เมื่อ 26 ก.ค.2568 112WATCH เผยแพร่บทสัมภาษณ์ เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ถึงประเด็นร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับแต่ฉบับที่ไม่รวมการนิรโทษกรรมคดีในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพียงเพราะสภาฯ ไม่ต้องการจะแตะต้องประเด็นนี้และไทยยังคงมีปัญหาใช้กฎหมายอย่างไม่มีนิติรัฐ
112WATCH : ในฐานะนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน ท่านมีความเห็นอย่างไรต่อเหตุผลที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชนฉบับนี้ถูกปัดตกไป และท่านมองว่าเหตุผลเหล่านั้นมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่?
เยาวลักษ์ : เห็นว่า เหตุผลต่างๆที่ฝ่ายคัดค้านพ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชน ยกมากล่าวอ้าง อาทิเช่น การนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จะทำให้ขัดแย้งมากยิ่งขึ้น หรือ สังคมยังไม่พร้อมยังไม่ถึงเวลานั้น ไม่ได้เป็นเหตุผลที่แท้จริง
ประเด็นคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องการแตะต้องประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งนั่นยิ่งสะท้อนว่าประเด็นของสถาบันกษัตริย์นั้นยังเป็นเรื่องที่สังคมไทยไม่สามารถพูดกันด้วยเหตุผลอย่างเปิดเผยแม้กระทั่งในเวทีรัฐสภา ยังมีความขัดแย้งกันอยู่และยังจะขัดแย้งต่อไปถึงขนาดที่ตัวแทนประประชาชนในนามสมาชิกผู้แทนราษฎรเลือกที่จะไม่แก้ไขปัญหาให้ประชาชน
การที่ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของประชาคมระหว่างประเทศ?
ในทางสิทธิมนุษยชน คดีมาตรา 112 เป็นคดีที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การควบคุมตัวบุคคลในคดีดังกล่าวถือว่าเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบ (arbitrary detention) ข้อเรียกร้องของกลไกสิทธิมนุษยชนโดยสหประชาชาติ มีมาตลอดว่าให้ปล่อยตัวนักโทษในคดีมาตรา 112 และให้ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 ถ้าว่ากันตามจริง คดีมาตรา 112 มีความชอบธรรมทางสิทธิมนุษยชนมากที่สุดที่จะได้รับการปล่อยตัว แต่สถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญจะยิ่งทำให้นานาชาติเห็นถึงความร้ายแรงและการเลือกปฏิบัติมากยิ่งขึ้น
ท่านมองว่าการแยกคดีมาตรา 112 ออกจากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายหรือจุดเปราะบางใดในความพยายามสร้างความปรองดองทางการเมืองของประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร?
ที่ผ่านมาสังคมไทยใช้คดีความทางการเมืองโดยการเลือกปฏิบัติผ่านสถาบันตุลาการ แต่การนิรโทษกรรมครั้งนี้เกิดจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน คิดว่าความขัดแย้งนี้จะดำรงอยู่ต่อไป และอาจรุนแรงมากยิ่นขึ้นอีกในอนาคต การนิรโทษกรรมที่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาให้สังคมกลับพูดคุยหรือเดินหน้ากันได้ แต่การนิรโทษกรรมอย่างเลือกปฏิบัตินอกจากจะไม่นำไปสู่การเยียวยาหรือปรองดองแล้วแต่จะกลายเป็นหนึ่งในเหตุความขัดแย้งในอนาคตมากกว่า
จากประสบการณ์ของท่านในการทำงานกับคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ท่านคิดว่าแนวทางใดจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความตึงเครียดที่เกิดจากคดีเหล่านี้ในระยะยาว?
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ให้สถาบันในกระบวนการยุติธรรมยึด Rule of Law(หลักนิติรัฐ) และเคารพสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องหลัก การแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 อาจเป็นประเด็นรองลงมา ที่พูดแบบนี้เพราะเห็นว่าความจริงแล้วมีช่วงหนึ่งที่ประเทศไทยพยายามไม่บังคับใช้มาตรา 112 คือ ช่วง ก.พ.2561 – พ.ย.2563 ซึ่งมองแบบผ่านๆ ช่วงเวลานั้นควรเป็นเรื่องดี แต่มองลึกลงไปเราเห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ เราไม่มี Rule of Law ทำให้จะใช้กฎหมายหรือไม่ใช้กฎหมายหรือใช้อย่างบิดเบี้ยวอย่างไรก็ได้ซึ่งน่ากังวลมาก เพราะต่อให้ไม่มีมาตรา 112 เราก็ยังมีปัญหาที่มีอำนาจนอกกฎหมาย ในห้วงเวลานั้นแม้ไม่ใช้มาตรา 112 ก็มีการใช้วิธีการนอกกฎหมายด้วย
ในอนาคต หากมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชนอีกครั้ง ท่านมีข้อเสนอแนะหรือสิ่งที่ต้องการเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายดังกล่าวจะครอบคลุมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีความทางการเมืองอื่นๆ ด้วย?
การนิรโทษกรรม หากจะมีขึ้นในอนาคตควรครอบคลุมประชาชนทุกฝ่ายแต่ไม่ควรครอบคลุมเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้บงการหรือก่อความรุนแรง หากสถานการณ์ทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยจริงแล้วเราทำเพียงการนิรโทษกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ อยากให้มองถึงเรื่องกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องทำหลายเรื่องไปพร้อมๆกันทั้ง การค้นหาความจริง การนำคนผิดมาลงโทษ การปฏิรูปสถาบันต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยเราไม่กลับสู่วงจรของความรุนแรง และก้าวพ้นวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดได้เสียที
