Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"ทุกๆ โรงงานจะบอกว่าเขามีระบบบำบัดทั้งอากาศและน้ำเสียเอาไว้แล้ว แต่ที่เราเห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน คลองประปาน้ำเน่า โรงหลอมเวลาควันขึ้นเหม็นหรือหอม น้ำก็เน่า เหม็นก็เหม็น พอเราไปตรงที่ไม่สะอาด แมลงวันเยอะมาก หนอน แมงสาบ หนู พวกนี้ก็เป็นตัวพาหนะนำโรค"

"มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่พูดมา มันมีสิ่งที่เลวร้ายมากกว่าแล้วมันเกิดจากความไม่รับผิดชอบของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม" 

สุณิสา โชติกเสถียร ชาวบ้าน ต.บางโทรัด อ.เมือง สมุทรสาคร อายุ 64 ปี กล่าวระหว่างเปิดงานจัดอบรมเฝ้าระวังมลพิษ ที่ศาลาอเนกประสงค์ วัดบางปิ้ง ต.นาดี อ.เมือง สมุทรสาคร เมื่อ 5 ต.ค. 2568 

คนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ หรือเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากพวกเขามักจะอยู่ที่บ้านเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากวัยรุ่นวัยทำงานที่มักจะเดินทางไปทำงานนอกพื้นที่ตอนเช้า และกลับมาบ้านอีกทีก็ช่วงค่ำแล้ว 

โฆษณา - Advertising

สุณิสา เล่าให้ฟังว่า งานอบรมก็จะมีการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ว่าหากเราเจอผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ต้องสังเกตการณ์และจดบันทึกข้อมูลมลพิษอย่างไร หรือเราจะใช้สิทธิชุมชนในการตรวจสอบและร้องเรียนโรงงานอย่างไร

ความพยายามออกมาเรียนรู้และรับมือมลพิษของชาวสมุทรสาคร เป็นผลสืบเนื่องของปัญหามลพิษที่สะสมมาอย่างยาวนานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเน่าเสีย ฝุ่นควันจากโรงหล่อหลอมและโรงงานรีไซเคิล กลิ่นเหม็นที่รบกวนการใช้ชีวิตอย่างหนักหน่วง และเลวร้ายที่สุดคือการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน

นอกจากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ปัจจุบันข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศเผยว่า ในจังหวัดสมุทรสาคร มีจำนวนโรงงานอยู่ที่ประมาณ 5,817 แห่ง ซึ่งปริมาณโรงงานที่มากโข ทำให้ประชาชนสมุทรสาครต้องประสบปัญหามลพิษในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เรื่องน้ำที่เน่าเสีย ขยะในชุมชนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงฝุ่นควัน PM 2.5 และสารไดออกซินที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็ง

สัดส่วนจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่สมุทรสาคร เมื่อ ก.ย. 2568

เมื่อปี 2563 รายงานค่าการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 จากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พบว่า จังหวัดสมุทรสาครเป็นหนึ่งในพื้นที่ของประเทศไทยที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลกไปเกือบ 4 เท่า ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมาก โดยพบว่าค่าสูงสุดรายเดือนที่ คพ. เคยวัดได้อยู่ที่ 195 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจำนวนวันที่มีค่าเกินมาตรฐานเคยสูงต่อเนื่องนานถึง 41 วัน

“โรงงานอุตสาหกรรมเป็นแหล่งก่อเกิดฝุ่นละอองทั้ง 2 ประเภทมากที่สุด (ในปี 2567) กล่าวคือ ภาคอุตสาหกรรมทำให้เกิดฝุ่น PM10 สูง 70,633 ตันต่อปี และฝุ่น PM2.5 สูงถึง 44,228 ตันต่อปี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับภาคการจราจรปล่อยฝุ่น PM10 อยู่ที่ 203 ตันต่อปี และฝุ่น PM2.5 จำนวน 197 ตันต่อปี” มูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุ

ภาพเปรียบเทียบฝุ่น PM10 และ PM2.5 ที่ปลดปล่อยในสมุทรสาคร เมื่อปี 2568 (ภาพจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ)

จากการพูดคุยทั้งนักกฎหมาย คนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม พบว่าปัญหามลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม มีตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือกระบวนการจัดการและตั้งโรงงานที่ยังขาดการบูรณาการด้านข้อมูล การควบคุมโรงงานไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบและแก้ไข ซึ่งมักจะมีเสียงวิจารณ์บ่นครวญจากชาวบ้านว่าเจ้าหน้าที่ขาดการบังคับใช้กฎหมายเท่าที่ควรจะเป็น

ปัญหาดังกล่าวนำมาสู่ซีรีส์ 'โรงงานกากฯ กาก' เวอร์ชันสมุทรสาคร ตอนที่ 3 นี้จะชวนสำรวจหนทางแก้ไขปัญหามลพิษโรงงานอุตสาหกรรม และแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับนโยบาย การทำงานเชิงกฎหมาย และการทำงานของท้องที่ เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้ 

"พี่ไม่ได้ต่อต้านว่าผู้ประกอบการหรือโรงงานอุตสาหกรรมต้องไม่มีในสมุทรสาคร แต่พี่มีความคิดว่าเศรษฐกิจและธุรกิจในสมุทรสาครมันอยู่ด้วยกัน มันคู่กัน มันต้องเดินไปด้วยกัน มันถึงจะทำให้เศรษฐกิจบ้านเราดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชุมชนต้องอยู่ได้ โรงงานอุตสาหกรรมต้องไม่ก่อมลพิษด้วย" สุณิสา เป็นตัวแทนกล่าวถึงความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบในสมุทรสาคร

ย้อนอ่านซีรีส์ 'โรงงานกากฯ กาก' 2 ตอนแรกได้ที่นี่

 

อนุญาตไปเรื่อยๆ ไม่พิจารณาเท่าไรเกินขีดจำกัด

จากการสำรวจ 3 อำเภอในจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ อ.เมือง อ.กระทุ่มแบน และ อ.บ้านแพ้ว และคุยกับชาวบ้านหลายคน พบ 2 โจทย์หลักในพื้นที่ คือ 1. ปัญหาการอนุญาตตั้งโรงงาน และ 2. ปัญหาเรื่องการกำกับดูแลโรงงาน

จากการพูดคุยกับชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความด้านสิ่งแวดล้อม เขาให้ความเห็นว่าปัญหาเรื่องการสร้างโรงงานกระจัดกระจายและปะปนกับชุมชน อาจต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำ หรือการขออนุญาต ‘ตั้งโรงงาน’

ขั้นตอนการ 'ตั้งโรงงาน' และขอใบประกอบกิจการโรงงาน หรือใบ รง. 4 ตาม พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2562 ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลักๆ คือ 

  1. ขั้นตอนแรกต้องขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยหน่วยงานกำกับดูแลคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
  2. ขั้นตอนที่ 2 ต้องเอาใบขออนุญาตการก่อสร้างอาคาร มาขอใบ รง.4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด 

ขั้นตอนการขอใบอนุญาต รง.4 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อปท. และ อบต. ถือกฎหมายอะไรบ้าง
  • พ.ร.บ.ขุดดินถมดิน - ใบอนุญาตขุดดินถมดิน ด้วยการขอปรับสภาพพื้นที่จากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
  • พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร - ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล/อบต.)
  • พ.ร.บ.การสาธารณสุข - ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • พ.ร.บ.สิ่งเสริมและรักษาสุขภาพสิ่งแวดล้อม
กรมโรงงานฯ และอุตสาหกรรมจังหวัด ถือกฎหมายอะไรบ้าง
  • พ.ร.บ.โรงงาน - เพื่อขอใบ รง.4
  • พ.ร.บ.ครอบครองวัตถุอันตราย - ใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย

ประเภทโรงงาน และการขอกำกับดูแล ตาม พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ปี 2562

ประเภทโรงงานกำลังเครื่องจักร หน่วยแรงม้าหน่วยงานดำเนินการให้ใบ รง.4กำกับ/ดูแล
จำพวกที่ 1ไม่เกิน 50 แรงม้าไม่ต้องขอ ดำเนินการได้ทันทีอปท./อบต.
จำพวกที่ 250-75 แรงม้าอปท./อบต.อปท./อบต.

จำวพวกที่ 3 ได้แก่

  • ประเภท 101
  • ประเภท 105
  • ประเภท 106
75 แรงม้าขึ้นไปอุตสาหกรรมจังหวัด/กรมโรงงานอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมจังหวัด/กรมโรงงานอุตสาหกรรม

"โรงงาน 1 โรงงาน ทำไมมันถึงมีปัญหา เพราะว่ามันขาดการบูรณาการกำกับดูแลด้วยกัน ทั้งตั้งแต่อนุญาตต้นน้ำจนถึงปลายทาง หรือการควบคุม" ชำนัญ กล่าว

ทนายชำนัญ อธิบายเรื่องนี้ว่า ปกติโรงงาน 1 โรงงานจะอยู่ภายใต้กฎหมาย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การสาธารณสุข และ พ.ร.บ.ผังเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับโดยหน่วยงานท้องที่ และเวลาเดียวกันก็อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โรงงาน ภายใต้กรมโรงงานอุตสาหกรรม

เขากล่าวต่อว่า ในการขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.การสาธารณสุข ตัวของหน่วยงานท้องถิ่นซึ่งจะไม่ได้มาตรวจโรงงานโดยละเอียดนัก เขาดูแค่ว่าโรงงานทำกิจการอะไร ประเภทไหน มีระบบบำบัดและก่อให้เกิดความรำคาญแก่ชุมชนหรือไม่ แต่จะไม่ได้ไปดูแบบเจาะลึกในรายละเอียดว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในระบบบำบัด หรือระบบวิศวกรรมของโรงงานมีมาตรฐานหรือไม่ เมื่อตรวจแล้วก็จะอนุมัติให้ใบอนุญาตประกอบกิจการอันตรายต่อสุขภาพได้

ขณะเดียวกัน สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจะพิจารณาให้ใบ รง. 4 เขาจะดูว่าโรงงานสร้างผิดผังเมืองหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้กรมโยธาธิการและผังเมืองจะเป็นคนตรวจสอบ ซึ่งกรมโยธาฯ ก็จะไม่ได้ดูความเหมาะสมของพื้นที่ว่ามีจำนวนโรงงานเท่าไร มากเกินไปหรือไม่ ซึ่งต่างจากเวลาเราสร้างคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ จะต้องมีการพิจารณาความกว้างของถนน ความหนาแน่นของประชากร ลานจอดรถ ซึ่งจะดูในมิติที่ลึกกว่ามาก

"อุตสาหกรรมจังหวัดไม่เคยมองเรื่องพวกนี้ เขาก็อนุญาตไปเรื่อยๆ แบบ unlimit (ไม่จำกัด) สมมติ 1 ตารางกิโลเมตร โรงหลอมเกิดขึ้นมหาศาลเลย เป็น 10-20 โรง ถามว่ามันควรจะเกิดไหม ในเชิงระบบมันไม่เคยมีข้อมูลแลกกัน เลยทำให้โรงงานเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆ" ชำนัญ อธิบาย

ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความ และโฆษกคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR (เมื่อ 19 ก.ย. 2568) (ภาพจาก มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

พื้นที่หนึ่งที่เป็นตัวอย่างปัญหาคือ ซอยกองพนันพล ซึ่งมีโรงงานหล่อหลอมประเภทต่างๆ มากถึง 66 โรงงานภายในซอยเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งมีปัญหาเครื่องจักรและโรงงานที่ค่อนข้างเก่า เนื่องจากได้รับใบอนุญาตมา 30-40 ปีแล้ว

ยกเลิกต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี จุดเริ่มต้น 'ปล่อยผี' มลพิษ

ทนายชำนัญ อธิบายว่า อีกตัวการที่ทำให้การตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมมีความหละหลวม ก็คือ พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2562 ได้ 'ยกเลิกการต่อใบอนุญาต รง.4' จากเดิมที่ต้องต่ออายุทุก 5 ปี 

ดาวัลย์ จันทรหัสดี สมาชิกบูรณะนิเวศ เคยร่วมสะท้อนปัญหาว่า การไม่ต้องต่ออายุใบ รง.4 ทุก 5 ปี ทำให้ปัญหามลพิษรุนแรงมากขึ้น เพราะโรงงานจะขาดการตรวจสอบ กล่าวคือ เมื่อก่อนทุกครั้งที่จะครบกำหนดการต่ออายุ เจ้าของโรงงานจะต้องปรับปรุงโรงงาน ระบบบำบัด และเครื่องจักรให้ดีได้มาตรฐาน เมื่อปรับปรุงทุกอย่างครบแล้ว เจ้าหน้าที่จะต่ออายุใบ รง.4 ให้ 

เธอกล่าวต่อว่า เมื่อไม่มีการต่ออายุให้ มันก็ทำให้เจ้าของโรงงานปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบเครื่องจักร หรือระบบบำบัดให้มีคุณภาพ และในสมุทรสาครเป็นเขตอุตสาหกรรมมานาน เครื่องจักรส่วนใหญ่ก็เก่าอยู่แล้ว มันก็เลยเป็นปัจจัยที่ทำให้มลพิษเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

นี่จึงเป็นปัญหาต่อเนื่องว่า เมื่อไม่มีระบบตรวจสอบ ก็กลายเป็นเรื่องที่ 'กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้' ต้องมานั่งตามแก้ไขปัญหาผลกระทบจากมลพิษ เสียงบประมาณหลายล้านไปกับเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ 

ทั้งนี้ ความคืบหน้าของร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับล่าสุด มีการนำเรื่องข้อกำหนดการต่ออายุใบ รง.4 กลับมาอีกครั้งนั้น โดยกำลังพิจารณากันวาระที่ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ประกาศยุบสภาฯ ไปเมื่อ 12 ธ.ค. 2568 ส่งผลให้ร่างกฎหมายที่หวังให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเป็นอันตกไป และต้องมาลุ้นอีกครั้งว่า ครม.ชุดใหม่จะมีมตินำร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณาสมัยที่แล้วกลับมาพิจารณาต่อหรือไม่

ชำนัญ มองว่า การต่ออายุควรสั้นกว่า 5 ปีด้วยซ้ำ อาจจะเป็น 2 หรือ 3 ปี แต่ไม่ต้องถึงขนาดต่ออายุทุกปี เหตุผลเพราะไม่อยากให้ปล่อยจนกระทั่งสายเกินแก้ไข ยิ่งกฎหมายปัจจุบันไม่มีการตรวจสอบตามหลัง ทำให้ไม่รู้สภาพเลย ความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะไม่สามารถจะเยียวยาได้ก็ได้

นอกจากเอาข้อกำหนดต่ออายุใบ รง.4 กลับมา ดาวัลย์ ยังเสนอแนวคิดว่าควรจะมีการกำหนดมาตรฐานการก่อสร้างอาคารในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร หรือ พ.ร.บ.โรงงาน เป็นต้น เพื่อป้องกันการก่อสร้างอาคารโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีระบบบำบัดมลพิษ และหากในกรณีที่ยังไม่สามารถแก้ไข พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องได้ เธอตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการออกกฎกระทรวงมาใช้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก่อน

ทนายชำนัญ เสนอแนวไอเดียเพิ่มระบบตรวจสอบ โดยให้มีการซื้อกองทุนประกันความเสี่ยงสำหรับโรงงานทุกโรงงานเหมือนซื้อ พ.ร.บ. โดยจะมีเอกชนรับประกันภัย เป็นเหมือนบุคคลที่ 3 ที่เข้ามาตรวจสอบว่าจะรับประกันโรงงานหรือไม่ ถ้าโรงงานไม่มีมาตรฐานเพียงพอ เราเชื่อว่าผู้รับประกันภัยจะไม่เสี่ยง เมื่อไม่เสี่ยงหรือต้องเพิ่มค่าเบี้ยจนกว่าเขารับความเสี่ยงได้ มันก็จะทำให้ถ้าบริษัทไหนไม่มีกรมธรรม์ที่รับรองตัวนี้ เราก็ไม่ต่อใบอนุญาต รง.4 ให้ 

'ขึ้นต้นเป็นโกดัง ตอนหลังเป็นโรงงาน' ทำท้องถิ่นตามตรวจสอบไม่ทัน

อีกกรณีที่มีการถกเถียงกันมากคือ แก้ไขนิยามการ ‘ตั้งโรงงาน’ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถตรวจสอบโรงงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยดาวัลย์ เสนอว่า เพื่อป้องกันอาคารโรงงานที่ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้ออกแบบโครงสร้างให้รองรับต่อการจัดการมลพิษ ควรมีการแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน โดยการเอานิยามการตั้งโรงงานของ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 กลับมาใช้อีกครั้ง แทนฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2562 

นิยามการตั้งโรงงานเทียบกันระหว่าง พ.ร.บ.โรงงาน ปี 2535 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ปี 2562 

พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 (เก่า)พ.ร.บ.โรงงาน แก้ไขเพิ่มเติม  ปี 2562 (ปัจจุบัน)
การก่อสร้างอาคารเพื่อติดตั้งเครื่องจักรสำหรับประกอบกิจการโรงงาน หรือนำเครื่องจักรสำหรับประกอบกิจการโรงงาน มาติดตั้งในอาคาร สถานที่ หรือยานพาหนะที่ประกอบกิจการการนำเครื่องจักรสำหรับประกอบกิจการโรงงานมาติดตั้งในอาคาร สถานที่ หรือยานพาหนะที่จะประกอบกิจการโรงงาน หรือนำคนงานมาประกอบกิจการโรงงานในกรณี ที่ไม่มีการใช้เครื่องจักร

การกลับมาใช้นิยามเดิมของฉบับปี 2535 จะกำหนดให้ขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ต้องกระทำก่อนการอนุญาตก่อสร้างอาคาร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถควบคุมการก่อสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ 

ทนายชำนัญ อธิบายว่า ที่ผ่านมา เมื่อใช้กฎหมายตัวใหม่ มักจะมีการขออนุญาตก่อสร้างอาคารโกดัง/คลังสินค้าเฉยๆ ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นเขาไม่ทราบว่าอาคารที่สร้างจะเอาไปทำอย่างอื่นหรือไม่ ไม่ทราบว่าจะผลิตอะไร ท้องถิ่นก็ออกใบขออนุญาตก่อสร้างอาคารมาให้ แต่ต่อมา โรงงานก็เอาใบอนุญาตไปดัดแปลง หรือไปทำให้เพียงพอที่จะขอ รง.4 มันเลยกลายเป็นว่าเครื่องจักรจะมาทีหลัง การเฝ้าระวังมันจะไม่เกิดตั้งแต่แรก พูดง่ายๆ อาคารมันแปลงสภาพตัวเอง ‘ตอนแรกเป็นโกดัง ตอนหลังเป็นโรงงาน’ 

ทนายชำนัญ แสดงข้อกังวลว่า การเปลี่ยนกลับไปใช้นิยามแบบเดิมเมื่อปี 2535 อาจจะทำให้กระทบสิทธิ เพราะในความเป็นจริงเราไปบอกกรมโรงงานฯ หรือหน่วยงานรัฐว่าเราจะประกอบกิจการประเภทอะไร ทุกคนมีสิทธิสร้างไปแล้ว เกิดเปลี่ยนใจอยากเปลี่ยนประเภทโรงงาน มันก็ทำได้ยาก เพราะว่ากฎหมายมันอาจจะตึงตัวเกินไป แต่ข้อดีก็คือท้องถิ่นมันจะสามารถประเมินได้ว่าจะมีโรงงานอะไรเข้ามาสร้างในพื้นที่ เพราะท้องที่บางที่อนุญาตก่อสร้างคลังสินค้า แต่ภายหลังกลายเป็นโรงหลอมก็มีเหมือนกัน 

ปัญหาปลายน้ำ การควบคุมดูแล จนท.ไม่กล้าใช้กฎหมาย

เวลาลงพื้นที่ในพื้นที่สมุทรสาคร ข้อบ่นครวญถึงเจ้าหน้าที่รัฐดูเป็นสิ่งที่ได้รับฟังมากที่สุด โดยเฉพาะข้อร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ชอบโยนความรับผิดชอบกันไปมา ไม่กล้าใช้กฎหมาย อันเป็นผลสืบเนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายและความโปร่งใส โดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง

กรณีนี้ 'นิด' พัทนันท์ (สงวนนามสกุล) ชาวสวนผลไม้ใน อ.กระทุ่มแบน อายุ 46 ปี และเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม มาร่วมสะท้อนให้ฟังว่า เธอคิดว่าปัญหามลพิษส่วนหนึ่งมาจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และมักอ้างว่าไม่มีอำนาจในการจัดการโรงงาน โบ้ยให้อุตสาหกรรมจังหวัดเข้ามาตรวจสอบอยู่เสมอๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีบางเรื่องที่ท้องถิ่นก็สามารถทำได้ อบต.สามารถสั่งปิดชั่วคราว เพื่อปรับปรุงแก้ไขโรงงานได้

กรณีของสุณิสา ก็สะท้อนเช่นเดียวกันว่า เวลาลงไปตรวจสอบพื้นที่ กองสาธารณสุขขององค์การบริหารส่วนตำบลบางโทรัด อ.เมือง ก็มักจะต้องถามเธอว่าเวลาพบโรงงานปล่อยมลพิษแบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ หรือควรมีขั้นตอนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร

ชำนัญ ให้ความเห็นว่า ปัญหาที่เจ้าหน้าที่โยนความรับผิดชอบกันไปมา ส่วนหนึ่งมาจากตัวของเจ้าหน้าที่ยังขาดความรู้ในเรื่องกฎหมาย ไม่รู้ว่าจะใช้กฎหมายอย่างไร 

ยกตัวอย่าง เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขภายใต้ อบต.สามารถใช้ พ.ร.บ.การสาธารณสุข ในการสั่งให้โรงงานหยุดกระทำการและแก้ไขปรับปรุง จะเหมือนอำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 37 คือสั่งให้ระงับการดำเนินการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงแก้ไข ก่อนกลับมาเปิดดำเนินการใหม่ ถ้าโรงงานไม่มีการแก้ไข สามารถเพิกถอนใบอนุญาตกิจการอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งถ้าถูกเพิกถอนใบอนุญาตแต่โรงงานยังฝืนดำเนินการต่อ ก็จะมีโทษปรับ 50,000 บาทต่อครั้ง และถูกดำเนินคดีตามมา โทษนี้เทียบเท่ากับ พ.ร.บ.โรงงาน

เขาเห็นว่า พ.ร.บ.การสาธารณสุข อ่อนไหวกว่า พ.ร.บ.โรงงาน เพราะว่า พ.ร.บ.โรงงาน ดูเพียงว่าโรงงานมีระบบบำบัดหรือปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ แต่ พ.ร.บ.การสาธารณสุข จะดูครอบคลุมถึงผลกระทบกับชุมชน เช่น เสียงดัง มีกลิ่นเหม็น หรือทำให้รำคาญ ก็สามารถใช้คำสั่งได้แล้ว แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือท้องถิ่นขาดความรู้ และไม่กล้าใช้ เพราะกลัวโดนฟ้อง หรือไม่มั่นใจว่าทำได้แค่ไหน 

ขณะเดียวกัน หน่วยงานกลางอย่างส่วนอำเภอ หรือจังหวัด ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำหรือให้ความมั่นใจกับเจ้าหน้าที่ที่จะใช้กฎหมาย กลายเป็นว่าอำเภอและจังหวัดลอยตัวกับปัญหา พอผลกระทบเกิดขึ้นก็โยนความรับผิดชอบกันไปมา ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทย

"เมื่อมีโรงงานเกิดขึ้นมา การกำกับดูแลมีปัญหา ดำเนินกิจการไปแล้วเกิดผลกระทบ ชาวบ้านร้องเรียน ท้องถิ่นไม่ค่อยใช้อำนาจตามกฎหมายตัวเอง จะให้ไปร้องอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งแค่สั่งปรับปรุงนู่นนี่นั่น แต่ไม่ได้ดูเรื่องกฎหมายการสาธารณสุข ซึ่งมีอำนาจในการระงับเหตุเหมือนกัน หยุดโรงงานได้เหมือน พ.ร.บ.โรงงาน แต่ท้องถิ่นไม่กล้าใช้อำนาจ" ชำนัญ กล่าว   

ชำนัญ เผยด้วยว่า แม้แต่โรงงานประเภท 101 105 และ 106 (กลุ่มรีไซเคิลของเก่า และปรับปรุงคุณภาพของเสีย) ซึ่งอยู่กลุ่มกิจการอันตรายต่อสุขภาพ ท้องถิ่นมีอำนาจในการเข้าไปสั่งระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวของโรงงานที่ก่อปัญหาได้ จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขปัญหามลพิษ

"กฎหมายที่เรามี ไม่ใช่เฉพาะ พ.ร.บ.โรงงาน หรือ พ.ร.บ.การสาธารณสุข แต่มี พ.ร.บ.อีกหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ แต่เจ้าหน้าที่เองอาจจะไม่ทราบ และไม่ได้หยิบมาเลือกใช้" ชำนัญ กล่าว 

วิธีเฉพาะตัวของผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 นาโคก เพิ่มส่วนร่วมประชาชน

นอกจากการแก้ไขปัญหาในระดับกฎหมายใหญ่ พูนศักดิ์ นิลเภตรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลนาโคก อ.เมือง สมุทรสาคร หรือที่ชาวบ้านชอบเรียกว่า 'ผู้ใหญ่โบ' เขามีการปรับประยุกต์วิธีการตรวจสอบในพื้นที่ แม้ว่าตามบทบาทหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านจะไม่ได้ดูแลเรื่องมลพิษโดยตรง 

ปัญหาในหมู่ที่ 2 ต.นาโคก คือ มีโรงงานหล่อหลอม โรงงานรีไซเคิล และคัดแยกของเสียอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ใกล้กับเขตเกษตรกรรมและชุมชน ส่งผลกระทบกับชาวบ้านทั้งกลิ่นเหม็นรบกวน และฝุ่นควันที่ลอยไปลงในพื้นที่นาเกลือของชาวบ้าน จนทำให้เกลือกลายเป็นสีดำ ขายไม่ได้ราคา 

ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ให้ความเห็นว่า ตัวเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วยความใกล้ชิดก็มักจะได้รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้านบ่อยครั้ง แต่ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันไม่ใช่ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลโรงงานโดยตรง 

แฟ้มภาพ การทำงานของพูนศักดิ์ นิลเภตรา

เขาเกริ่นเบื้องต้นว่า อำนาจของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครองท้องที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อยในชีวิตของทรัพย์สินและประชาชน และถ้าได้รับเรื่องร้องเรียนก็จะทำหน้าที่ประสานไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง อย่างเรื่องมลพิษ ผู้ใหญ่บ้านจะสามารถตั้งประเด็นส่งเรื่องให้ อบต. หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ดำเนินการต่อ

ผู้ใหญ่โบ กล่าวว่า ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันจะเข้าไปตรวจสอบ ‘ภายในโรงงาน’ ได้ ต้องเป็นประเด็นปัญหาเรื่องแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย ลักทรัพย์ หรือทำร้ายร่างกายภายในโรงงาน เมื่อได้เข้าไปตรวจสอบโรงงาน หากเจอการกระทำผิดเกี่ยวกับมลพิษก็จะประสานกับกรมโรงงานฯ หรืออุตสาหกรรมจังหวัดให้เข้ามาดูโรงงาน  

"พอผมประสาน นายอำเภอจะมากับผมก่อน และใช้อำนาจฝ่ายปกครองโดยขอเข้าไปตรวจแรงงานต่างด้าว เสร็จแล้วเมื่อเราไปเจอสิ่งที่ผิด เราก็จะประสานกับทางอุตสาหกรรมจังหวัด โทรตามมาและเราก็จะชี้จุดต่างๆ ให้เขาบันทึก จากนั้นก็จะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" ผู้ใหญ่โบ กล่าว 

ในฐานะที่พูนศักดิ์ ทำงานเกี่ยวกับปัญหามลพิษในท้องที่มานาน เขาอยากเสนอให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือกรมโรงงานฯ ‘ต้องประสานมายังผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน กรณีที่มีโรงงานมาขอใบ รง.4’ เพื่อให้ผู้ใหญ่กำนันในพื้นที่ที่โรงงานจะไปตั้งต้องมีส่วนรับรู้เรื่องของการขออนุญาตและแจ้งให้ประชาชนทราบ และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เพื่อมาประกอบการพิจารณาการขอใบอนุญาต 

พูนศักดิ์ เผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายว่าเวลาขอใบ รง.4 อุตสาหกรรมจังหวัดต้องมาแจ้งผู้ใหญ่บ้านกำนัน มันเลยกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้ติดประกาศแล้วไม่มีใครคัดค้าน และส่วนใหญ่ที่ไม่คัดค้านก็เพราะไม่มีใครทราบว่ามีการไปยื่นขอใบ รง.4 ในพื้นที่ของตัวเอง ลำพังแค่ติดประกาศที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในท้องที่ที่โรงงานไปตั้ง สำนักงานเทศบาล หรือ อบต. ที่ว่าการอำเภอ หรือหน้าโรงงานที่ใกล้ชุมชนมากที่สุด ก็ไม่พอเพียงให้ประชาชนทราบข่าวการขอใบ รง.4

จากการคุยกับชาวบ้านอีกหลายคนพบว่า แม้ว่าจะมีการติดประกาศหน้าโรงงาน แต่ก็มีการดึงออกก่อนครบกำหนด 15 วัน หรือแม้แต่การติดประกาศหน้าสถานที่ราชการอาจไม่เพียงพอเหมือนกัน เพราะว่าหลายคนแทบไม่ได้ไปสถานที่ราชการเหล่านั้นเลย ก็เลยไม่ทราบข่าวการขอใบ รง.4 

ผู้ใหญ่โบ เผยว่า ตอนนี้ในสมุทรสาคร มีแค่พื้นที่หมู่ที่ 2 ที่มีการประสานมายังผู้ใหญ่บ้าน เพราะว่าชาวบ้านไปร้องเรียนที่อุตสาหกรรมจังหวัดบ่อยๆ เพื่อให้มีการประสานมายังผู้ใหญ่บ้านเวลาที่มีคนมาขอใบ รง.4 เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผู้ประกอบการที่มายื่นใบ รง.4 แต่ปัญหาก็คือมีแค่หมู่ที่ 2 พื้นที่เดียวที่ทำลักษณะนี้ ซึ่งถ้าไม่ทำให้เหมือนกันหมด ผู้ประกอบการอาจจะเห็นช่องว่างและไปหมู่บ้านหรือตำบลใกล้เคียงแทน แต่ว่าปัญหามลพิษมันก็ข้ามเขตถึงกันหมด

เขาเสนอว่าช่วงที่ยังไม่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ให้ใช้อำนาจของผู้ว่าฯ ออกประกาศจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาไปก่อน ให้สมุทรสาครเป็นจังหวัดนำร่อง และถ้าอยากให้บังคับทั่วประเทศค่อยไปแก้ไขใน พ.ร.บ.ภายหลัง

ขั้นตอนขอใบ รง.4

  1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  1. อุตสาหกรรมจังหวัด/กรมโรงงานฯ
ขออนุญาตปรับสภาพพื้นที่ โดยการไปขออนุญาตขุดดินถมดิน ตาม พ.ร.บ.ขุดดินถมดินเมื่อเริ่มสร้างอาคาร บุคคลทั่วไป/นิติบุคคล (บริษัท) สามารถยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4)
ขออนุญาตก่อสร้างอาคาร โดยการไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร

ติดประกาศรับฟังความคิดเห็นโดยกำหนดวันสิ้นสุดการรับฟัง 15 วัน โดยมีข้อกำหนดว่า ต้องติดประกาศ 4 จุดด้วยกัน 1. อุตสาหกรรมจังหวัดในท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ 2. ที่ว่าการอำเภอที่โรงงานตั้งอยู่ 3. ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 4. สถานที่ตั้งโรงงาน

หากไม่มีชาวบ้านมาคัดค้านการขอใบประกอบกิจการโรงงาน จะถือว่าชุมชนอนุญาตให้มีการทำโรงงานในพื้นที่ได้

ติดประกาศสรุปฟังความคิดเห็น เพื่อเสนอต่อผู้พิจารณาออกใบอนุญาต
กรมโรงงาน/อุตสาหกรรมจังหวัดจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะออกใบอนุญาตฯ ให้หรือไม่

กฎหมายยังออกไม่ได้ งั้นใช้อำนาจท้องถิ่นช่วยดีหรือไม่ 

หลังจากการยุบสภาฯ เมื่อ 12 ธ.ค.เป็นต้นมา ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโรงงานอุตสาหกรรม และมลพิษ อยู่ในภาวะชะงักงัน

  • พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับใหม่ เดินทางมาถึงวาระที่ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร 

นอกจากมีการเอาเรื่องข้อกำหนดการต่ออายุใบ รง.4 กลับมาแล้ว ใน พ.ร.บ.มีข้อบัญญัติที่ให้จัดตั้ง "กองทุนโรงงานอุตสาหกรรม และหลักประกัน" โดยเป้าหมายของกองทุน คือเพื่อมาเป็นงบประมาณในการใช้ป้องกัน ระงับเหตุการก่อมลพิษ หรือบรรเทาและเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษของอุตสาหกรรม

ส่วนที่มาของเงินในกองทุน ส่วนหนึ่งจะมาจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล ค่าปรับจากโรงงานที่กระทำผิด และโรงงานที่ก่อของเสีย กากอุตสาหกรรม และที่ทำเรื่องรีไซเคิลจะต้องจ่ายสมทบในกองทุน ซึ่งก่อนหน้านี้ภาครัฐมีบทเรียนมาเสมอว่า เวลาเกิดผลกระทบทางด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ภาครัฐจะต้องควักเงินในงบประมาณรายจ่ายกลางมาใช้ฟื้นฟูและเยียวยา แทนที่จะเป็นเงินของเอกชนที่กระทำผิด 

ภาพระหว่างเจ้าหน้าที่ขุดหากากอุตสาหกรรมที่ถูกฝังดินในพื้นที่โรงงานในสมุทรสาคร

  • ร่างการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) 

กฎหมาย PRTR มีเป้าหมายหลักในการบังคับให้มีการจัดทำระบบฐานข้อมูลการถือครองและเคลื่อนย้ายมลพิษและสารเคมีในประเทศไทย และต้องเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านเว็บไซต์ ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลก็จะกลายเป็นรากฐานสำหรับมาตรการหรือนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ  

อย่างไรก็ดี ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 147 กำหนดไว้ว่าคณะรัฐมนตรีใหม่สามารถร้องขอให้รัฐสภาพิจารณา ‘เห็นชอบ’ ร่าง พ.ร.บ.ที่ตกไปในสมัยที่แล้ว โดยต้องร้องขอภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และหากรัฐสภามีมติเห็นชอบให้พิจารณาร่างกฎหมายต่อได้ ก็จะเริ่มพิจารณาจากจุดเดิมที่ค้างไว้ในสภาฯ ชุดที่แล้ว 

แม้ว่ากฎหมายหลายฉบับจะยังไม่ชัวร์ 100% ว่าจะผลักดันได้ในรัฐบาลหน้า แต่ พ.ร.ฎ.ยกเลิกคำสั่งของ คสช. ที่ 4/2559 ซึ่งเป็นคำสั่งที่เปิด 'ไฟเขียว' ให้เดินหน้ากิจการที่เกี่ยวข้องการผลิตพลังงานและการจัดการขยะของเสียสิ่งปฏิกูลทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงกฎหมายผังเมืองถูกยกเลิกได้สำเร็จ โดยโบกมือลาในวันที่ 30 ธ.ค.2568 แล้ว หลังจาก พ.ร.ฎ.มีการประกาศลงในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา 

ในช่วงที่ยังไม่สามารถดำเนินการแก้ไขกฎหมาย หรือออก พ.ร.บ.ใหม่ขึ้นมารองรับกับปัญหา ข้อเสนอจากทนายชำนาญ คือให้ องค์กรบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อปท. หรือเทศบาล มีสิทธิใช้อำนาจใน พ.ร.บ.ผังเมือง ทำกำหนดผังเมืองย่อยของตัวเองได้ เช่น ในตำบลเขา ในอำเภอของเขา ในจังหวัดเขา จะโซนนิ่งพื้นที่อย่างไร และประกาศออกมาเป็น ‘ข้อบัญญัติส่วนท้องถิ่น’ ซึ่งสามารถคัดกรองได้ว่าจะตั้งโรงงานไม่เกินขนาดเท่าไร ถ้าเกิน capacity หรือความสามารถในการรองรับมลพิษ เขาจะไม่อนุญาตแล้ว มันสามารถกำหนดได้หมดเลย แต่ไม่มีใครกล้าที่จะทำ ทำให้เราเห็นภาพบางซอยมีโรงงานตั้งอยู่เป็นร้อยแห่ง

"ความจุของมลพิษรวมในพื้นที่หนึ่งจะรองรับได้ สมมติ โรงงานหนึ่งโรงปล่อยมลพิษได้ 0.5 หน่วย แต่มันไม่ใช่ 0.5 โรงเดียว แต่เป็น 0.5 จำนวน 20-30 โรง ในที่สุดคำว่า 0.5 มันไม่มีอยู่ในอากาศที่เราหายใจ ทุกอย่างถูกปลดปล่อยออกมาจนมวลรวมของมันเกินค่าที่สิ่งแวดล้อมมันจะรับได้ สุดท้ายมันเลยตกเป็นปัญหาของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ความป่วย เดือดร้อน เหตุรำคาญ และหยุด 1 โรงไม่ได้ด้วย เพราะว่าทุกคนบอกทำตามกฎหมายหมด ปล่อยมลพิษไม่เกินสักโรงเลย แต่ปัญหาคือ max capacity (ความจุสูงสุด) ในพื้นที่มันเกินไปแล้ว เราไม่เคยพูดถึงความเข้มข้นที่พื้นที่จะรับได้ ไม่เคยมองภาพรวมการให้ใบอนุญาต ทำให้เราไม่มีระบบป้องกันมลพิษที่จะเกิดขึ้น" ทนายชำนัญ ระบุ

ด้านพูนศักดิ์ เห็นสอดคล้องเหมือนกันว่า ควรมีข้อบัญญัติในลักษณะนี้ โดยกำหนดให้ชัดเจนว่า "ถ้าคุณเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมลพิษนะ คุณควรที่จะไปหาโซนหรือไปหาอะไรที่ว่าเขาสามารถรองรับอุตสาหกรรมประเภทนี้ได้ ไปอยู่ในโซนที่มีระบบบำบัดจากชุมชน ไม่เป็นอันตรายอะไรแบบนี้ แบบนั้นจะดีกว่า …อุตสาหกรรมคุณต้องเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว ไม่ส่งผลกระทบ ชาวบ้านไม่เดือดร้อน ผมว่าไม่มีปัญหา" 

เสนอรัฐวางเป้าอุตสาหกรรม-ดันกฎหมาย PRTR

ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ และเป็นองค์กรที่ทำงานเรื่องปัญหามลพิษในพื้นที่สมุทรสาคร เห็นปัญหาในสมุทรสาครเช่นเดียวกัน เธอเองก็มีข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการมลพิษว่า เบื้องต้น ต้องมีการบูรณาการทำงานระหว่างกระทรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์ ในการคัดกรองนักลงทุนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากปัญหาช่วงที่ผ่านมา เราจะพบว่ามีนายทุนโรงงานรีไซเคิลจากประเทศจีนเข้ามาประกอบกิจการในไทยและสร้างปัญหามลพิษมากขึ้น 

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

เธอเสนอว่า รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมว่า 1. อุตสาหกรรมแบบไหนที่เราควรสนับสนุนให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย 2. กลุ่มอุตสาหกรรมแบบใดที่เราจะไม่สนับสนุนให้เติบโตได้โดยง่าย และ 3. กลุ่มอุตสาหกรรมใดที่เราจะไม่อนุญาตให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเลย และการแก้ไขสมุทรสาครควรจะเป็นมติ ครม. ไม่ใช่ควรเป็นแค่ระดับกระทรวง เพราะถ้าเปลี่ยนรัฐมนตรีนโยบายการแก้ไขปัญหาก็ตกไปด้วย 

เพ็ญโฉม ระบุว่า ถ้ารัฐบาลทำไม่ได้ อย่างน้อยต้องผลักดันกฎหมาย PRTR เพราะว่ากฎหมาย PRTR เป็นกฎหมายที่ดีสำหรับทุกฝ่าย ทั้งประชาชนและหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้กำกับโรงงานโดยตรง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ว่าในพื้นที่ต่างๆ มีโรงงานประเภทไหน หรือแต่ละโรงงานมีการครอบครองสารเคมีอันตรายตัวไหนบ้าง หากเราไม่มีข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้การบริหารจัดการก็จะมีอุปสรรคมากขึ้น ซึ่งเธอเชื่อว่าหากกฎหมาย PRTR ได้บังคับใช้อย่างจริงจัง สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในสมุทรสาครจะดีขึ้น

ประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา

สำหรับทนายชำนัญ มองว่า โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบป้องกันน้อยเกินไป และขาดการกำกับดูแล ทำให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ไปไหนสักที และคงต้องยกเครื่องทั้งระบบเพื่อจัดการปัญหานี้ร่วมกัน ทั้งหน่วยงานที่อนุมัติอนุญาตการตั้งโรงงาน ตลอดจนปลายทางของกระบวนการการกำกับดูแล ความโปร่งใสของเรื่องเหล่านี้ 

ชำนัญ มองด้วยว่า สิ่งที่สำคัญที่เห็นในทุกปัญหา และเป็นปัญหารากเหง้าโดยที่ไม่เคยมีใครให้ความสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนต้องแข็งแรง การตั้งโรงงานในพื้นที่ของเขาจะตั้งขึ้นมาไม่ได้ นั่นหมายความว่าคนในท้องที่เขามีส่วนในการจัดการตัวเอง ถ้าจะมีอุตสาหกรรมเข้ามา เขาต้องยอมรับได้กับการเกิดอุตสาหกรรม การได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน เป็นฉันทามติจากคนในชุมชนมากกว่าการได้รับอนุมติจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมคนเดียวประทับตราโดยไม่ฟังใคร คนในชุมชนเขาอยู่กับโรงงาน เขาต้องมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ หรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งข้อเสนอสุดท้ายอาจจะเป็นการแก้ไขกฎหมายที่ช่วยให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็นมากยิ่งขึ้น  

สร้างโรงงานต้อง 2 ถูก 'ถูกต้อง ถูกที่'

หากถามในมุมมองของประชาชน หลายคนกล่าวตรงกันว่าเขาต้องการเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่เอื้อนายทุนที่สร้างความเดือดร้อน เพราะว่าที่ผ่านมา พวกเขารู้สึกว่าร้องเรียนไปหลายครั้งแล้ว แต่ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข จนหลายคนรู้สึกท้อแท้ และผิดหวังกับหน่วยงานภาครัฐ  

สุณิสา อดีตแม่ค้าขายกาแฟ และผู้จัดงานอบรมเฝ้าระวังมลพิษ มองว่าการแก้ไขปัญหาในสมุทรสาครอย่างยั่งยืนต้องมาจากการทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย และให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีบำบัดมลพิษ โดยอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายมานั่งประชุมคุยกันทำความเข้าใจ ออกบทบัญญัติ หรือทำข้อตกลงได้ไหม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเทคโนโลยีป้องกันมลพิษทุกๆ ด้าน อาจจะไม่ต้องดีขึ้นมามากมาย แต่อย่างน้อยตอนนี้ต้องป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบใหม่ เร่งแก้ไขผลกระทบเก่า

สุณิสา โชติกเสถียร

"คุณต้องทำให้ หนึ่ง ให้ถูกต้อง และสอง ให้ถูกที่ โรงงานนี้ควรอยู่ตรงไหน ไม่ควรอยู่ในชุมชน ก็อย่าอนุมัติให้เขามาสร้างในชุมชน โรงงานประเภทนี้ควรมีระบบป้องกันอะไร และความถี่ในการเข้าไปตรวจสอบต้องมากน้อยแค่ไหน นี่คืออุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้ แต่ต้องไม่ก่อมลพิษ ซึ่งก็ต้องใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบบำบัดทั้งหมดต้องดี ต้องได้มาตรฐาน"

"คำขวัญของจังหวัด (สมุทรสาคร) มีอยู่คำหนึ่ง "ดงโรงงาน" เมื่อคุณเป็นดงโรงงาน โรงงานมันมีหลายประเภท แต่เราต้องรู้และควบคุม ป้องกัน อยู่ด้วยกันได้ ไม่แอนตี้" สุณิสา กล่าว

เชื่อยังมีหวังพลิกฟื้น 'สมุทรสาคร'

ตั้งแต่เมื่อ 2567-2568 มีความพยายามของกลุ่มเฝ้าระวังมลพิษ ซึ่งเป็นการรวมตัวของประชาชนคนธรรมดาในสมุทรสาคร ในการจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ได้รับมลพิษในสมุทรสาคร โดยจัดมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง คือที่ ต.นาโคก และ ต.นาดี อ.เมือง 

หากถามทางผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ซึ่งมาเป็นวิทยากรให้ความรู้ชาวบ้านในงานอบรมด้วยนั้น เธอมองว่าความตื่นตัวของคนในสมุทรสาครช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะว่าหากย้อนไปในปี 2556-2557 และปี 2562-2563 คงไม่มีใครกล้าออกมาคัดค้านหรือมีปากมีเสียง หลายคนอยู่ในความสิ้นหวัง เพราะกลไกของรัฐหรืออำนาจส่วนจังหวัดพึ่งพาไม่ได้เลย ร้องเรียนไปก็เงียบ เพราะเหมือนกับข้าราชการในพื้นที่นี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของโรงงานไม่ว่าจะเป็นการรับเงิน หรือการกลัวถูกฟ้องจนไม่กล้าใช้กฎหมาย 

ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ มองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้ามาของ ‘ทีมสุดซอย’ ซึ่งเป็นคณะทำงานของเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ทำให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โรงงานถูกสั่งปิด ปัญหาได้รับการแก้ไข เป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนมีความหวังมากขึ้น เจอปัญหาก็แจ้งเจ้าหน้าที่ กล้าออกมาลุกขึ้นยืนทวงสิทธิทางสิ่งแวดล้อมและปกป้องตัวเองจากมลพิษ เรื่องนี้เป็นมิติใหม่ของสมุทรสาคร ซึ่งเธอเชื่อว่าเมื่อประตูเปิดให้ชาวบ้านได้ออกมา กล้ามากขึ้น จับมือเป็นเครือข่าย ช่วยกันสอดส่องพื้นที่ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา สมุทรสาครก็จะดีขึ้น 

ท้ายที่สุด เพ็ญโฉม เน้นย้ำข้อเสนอของเธอ 3 เรื่องหลัก คือ 

1. อยากให้ประชาชนชาวสมุทรสาครมีความหวังในการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ลุกขึ้นมาจับมือเฝ้าระวัง มีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหามลพิษมากขึ้นไปเรื่อยๆ 

2. อยากให้ทางจังหวัดหรือข้าราชการในทุกระดับในจังหวัดสมุทรสาครเอง ลุกขึ้นมามีความกล้า และมีพลังในการกำกับดูแลตามกฎหมาย  

3. ในเชิงนโยบาย อยากให้มีนโยบายที่ชัดเจนว่าเราจะทำให้สมุทรสาคร เติบโตไปในทิศทางไหน มีเป้าหมายเพื่ออะไร และจะสร้างเมืองให้มีความร่วมมือต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง 

"เราเชื่อว่าสมุทรสาครยังไม่สิ้นหวังและมีโอกาสที่จะพลิกฟื้นขึ้นมา จากเมืองที่มีแต่ปัญหามลพิษเป็นเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ และก็มีเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูยั่งยืน"

"ถ้าเกิดที่นี่ได้ มันจะเป็นต้นแบบที่ดีในการจัดการพื้นที่อื่นๆ อยากให้นักการเมืองและรัฐบาลคิดถึงเรื่องนี้ สมุทรสาครเป็นจังหวัดที่ดีและเป็นจังหวัดที่น่าสนใจมากๆ ถ้าไม่รีบทำอะไร ปัญหาจะบานปลาย และจะส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ด้วย ถ้าเราอยากให้กรุงเทพฯ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี จังหวัดรอบข้างของกรุงเทพฯ ต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย" เพ็ญโฉม ทิ้งท้าย 

เครือข่ายเฝ้าระวังมลพิษสมุทรสาคร จัดอบรมให้ความรู้ด้านมลพิษ และสิทธิชุมชน ต.นาโคก อ.เมือง สมุทรสาคร เมื่อ มิ.ย. 2568 (ที่มา: มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising