Fortify Rights องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากลออกแถลงการณ์เรียกร้อง UN ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 พบหลักฐานการใช้กำลังอย่างไม่เลือกเป้าหมายโดยกองทัพกัมพูชา โดยกัมพูชาได้ใช้เครื่องยิงจรวดแบบหลายลำกล้องและโจมตีด้วยปืนใหญ่ รวมทั้งได้ยิงจรวด “Grad” ที่ทรงพลังแต่ไม่มีระบบการนำวิถีจรวดหลายลูกเข้าถูกยิงเข้าใส่ 4 จังหวัดชายแดนของไทยที่ติดกับกัมพูชา และเป็นลักษณะการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายต่อพลเรือน เป็นไปได้ว่าได้เกิดอาชญากรรมสงครามระหว่างการสู้รบครั้งนี้
30 ก.ค. 2568 Fortify Rights องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากล ออกแถลงการณ์เรียกร้ององค์การสหประชาชาติ (UN) ควรแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระ เพื่อสืบสวนการปฏิบัติของกองทัพไทยและกัมพูชาระหว่างการสู้รบที่พรมแดน ซึ่งยุติลงชั่วคราวระหว่างทั้งสองชาติ ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าวในวันนี้ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 กองทัพกัมพูชาได้ใช้เครื่องยิงจรวดแบบหลายลำกล้องและโจมตีด้วยปืนใหญ่ รวมทั้งได้ยิงจรวด “Grad” ที่ทรงพลังแต่ไม่มีระบบการนำวิถีหลายลูกเข้าใส่สี่จังหวัดของประเทศไทยที่มีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชา ซึ่งปรากฏลักษณะการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายต่อพลเรือน
“การยิงจรวด Grad แบบไม่มีระบบการนำวิถีใส่พื้นที่อาศัยของประชากรพลเรือน โดยพื้นฐานแล้วถือเป็นการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย และอาจมีลักษณะเป็นอาชญากรรมสงคราม” Peter Bouckaert ผู้อำนวยการอาวุโส ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว “เป็นที่รับรู้กันว่าจรวด Grad ขาดความแม่นยำในการทำลายเป้าหมาย และไม่ควรนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ การยิงจรวดแบบนี้ชุดหนึ่ง มีแนวโน้มที่จะทำลายล้างได้ทั้งหมู่บ้าน”
มีรายงานว่าการโจมตีจากทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน และทำให้มีผู้พลัดถิ่นฐานหลายแสนคนทั้งฝั่งประเทศไทยและกัมพูชา
ในการโจมตีวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนชาวไทย 13 ราย และบาดเจ็บ 46 คน เกิดขึ้นหลังมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง และเกิดการปะทะกันประปรายตามแนวพรมแดนที่มีข้อพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพรมแดนความยาวประมาณ 800 กิโลเมตรระหว่างทั้งสองประเทศ ตามข้อมูลของ กองบัญชาการกองทัพไทย มีการยิงทั้งจรวดและปืนใหญ่โดยกองทัพกัมพูชาเข้าสู่เป้าหมายอย่างน้อยแปดแห่งในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์
ในวันที่ 28 ก.ค. 2568 อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานอาเซียนตามวาระหมุนเวียน ได้จัดประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และรักษาการนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย หลังการประชุม นายกรัฐมนตรีอิบราฮิม แถลงว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบต่อ “การหยุดยิงทันทีและไม่มีเงื่อนไข ซึ่งจะมีผลบังคับเริ่มตั้งแต่เวลา 24.00 น. (เวลาในท้องถิ่น) ของวันที่ 28 ก.ค. 2568” ตามรายงานของสื่อมวลชน ขณะที่เขียนแถลงการณ์นี้ ยังคงมีการละเมิดการหยุดยิงเกิดขึ้นหลายครั้ง
ฟอร์ตี้ฟายไรต์ได้พูดคุยกับผู้รอดชีวิต ประจักษ์พยาน และผู้ให้ความช่วยเหลือ 10 คน เกี่ยวกับการโจมตีด้วยจรวดของกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ประเทศไทย ในวันที่ 28 ก.ค. 2568 ฟอร์ตี้ฟายไรต์ได้รับอนุญาตจากสถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้สามารถเข้าถึง และเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกโจมตีด้วยจรวดและปืนใหญ่ ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่ห้ามเข้าในบ้านน้ำเย็น อำเภอกันทรลักษ์ ฟอร์ตี้ฟายไรต์ยังได้รวบรวมและวิเคราะห์ภาพวีดิโอและภาพถ่ายเกี่ยวกับการโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568
ฟอร์ตี้ฟายไรต์ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา จึงทำให้ไม่สามารถประเมินมิติทางกฎหมายต่อการจู่โจมที่กองทัพไทยกระทำต่อเป้าหมายโจมตีในฝั่งกัมพูชาได้
เวลาประมาณ 10:30 น. ของวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีการยิงจรวดอย่างน้อยสองลูกเข้าใส่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ซึ่งตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมันของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) หรือปั๊มปตท.บ้านน้ำเย็น หมู่ 5 ตำบลเมือง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย ห่างจากพรมแดนประเทศกัมพูชาประมาณ 30 กิโลเมตร จรวดที่ถูกยิงมาหนึ่งลูกไม่ระเบิด ฟอร์ตี้ฟายไรต์ยังได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียง และสามารถยืนยันได้ว่ามีการยิงจรวดอย่างน้อยเก้าลูกตกลงสู่จุดที่แตกต่างกัน รวมทั้งพื้นที่ว่าง ถนนในพื้นที่ นาข้าว สวนยาง และร้านค้าชุมชนขนาดเล็กในวันเดียวกัน
ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ตำบลเมือง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ผู้เข้าไปให้ความช่วยเหลือเป็นคนแรกๆ หลังการโจมตีด้วยจรวดของกัมพูชา บอกกับฟอร์ตี้ฟายไรต์ว่า
"ระเบิดตกใส่ปั๊มน้ำมันเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10:30 น. ตอนนั้นผมอยู่ที่หน้าวัดบ้านน้ำเย็น ซึ่งอยู่ห่างจากปั๊มน้ำมันซึ่งเป็นที่เกิดเหตุประมาณ 600 เมตร....ตอนที่ได้ยินเสียงระเบิดดังลั่นสนั่นไปทั่วฟ้า ผมไม่แน่ใจว่าจรวดตกลงที่ไหน เพราะมีการยิงมาหลายลูก …จากนั้นชาวบ้านบางส่วน…มาร้องกับผม พวกเขาตะโกนว่า (กองทัพกัมพูชา) ยิงปืนใหญ่ใส่ และระเบิดไปตกลงที่ปั๊ม ปตท. ที่บ้านน้ำเย็น…ตอนผมเข้าใกล้ที่เกิดเหตุก็เห็นไฟลุกไหม้ปกคลุมพื้นที่....ผู้คนบางส่วนที่พยายามเข้าไปช่วยดึงผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตออกจากที่เกิดเหตุ มันชุลมุนไปหมด ผู้บาดเจ็บมีอาการสาหัสมาก และทุกคนอยู่ในสภาพเลือดท่วมตัว ไฟก็โหมไหม้อย่างรุนแรง" ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 กล่าว
เขากล่าวต่อไปว่า ตอนที่ผมไปดูที่เกิดเหตุ ผมเห็นศพคนตายสามหรือสี่คนด้านนอกปั๊มน้ำมัน ผมไม่กล้าเข้าไปเลยเดินถอยหลังออกมา ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกได้อย่างไร ผมเห็นร่างที่ไหม้เกรียมของแม่ขณะที่กอดลูกอยู่ในร้านสะดวกซื้อ.... (จรวดของกัมพูชา) อีกลูกหนึ่งก็ตกใส่ที่ร้านค้าชุมชนประมาณบ่ายสอง เป็นช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ถ้าตอนนั้นผมไม่ได้ประกาศเตือนล่วงหน้า และถ้าไม่มีการยิงจรวดลูกแรกเข้าใส่ปั๊มน้ำมันก่อน แต่เป็นการยิงจรวดมาพร้อมกันในทั้งสองจุด ก็น่าจะมีคนบาดเจ็บล้มตายมากกว่านี้....ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่มา 13 ปี....สถานการณ์ครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่เคยเป็นมา
คลิปวีดิโอความยาว 57 วินาที ที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นสภาพหลังการโจมตีของร้าน 7-Eleven คาดว่าผู้บันทึกวีดิโอเป็นผู้หญิง ซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์ที่จอดอยู่บริเวณด้านหน้าของร้านสะดวกซื้อ เป็นภาพที่มีการแพนกล้องไปรอบ ๆ แสดงให้เห็นถนนสายหลักที่อยู่ใกล้กับร้าน 7-Eleven จากนั้นมีการโฟกัสกล้องที่ร้านสะดวกซื้อ ที่ด้านหน้าร้านจะเห็นกระจกที่แตกกระจาย และแผ่นป้ายหน้าร้านค้าตกลงมาด้านหน้า มีควันสีเทาหนาลอยพวยพุ่งขึ้นมาจากหลังคา พร้อมกับเสียงผู้หญิงที่ตะโกนว่า “แล้วคนนั้นล่ะคะ?” เป็นภาษาไทย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการพูดถึงชายคนหนึ่งที่นอนเสียชีวิตอยู่ในกระบะด้านหลังของรถกระบะที่จอดอยู่ตรงข้ามกับร้าน ทั้งยังมีภาพผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้นด้านหลัง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยฝุ่นดิน และมีเลือดไหลออกมาจากทั้งปากและจมูก ผู้ชายสองคนและวัยรุ่นชายอีกคนหนึ่งวิ่งไปที่ผู้ชายซึ่งอยู่ท้ายรถกระบะ และพยายามช่วยกันกู้ชีวิตของเขา ขณะที่พวกเขายกตัวผู้ชายขึ้นมา ผู้หญิงซึ่งอยู่ด้านหลังล้มตัวลงไปข้างหลังเหมือนกับจะเป็นลม ชายคนหนึ่งจึงเข้าไปตรวจสอบอาการผู้หญิงคนนั้น ส่วนชายอีกคนหนึ่งและวัยรุ่นชายได้พากันแบกร่างที่แน่นิ่งออกมาจากหลังรถกระบะ และนำไปไว้ที่ท้ายรถซึ่งเป็นจุดที่มีการถ่ายวิดีโอ
ภาพถ่ายของสำนักข่าว Agence France-Presse (AFP) ซึ่งมีรายงานว่าเป็นการถ่ายเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ในจังหวัดเขาพระวิหาร กัมพูชา แสดงให้เห็นภาพของทหารกัมพูชาขณะที่กำลังบรรจุจรวดเข้าไปในเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง
(MRLS) ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังรถบรรทุก ภาพของสำนักข่าว AFP อีกภาพหนึ่ง แสดงให้เห็นจรวดขณะที่วางอยู่ในที่บรรจุและมีภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่าเป็นลูกปืนใหญ่ขนาด 122 มม. รุ่น “SHE-40” ซึ่งเป็นจรวดที่ไม่มีระบบรางนำวิถีที่ผลิตโดยบริษัท North Industries Corporation ของประเทศจีน Grad (หมายถึง “ลูกเห็บ” ในภาษารัสเซีย) เป็นระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องที่สามารถยิงจรวดมากถึง 40 ลูกในคราวเดียวกัน โดยใช้เวลาประมาณ 18-20 วินาทีต่อการยิงหนึ่งชุด และมีวิถีการยิงสูงสุดที่ 50 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างสำหรับจรวด ป้องกันไม่ให้ฝ่ายศัตรูสามารถยึดครองพื้นที่เป้าหมายได้
จรวด Grad เป็นจรวดที่ไม่มีระบบนำวิถี และเป็นที่รู้กันว่าขาดความแม่นยำ จรวดแต่ละลูกอาจตกลงในพื้นที่กว้างกว่า 50,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอลเจ็ดแห่ง จรวดแต่ละลูกมีดินระเบิด 6.4 กิโลกรัม ซึ่งอาจทำให้เกิดสะเก็ดระเบิดหลายพันชิ้น สามารถสังหารและทำให้บุคคลบาดเจ็บในรัศมีกว่า 20 เมตร จากวิดีโอหลายชิ้นซึ่งฟอร์ตี้ฟายไรต์ได้รับมา แสดงให้เห็นภาพของทหารกัมพูชาขณะที่นำเครื่องยิงจรวด Grad ทั้งที่ผลิตในจีนและโซเวียตมุ่งหน้าไปที่พรมแดนประเทศไทย และมีการยิงจรวด Grad เป็นชุดเข้าใส่ฝั่งประเทศไทย ทั้งยังมีคลิปวิดีโอการยิงจรวด Grad ไปยังเป้าหมายในอากาศด้วย
ฟอร์ตี้ฟายไรต์ยังได้พูดคุยกับชาวบ้านคนไทยที่ต้องพลัดถิ่นฐานเนื่องจากการโจมตีของกัมพูชา สมจิตร อายุ 52 ปี เป็นเกษตรกรทำสวนยางจากอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เธอได้บรรยายสภาพที่ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2568 ว่า
"ประมาณ 11 โมงเช้า ไม่นานหลังเริ่มมีเสียงปืนดังขึ้น ฉันเริ่มได้ยินเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ และถี่มากขึ้น ไม่ใช่การยิงหนึ่งครั้ง จากนั้นก็เงียบไป แต่เป็นการยิงแบบรัว ๆ “ตู้ม ตู้ม ตู้ม ตู้ม” ยิงมามากว่า 10 ลูก จากนั้นก็เงียบไปสักพัก แล้วก็เริ่มยิงใหม่" สมจิตร กล่าว
เมื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์ตอนที่มีการยิงปะทะกันก่อนหน้านี้ที่พรมแดน สมจิตรบอกว่า “ปกติเวลาที่พวกเขายิงใส่กัน กระสุนจะตกอยู่แถวพรมแดน ไม่เคยมีการยิงระเบิดเข้ามาที่พื้นที่ในเมืองมาก่อน ไม่เคยเลย”
วันที่ 24 ก.ค. 2568 จิตอารี เกษตรกรทำสวนยางอายุ 39 ปี จากหมู่บ้านในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เล่าให้ฟอร์ตี้ฟายไรต์ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอต่อเหตุการณ์ความไม่สงบว่า
"พวกเขาประกาศให้เราเตรียมพร้อมที่จะอพยพ เพราะมีการยิงกันแล้ว...ในตอนแรก ฉันไม่ได้ย้ายออกทันที เพราะฉันเป็นกรรมการสวนยาง และต้องคอยดูแลการรับซื้อเศษยางจากชาวบ้าน ฉันก็กลัวมาก แต่ก็เป็นหน้าที่ด้วย ไหนจะกังวลเกี่ยวกับพ่อแม่ที่แก่แล้ว พ่อฉันเป็นผู้ป่วยติดเตียงด้วย" จิตอารี กล่าว
เมื่อพูดถึงผลกระทบจากความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา จิตอารี บอกกับฟอร์ตี้ฟายไรต์ว่า “ทุกคนที่นี่ต่างรู้สึกเดือดร้อน...ไม่มีใครเลี้ยงลูกขึ้นมาเพื่อให้ต้องมาตายแบบนี้หรอก”
กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่ากฎหมายสงคราม กำกับดูแลการปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายในระหว่างที่เกิดการขัดกันทางอาวุธระหว่างประเทศ รวมทั้งการสู้รบอย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกำหนดให้คู่กรณีทุกฝ่ายของการขัดกันทางอาวุธ ต้องแยกแยะระหว่างพลเรือนและทรัพย์สิ่งของพลเรือน (เช่น บ้าน โรงเรียน และโรงพยาบาล) กับเป้าหมายทางทหาร กฎหมายสงครามมีข้อห้ามอย่างชัดเจนต่อการโจมตีโดยตรงและการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ต่อพลเรือนและทรัพย์สิ่งของพลเรือน
ข้อ 51(4) ของพิธีสารเสริมของอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีได้นิยามคำว่า การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ดังนี้
ก) การโจมตีโดยไม่ได้กระทำโดยตรงต่อเป้าหมายทางทหารในลักษณะเฉพาะ
ข) การโจมตีโดยใช้วิธีการหรือปัจจัยการรบ ซึ่งไม่สามารถเพ่งเล็งต่อเป้าหมายทางทหารในลักษณะเฉพาะได้ หรือ
ค) การโจมตีโดยใช้วิธีการหรือปัจจัยการรบ ซึ่งก่อให้เกิดผลอันไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้ตามที่กำหนดไว้ในพิธีสารฉบับนี้ และจะเป็นผลให้การโจมตีแต่ละกรณีเช่นว่ามีลักษณะเป็นการทำลายเป้าหมายทางทหารและพลเรือน หรือทรัพย์สิ่งของพลเรือนโดยปราศจากซึ่งการแยกแยะ
ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคี ให้อำนาจศาลในการพิจารณาคดีอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนชาติ หรือเกิดขึ้นในดินแดนของรัฐภาคีต่อธรรมนูญกรุงโรม
การโจมตีด้วยจรวดและปืนใหญ่ของกัมพูชาที่มีเป้าหมายเป็นประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีลักษณะที่ไม่แยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือนและทรัพย์สิ่งของพลเรือน จึงอาจถือได้ว่าเป็นการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าวในวันนี้
“คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติ สามารถจัดตั้งขึ้นได้โดยหลายหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ รวมทั้งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะช่วยพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับความเป็นไปได้ว่าได้เกิดอาชญากรรมสงครามระหว่างการสู้รบครั้งนี้” Peter Bouckaert กล่าว “การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นก้าวย่างแรกที่นำไปสู่ความรับผิด และเมื่อมีความรับผิด เราย่อมจะสามารถประกันให้เกิดความยุติธรรมต่อเหยื่อและผู้รอดชีวิต และมีการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจังมากขึ้นในอนาคต”