งอาจจะอยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงแรงงาน โดยใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม หรือก็คือให้ฝ่ายนายจ้าง ผู้ประกันตน จนถึงข้าราชการ มาบริหารงานร่วมกัน เพื่อทำให้การบริหารงานมีความโปร่งใสมากขึ้น มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกันตน
- รัฐบาลต้องปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงานทุกฉบับ เนื่องจากกฎหมายเดิมมีความล้าสมัย และตอนนี้มีการจ้างรูปแบบที่หลากหลายเกิดขึ้นมามากมายทำให้กฎหมายที่มีอยู่เดิมไม่เท่าทันต่อการจ้างงานเหล่านี้ ดังนั้น ควรต้องมีการปฏิรูปกฎหมายให้ทันสถานการณ์ ไม่ทำให้ใครหลุดออกจากการคุ้มครองของกฎหมาย หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากการจ้างงานที่เปลี่ยนไป
นโยบายผู้สูงวัย-รวมกองทุนหลักประกันสุขภาพ
สำหรับในประเด็นเรื่องสวัสดิการและนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงวัย สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ขับเคลื่อนประเด็นด้านนโยบายสุขภาพและสวัสดิการมายาวนาน ได้แสดงความเห็นส่วนตัวว่า มีข้อเสนอรวม 5 ข้อ ประกอบด้วย
- ด้านนโยบายผู้สูงวัย และสวัสดิการด้านการรักษา ภาคประชาสังคมเสนอให้พรรคการเมืองมีนโยบายปฏิรูปหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยทันที โดยรวมกองทุน 3 กองทุนเข้าด้วยกัน ได้แก่ กองทุนประกันสังคม บัตรทอง และกองทุนข้าราชการ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน
พรรคการเมืองควรมีนโยบายการปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น ‘บำนาญประชาชน’ และมีการเพิ่มเงินให้เข้าใกล้เส้นความยากให้ได้มากที่สุด
อนึ่ง ข้อมูลจากสภาพัฒน์ เมื่อปี 2567 ระบุว่าเส้นความยากจนตอนนี้อยู่ที่ 3,078 บาทต่อเดือน
สำหรับนโยบายต่ออายุเกษียณการทำงาน ภาคประชาสังคมมองว่า คนที่ได้รับอานิสงส์จะเป็นแรงงานในภาคส่วนระบบจ้างงานบริษัท ข้าราชการ หรือแรงงานในกองทุนประกันสังคม ซึ่งการขยายอายุราชการควรมีการพิจารณาเป็นรายหน่วยงาน โดยเริ่มจากหน่วยงานที่ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร เช่น ระบบสาธารณสุข
ทั้งนี้น่าสนใจว่าที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุข มักมีข่าวตามหน้าสื่อบ่อยๆ ว่ามีแพทย์และพยาบาลออกจากระบบโรงพยาบาลรัฐจำนวนมาก ทำให้แพทย์บางคนต้องควงเวร ทำงานเป็นระยะเวลานานติดต่อกันเกินมาตรฐานแรงงานไปไกล
- กระทรวงศึกษาธิการควรมีการปฏิรูประบบการศึกษา โดยรับประกันว่าเด็กทุกคน ทั้งเด็กไทยและลูกหลานแรงงานข้ามชาติ สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดี ‘เรียนฟรี’ และไม่หลุดออกจากระบบกลางทาง
- ควรมีกำกับค่าใช้จ่ายในการเรียนโปรแกรมหลักสูตร 2 ภาษา ให้อยู่ในระดับที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
โจทย์มลพิษ-โรงงานอุตสาหกรรม ต้องมีแผนชัดเจน
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ และทำงานเรื่องมลพิษมานาน ได้ฝากโจทย์ถึงรัฐบาลในการแก้ไขปัญหามลพิษและโรงงานรีไซเคิล ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำลายระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ที่โรงงานประเภทนี้ได้เข้าไปตั้ง
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง
- โจทย์แรกคือการแก้ไขปัญหาการขยายตัวของโรงงานกลุ่มรีไซเคิลและคัดแยกกากอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเร็วมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และอุตสาหกรรมกลุ่มนี้เป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษสูง สร้างผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง
- เมื่อปัญหาโรงงานรีไซเคิลขยายตัว ก็ตามมาด้วยปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ปะปนเข้ามาพร้อมกับตู้คอนเทนเนอร์สินค้าประเภทต่างๆ เพราะผู้ประกอบการต้องการเอาขยะเหล่านี้มารีไซเคิลในประเทศไทย แม้ว่าไทยจะมีกฎหมายห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม แต่การตรวจสอบและควบคุมยังคงมีปัญหา
- โจทย์ของการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมาจากการที่ผู้ประกอบการต้องการที่จะลดต้นทุนการกำจัดของเสียของตัวเอง และใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม จนเป็นปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่
ยกตัวอย่าง โรงงานวินด์ โพรเสส บ้านหนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งลักลอบฝังกลบสารเคมีอันตรายอย่างไม่ได้มาตรฐานในพื้นที่ของโกดังโรงงาน และรัฐบาลต้องมาใช้งบประมาณในการบบำบัด และฟื้นฟูเยียวยานับหลายล้านบาท ซึ่งเงินค่าใช้จ่ายมาจากภาษีประชาชน
รัฐบาลใหม่ ควรต้องมีการพิจารณาแก้ไขเรื่องโรงงานรีไซเคิลและคัดแยกขยะที่ไปตั้งอยู่ในเขตปลอดภาษีอากร (Free Trade Zone) ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศุลกากร และมีอยู่หลายแห่งในประเทศไทย
ข้อมูลจากภาคประชาสังคม พบว่า ทีมสุดซอยซึ่งเป็นทีมงานของ ‘ขิง’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม เคยเข้าไปตรวจสอบในเขตปลอดอากร และพบการกระทำผิดแทบทุกโรงงาน ยกตัวอย่าง การประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต (รง.4) ต่อให้มีใบอนุญาตฯ แต่ขั้นตอนการประกอบการไม่เป็นไปตามกฎหมาย โรงงานหล่อหลอมโลหะแอบเก็บของเสียหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กฎหมายไทยห้ามนำเข้า หรือมีการแจ้งร้องเรียนว่าโรงงานในเขตปลอดอากรลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่ได้มีการดำเนินการอะไร เรื่องเหล่านี้ทำให้ภาคประชาสังคมมองว่าเขตปลอดอากร ไม่ได้ปลอดแค่ภาษี แต่ปลอดการตรวจสอบและกำกับดูแล
- ภาคประชาสังคม เสนอว่ารัฐบาลต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า เราต้องการเป็นพื้นที่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมอะไร อุตสาหกรรมอะไรที่เราจะส่งเสริม หรืออุตสาหกรรมประเภทไหนที่ไทยจะไม่ส่งเสริมและควรมีอย่างจำกัด นอกจากนี้ ควรมีนโยบายและกฎหมายในการควบคุมกำกับดูแลอย่างจริงจัง มีมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
- พรรคการเมืองควรผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน ที่ค้างจากสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่แล้วต่อให้สำเร็จ เพราะร่างแก้กฎหมายดังกล่าวจะเพิ่มความเข้มงวดเข้าไปกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม มีมาตราให้ต้องต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทุก 5 ปี บังคับให้ผู้ประกอบการต้องวางหลักประกันความเสียหายจากโรงงานอุตสาหกรรม เพราะรัฐบาลจะได้นำเงินจากเอกชนมาใช้ฟื้นฟูเยียวยาหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แทนที่จะต้องไปใช้เงินจากภาษีประชาชน
ดังนั้น ทางภาคประชาสังคม ก็คาดหวังว่าหลังจากมี ครม.ชุดใหม่ภายใน 60 วัน อยากให้มีการเสนอให้ร่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน มาพิจารณาต่อสภาฯ สมัยที่แล้ว
ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนา
- นอกจากโจทย์ด้านมลพิษ และโรงงานอุตสาหกรรม สุภาภรณ์ มาลัยลอย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ได้มีข้อเรียกร้องถึงพรรคการเมืองต้องช่วยยกระดับให้ท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมกำกับกำหนดนโยบายโครงการพัฒนาในพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของสิทธิชุมชน เจ้าของพื้นที่ ที่จะได้เข้าไปจัดการทรัพยากร และร่วมพัฒนาท้องที่ของตัวเอง
สุภาภรณ์ มาลัยลอย
จัดการปัญหาขยะ-ป้องกันฟ้องกลั่นแกล้ง
- ทบทวนแผนการบริหารจัดการขยะ จากแต่ของเดิมที่เราเน้น “สร้างโรงงานขยะ” จำนวนมากจนตอนนี้กลายเป็นปัญหามลพิษในหลายภูมิภาค เปลี่ยนมาเป็นการบริหารจัดการขยะที่เน้นการ ‘ลดขยะ’ โดยรัฐต้องมีกฎหมายที่ควบคุมเรื่องการผลิต การคัดแยก และการใช้ซ้ำ และต้องลดขยะให้เหลือแค่ขยะที่จำเป็นต้องฝังกลบหรือเผาให้น้อยที่สุด โรงงานขยะไม่ต้องมีเยอะ แต่ต้องเน้นที่คุณภาพ และต้องมีการรับประกันว่าโรงขยะจะให้ความสำคัญทั้งในเรื่องมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม
เนื่องด้วยปัญหาที่ผ่านมา ภาครัฐมักให้ความสำคัญกับแค่การสร้างโรงไฟฟ้าขยะไปเรื่อยๆ และไม่มีแผนการจัดการขยะที่ชัดเจน โรงงานในไทยก็จะเน้นสร้างขยะ และนำเข้าขยะจากภายนอกเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่ปัญหาชุมชน ที่ได้รับผลกระทบทางด้านมลพิษ การแย่งยึดกว้านซื้อที่ดินและน้ำเพื่อมารองรับการทำโรงไฟฟ้าขยะ
- รัฐต้องเร่งผลักดันมาตรการผลักดันกลไกป้องกันปัญหารการฟ้องกลั่นแกล้ง หรือเป็นรูปธรรมคือกฎหมาย “Anti-SLAPP” เพื่อคุ้มครองสิทธิในการแสดงความเห็นของประชาชนที่ออกมาส่งเสียงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือร้องเรียนปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่
- สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยการทบทวนวิธีพิจารณาคดีศาลปกครอง เพราะความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากรัฐหรือเอกชนรายใหญ่ ชาวบ้านต้องไปฟ้องร้องศาลด้วยตัวเอง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือชาวบ้านไม่ได้มีทุนทรัพย์หรือเวลาในการสู้คดี
ยกตัวอย่าง ผู้ก่อมลพิษที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นต่อศาล เพื่อยืนยันว่าการดำเนินการของพวกเขาในการจัดการมลพิษมันครบถ้วนและเพียงพอ แต่ชุมชนที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เสียหายรุนแรง ได้รับผลกระทบทางด้านชีวิต และการประกอบอาชีพดั้งเดิม การจะมีทรัพย์สินไปจ้างหรือเข้าถึงข้อมูลพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อมาสู้คดีในชั้นศาลจึงเป็นเรื่องยากเข็ญ ภาคประชาสังคม จึงมองว่าคงจะดีไม่น้อย ถ้ามีวิธีการพิจารณาคดีที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนเข้าถึงการพิสูจน์หลักฐานที่สามารถต่อสู้คดีความกับอีกฝ่ายหนึ่งได้มากขึ้น
ต้องผลักดันกฎหมาย PRTR ให้สำเร็จ
- สิ่งที่ภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เห็นตรงกันคืออยากให้พรรคการเมืองต่างๆ ผลักดัน พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ให้สำเร็จ เพราะกฎหมายดังกล่าวจะบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมและผู้ก่อมลพิษต้องเปิดเผยข้อมูลการถือครองและปล่อยสารพิษ/สารเคมีทั้งบนดิน บนอากาศ และในน้ำ โดยข้อมูลจะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ ไม่ต้องมาส่งเอกสารขอข้อมูลให้ซับซ้อนยุ่งยาก
- นอกจากนี้ กฎหมาย PRTR จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อมกับการจัดการโรงงานอุตสาหกรรม เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย (กระทรวงมหาดไทย) เป็นต้น เพราะเมื่อหน่วยงานและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ก็จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายและการจัดการปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในภาพรวมหมายถึงว่าประชาชนสามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
- สถานการณ์ของร่างกฎหมาย PRTR เดิมอยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะประกาศยุบสภาฯ ในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ทำให้ร่างกฎหมายตกไป แต่ก็ไม่อับโชคเสียทีเดียว เพราะหากเรามีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ ตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถยื่นให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติได้ หากรัฐสภามีมติ ‘เห็นชอบ’ ก็สามารถพิจารณาค้างจากจุดเดิม หรือในวาระที่ 2 ของสภาฯ
ยกระดับและพัฒนาสิทธิชาติพันธุ์-ชนเผ่าพื้นเมือง
สำหรับสิทธิชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง แม้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมา (2568) จะมีการประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 (พ.ร.บ.ชาติพันธุ์) อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่ภาคประชาสังคมยังคงมองว่าการคุ้มครองสิทธิชาวชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองยังคงอ่อนแอ เนื่องจากระหว่างการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ วาระที่ 2 มีการตัดมาตราสำคัญๆ ออกไปหลายตัว ยกตัวอย่าง การตัดคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ออกจากตัวกฎหมาย ทำให้คนที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ (Indigeous) เข้าไม่ถึงการคุ้มครองสิทธิ
ดังนั้นภารกิจการยกระดับสิทธิและคุณภาพชีวิตของชาวชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองยังมีโจทย์ให้ต้องทำกันต่อ สำหรับพชร คำชำนาญ จากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ให้ความเห็นว่า มีโจทย์หลักๆ 4 ข้อที่พรรคการเมืองควรเสนอเป็นนโยบาย หรือรัฐบาลต้องทำต่อ ประกอบด้วย
โจทย์ที่ 1 : การจัดการทรัพยากรและที่ดินของชาวชาติพันธุ์
- ยุติความขัดแย้งระหว่างรัฐและกลุ่มชาติพันธุ์ ควรเปลี่ยนมุมมองของชาวชาติพันธุ์จากกลุ่มคนที่ ‘บุกรุกป่า’ ให้กลายเป็น ‘เจ้าของพื้นที่’ และมองเขาในบทบาทใหม่ที่เป็น ‘ผู้พิทักษ์ป่า’ ดึงให้พี่น้องชาติพันธุ์เข้ามาเป็นหุ้นส่วนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยกัน
- เรื่องที่พรรคการเมืองนำเสนอและต้องผลักดันทันทีคือการผ่านกฎหมายลำดับรอง มาประกอบกับตัว พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะว่าจะเป็นหัวใจสำคัญในการยุติความขัดแย้งในพื้นที่ป่า โดยจัดการผ่านแนวทาง ‘โฉนดชุมชน’ หรือสิทธิในการครอบครองพื้นที่ระหว่างชุมชน
การจัดการตามแนวทางโฉนดชุมชน คืออะไร ?
- ต้นตอของปัญหาก่อนหน้านี้ของชาวชาติพันธุ์คือรัฐมีนโยบายประกาศเขตรัฐทับที่ดินชาวบ้านหรือชุมชน เช่น พื้นที่ป่าไม้ทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เป็นต้น จนทำให้ชาวชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าต้องถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลของ P-move ประเมินว่ามีอย่างต่ำ 5 หมื่นคดี
- ในมุมมองของภาคประชาสังคม มองว่าแม้ว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะมีนโยบายเช่นการผ่อนปรนการใช้ที่ดิน แต่ว่าสำหรับพวกเขามองว่าเรื่องของที่ดินเป็นเรื่องที่สำคัญ และเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคน ไม่สามารถประนีประนอมได้ การแก้ไขปัญหาจึงควรเพิกถอนที่ดินของรัฐออกไปจากที่ดินของประชาชนหรือชุมชนเสีย
- อย่างไรก็ดี การเพิกถอนแนวเขตของรัฐออกไปยังไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาโดยการออกโฉนดที่ดินแก่ประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรมีมาตรการจัดการที่ดินหลังจากนั้น เพราะหากมีการออกโฉนดที่ดินหรือเพิกถอนที่ดินรัฐโดยไม่ทำอะไร ก็จะไปสู่ปัญหาที่เอกชนเข้าไปกว้านซื้อที่ดินจำนวนมาก และทำให้ปัญหาสถานการณ์ที่ดินที่กระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมันรุนแรงมากขึ้นนั่นเอง
- ภาคประชาสังคมจึงมีการเสนอแนวคิดเรื่อง "โฉนดชุมชน" ซึ่งเป็นมาตรการที่ดินที่จะไม่ให้หลุดมือไปจากชุมชน โดยชุมชนจะมีสิทธิบริหารจัดการหรือว่าออกกฎเกณฑ์-กติกาการจัดการที่ดินได้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ต่างๆ สมมติกลุ่มชาติพันธุ์จัดการพื้นที่ร่วมกัน มีการแบ่งพื้นที่ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ป่าชุมชน รวมประมาณ 1 หมื่นไร่ ก็คือชุมชนสามารถบริหารจัดการแบ่งโซนนิง และมีกติกาบริหารจัดการร่วมกัน เช่น การใช้สารเคมีทำการเกษตร ทำไร่หมุนเวียน ทำแนวกันไฟ หรือห้ามขายที่ดินให้คนภายนอก โดยกรรมสิทธิ์จะเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันทั้งชุมชน ไม่มีใครเป็นเจ้าของคนเดียว
- ‘ระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน’ ซึ่งเป็นวิถีการทำกินเฉพาะของชาวชาติพันธุ์ ที่ผ่านมาชาวกะเหรี่ยงมักจะถูกคุกคามและถูกมองจากสังคมด้วยอคติ รัฐบาลควรมีมาตรการหรือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องไร่หมุนเวียน ให้ไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรกรรมเชิงนิเวศ สร้างความเข้าใจต่อสังคมในเรื่องนี้
- ต้องมีกลไกในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินและทรัพยากร โดยการตั้งเป็นคณะกรรมการในระดับพื้นที่ โดยมีตัวแทนจากทุกฝ่ายทั้งภาคประชาสังคม ภาครัฐ และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อพิจารณาเรื่องแนวเขต และสิทธิในที่ดิน
พชร คำชำนาญ
โจทย์ที่ 2 : สิทธิในฐานะมนุษย์
- ปัจจุบัน ยังมีชาวชาติพันธุ์จำนวนมากที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ทำให้พวกเขายังคงเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและสวัสดิการต่างๆ เช่น สิทธิบัตรทอง เบี้ยยังชีพ การศึกษา เป็นต้น ภาคประชาสังคมจึงเสนอว่าระหว่างการรอพิสูจน์สัญชาติตามมติ ครม. ภาครัฐสามารถดำเนินการให้สิทธิและสวัสดิการได้เลย โดยไม่ต้องรอให้ขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติเสร็จสิ้นทั้งหมดจบกระบวนการ
- อยากให้มีมาตรการ Fast-Track ในการพิสูจน์สัญชาติไทย โดยใช้หนังสือรับรองความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งออกโดยสภาคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นองค์กรตาม พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ และลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องของส่วยสัญชาติที่กำลังเป็นปัญหาอยู่
- อยากให้มีการตั้งกองทุนสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการรอพิสูจน์สถานะบุคคล ยกตัวอย่าง การจัดตั้งงบประมาณกลางเพื่อดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย
โจทย์ที่ 3 : นโยบายพัฒนาฐานเศรษฐกิจชาวพันธุ์ เพื่อสร้างรายได้จากต้นทุนทางวัฒนธรรม ความรู้ หรือภูมิปัญญาของพวกเขาอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ไม่ใช่การเอาความคิดของคนข้างนอกหรือกลุ่มทุนที่อาจจะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตเข้าไปใส่ และเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวชาติพันธุ์ต้องถูกบีบให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
- จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ ภายใต้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับทางศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เพื่อจดทะเบียนลิขสิทธิ์ชุมชน เช่น การคุ้มครองลายผ้าประจำตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ เครื่องดนตรี และความรู้ด้านสมุนไพร เพื่อป้องกันการนำเอาไปแอบอ้าง หรือการจดลิขสิทธิ์โดยกลุ่มทุนเอกชนฝ่ายเดียว
- สนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างศูนย์เรียนรู้และวิสาหกิจของชุมชนในพื้นที่ และให้ชาวชาติพันธุ์มีสิทธิเข้าถึงแหล่งทุนวิสาหกิจชุมชน โดยให้วิสาหกิจชุมชน สามารถใช้มรดกทางภูมิปัญญาที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายชาติพันธุ์ เพื่อให้รัฐนำไปค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารรัฐ
โจทย์ที่ 4 : การมีส่วนร่วมของการเมืองพหุวัฒนธรรม
- ชาวชาติพันธุ์ควรมีอำนาจในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมเวลาที่มีโครงการพัฒนาจากทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าไปในพื้นที่ของพวกเขา หรือพูดง่ายๆ คือ หากมีโครงการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่ของชาวชาติพันธุ์ ต้องได้รับความยินยอมจากกลุ่มชาติพันธุ์เจ้าของพื้นที่
- ควรมีโควต้านักการเมืองจากกลุ่มชาติพันธุ์ในสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น ให้มีสัดส่วนที่ปรึกษาด้านชาติพันธุ์ในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในพื้นที่ที่มีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์หนาแน่น
ข้อมูลเสริมเล็กน้อยสำหรับจำนวนประชากรชาวชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวนมากกว่า 60 กลุ่ม และมีจำนวนประชากร 6 ล้านคน (คิดเป็น 13.93% หรือ 1 ใน 7 ของจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ)
หมายเหตุ เมื่อ 27 มกราคม 2569 เวลา 13.34 น. ประชาไททำการแก้ไขในส่วน สุรีรัตน์ ตรีมรรคา จากเดิมที่ระบุว่าเป็น "สมาชิกจากสภาองค์กรของผู้บริโภค" เปลี่ยนเป็น "เป็นผู้ขับเคลื่อนประเด็นด้านนโยบายสุขภาพและสวัสดิการมายาวนาน" ประชาไทต้องขออภัยในความผิดพลาดไว้ ณ ที่นี้
