'เครือข่ายประชากรข้ามชาติ' (MWG) ยื่น ‘รมว.แรงงาน’ ปมข้อห่วงใยสถานการณ์ 'แรงงานกัมพูชา’ วอนเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานหลังกลับประเทศแล้วกว่า 3 แสนคน ชี้แม้ไม่เชื่อรัฐบาลตัวเองแต่ไม่มั่นใจความปลอดภัยไทยปลุกชาตินิยม ชง 10 ข้อเสนอบริหารจัดการแรงงานกัมพูชา ‘คุ้มครองความปลอดภัย- เปิดช่องฟาสต์แทร็กขึ้นทะเบียน-ยกเว้นการขอรักษาสิทธิวีซ่าฯ-ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานชายแดนฯ’ ด้าน ‘สมาคมประมง’ เผย 4 จ.ภาคตะวันออกเดือดร้อนหนัก ขณะที่ ‘สมาคมชาวไร่อ้อย’เตรียมพร้อมรับมือ ธ.ค.ฤดูตัดอ้อย

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงแรงงาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) พร้อมองค์กรที่เกี่ยวข้องและตัวแทนแรงงานข้ามชาติกัมพูชา เข้ายื่นหนังสือถึงนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน เรื่องข้อห่วงใยต่อสถานการณ์แรงงานกัมพูชาและข้อเสนอแนวทางการการแก้ไขจากองค์กรภาคประชาสังคม
เผยแรงงานกัมพูชากลับประเทศเหตุหวั่นความปลอดภัย-ขัดแย้งลามบุคคลจากปัจจัยชาตินิยม
โดยนายอดิศร เกิดมงคล กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบมาต่อเนื่องจนถึงวันนี้ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศครั้งนี้มาจากความไม่มั่นใจในความปลอดภัยในภาวะที่มีเหตุพิพาทรุนแรงระหว่างไทย-กัมพูชาที่ลุกลามเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลอันเนื่องจากปัจจัยเชิงชาตินิยม แม้แรงงานส่วนใหญ่จะไม่มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลกัมพูชาเรื่องการจัดให้แรงงานที่เดินทางกลับบ้านมีตำแหน่งงานที่เพียงพอและค่าตอบแทนที่เพียงพอต่อการยังชีพหากแต่ขณะเดียวกันแรงงานก็ไม่มีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยที่จะอยู่ในประเทศไทยด้วยเนื่องจากขาดการสื่อสารจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับรองหรือมาตรการความปลอดภัยให้แรงงาน
ทยอยกลับแล้วกว่า 3 แสน เครือข่ายฯ จี้เร่งหยุดการไหลออกลดความเสี่ยงขาดแคลนแรงงานฉับพลัน
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศกว่า 300,000 คนแล้วและยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน กระทรวงแรงงานประกาศแนวความเห็นเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยการนำเข้าแรงงานจากประเทศศรีลังกาแทน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติเห็นด้วยว่าเมื่อมีความขาดแคลนแรงงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาแรงงานทดแทน แต่สำคัญเร่งด่วนกว่าคือการหยุดการไหลออกของแรงงานเพื่อให้ประเทศไทยมีเวลาพอสมควรในการบริหารสถานการณ์และลดความลดความเสี่ยงในการขาดแคลนแรงงานฉับพลัน
ความไม่ปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาขยายวงกว้างมากขึ้น มีข้อมูลว่าแรงงานกัมพูชาถูกคุกคามต่อเสรีภาพ การทำร้ายร่างกายแม้ในพื้นที่ห่างไกลชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบว่ากลไกของรัฐหรือตำรวจไม่สามารถสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยและเข้าถึงความยุติธรรมได้ การคุกคามที่พบแม้จะไม่มีความสูญเสียหรือบาดเจ็บร้ายแรงแต่สะท้อนว่าเป็นการก่อเหตุอันเหตุจากความเกลียดชังหรือ hate crime ซึ่งภาครัฐควรจะต้องตระหนักและมีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการขจัดอาชญากรรมจากความเกลียดชังนี้อย่างเป็นรูปธรรม
ชง 10 ข้อเสนอ ‘คุ้มครองความปลอดภัย-ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานชายแดนไทย-กัมพูชา’
นายอดิศร กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ข้างต้นเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติมีข้อเสนอแนะจากมุมมององค์กรภาคประชาสังคมเพื่อการบริหารจัดการแรงงานกัมพูชาดังนี้ ประเด็นเร่งด่วน
1. กระทรวงแรงงานควรออกประกาศ และประชาสัมพันธ์ยืนยันว่าแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในไทยจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทยทุกประการ ควบคู่ไปกับการประสานงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งดำเนินการในคดีที่มีการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่คุกคามต่อแรงงานข้ามชาติอย่างเปิดเผย โดยสื่อสารสู่สาธารณะเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน นายจ้างและแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งดำเนินคดีอย่างจริงจังต่อกลุ่มที่เผยแพร่ข้อมูลความเกลียดชัง ยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งไม่สนับสนุนกลุ่มที่มีพฤติกรรมดังกล่าว
2. จัดตั้งสายด่วนแรงงานข้ามชาติในภาวะฉุกเฉิน ที่มีเจ้าหน้าที่ล่าม และทีมสนับสนุนภาคสนามจากกรมการจัดหางานและองค์กรภาคประชาสังคม และสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจให้นายจ้างและแรงงานข้ามชาติ โดยทำหน้าที่ให้ข้อมูลแก่นายจ้างและแรงงานข้ามชาติ รับเรื่องร้องเรียนในกรณีต่าง ๆ ประสานงานเพื่อดำเนินการในเรื่องเอกสารประจำตัวของแรงงานข้ามชาติ และประเด็นเรื่องสิทธิแรงงาน เช่น กรณีเลิกจ้าง ค่าจ้างค้างจ่าย เป็นต้น
3. ตั้งศูนย์เฉพาะกิจชายแดนที่แรงงานเดินทางออกช่วยเหลือแรงงานก่อนเดินทางกลับประเทศเพื่ออำนวยให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงกลไกการร้องเรียนและสิทธิตามกฎหมาย เช่น กรณีแรงงานเดินทางกลับโดยไม่ได้รับค่าแรง นอกจากนี้เครือข่ายยังพบว่ามีกรณีแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศแต่เอกสารประจำตัวอยู่ในความครอบครองของนายจ้างและหรือบริษัทจัดหางานอันเนื่องมากจากการดำเนินการทางเอกสารระหว่างประเทศ ทำให้แรงงานข้ามชาติที่ต้องการเดินทางกลับอย่างถูกต้องไม่สามารถดำเนินการได้
4. กระทรวงแรงงานควรพิจารณามาตรการการลดผลกระทบต่อการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในภาคการเกษตรในพื้นที่ชายแดน ของผู้ประกอบการไทยอย่างเร่งด่วน โดยพิจารณาขอให้พิจารณาดำเนินการผ่อนผันการขออนุญาตทำงานสำหรับคนสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ที่มีเอกสารหนังสือเดินทาง และได้รับการตรวจตราประเภทต่าง ๆ ทั้งที่ยังมีระยะเวลาอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย หรือสิ้นสุดการอนุญาตแล้วก็ตาม โดยคณะรัฐมนตรีภายใต้การเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 14 และ 63/2 ในการผ่อนผันให้อยู่และทำงานในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว ไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามฤดูกาลในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีความต้องการเร่งด่วน
5. ขอให้รัฐบาล กระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พิจารณาดำเนินการจดทะเบียนผ่อนผันให้คนต่างด้าวสัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้อง สามารถอยู่และทำงานในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินสองปี โดยพิจารณาให้ดำเนินการผ่านศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการหาแรงงานมาทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานข้ามชาติ
6. พิจารณาขยายระยะเวลาในการดำเนินการต่ออายุแรงงานกัมพูชาที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 ก.ย. 2567 และมติอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังจะสิ้นสุดการดำเนินการในวันที่ 13 ส.ค. 2568 พบว่ายังมีแรงงานกัมพูชาอีกจำนวนมากยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันเนื่องจากความล่าช้าในการออกเอกสารรับรองจากประเทศต้นทาง และการไม่สามารถดำเนินการจัดทำเอกสารหนังสือเดินทางเล่มใหม่ได้ จากสถานการณ์การปิดด่านชายแดน และการยุติความสัมพันธ์ชั่วคราวทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา จึงควรพิจารณาขยายเวลาการดำเนินการออกไปอีก 6 เดือนจนถึง 13 ก.พ. 2569 เช่นเดียวกับแรงงานจากพม่า และพิจารณายกเว้นการตรวจลงตราวีซ่าไปก่อนตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เพื่อป้องกันไม่แรงงานกัมพูชาหลุดระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของนายจ้างและแรงงานข้ามชาติ
7. พิจารณาผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชาที่นำเข้าตาม MoU ที่กำลังสิ้นสุดการได้รับอนุญาตให้ทำงานเนื่องจากทำงานครบเงื่อนไข 4 ปี ในประเทศไทยแล้ว กระทรวงแรงงานควรเร่งออกมาตรการการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานกลุ่มนี้ โดยพิจารณาการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวในประเทศไทยเพื่อป้องกันแรงงานหลุดจากระบบอันเนื่องมาจากเงื่อนไขกระบวนการนำเข้าแรงงาน
8. กำหนดมาตรการรองรับแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับเข้ามาทำงาน โดยพิจารณาตั้งจุดประสานงานชั่วคราว ณ ด่านชายแดนหลัก สำหรับแรงงานที่ประสงค์เดินทางกลับเข้ามาสามารถลงทะเบียนล่วงหน้า หรือให้นายจ้างแจ้งความประสงค์ต่อกระทรวงแรงงาน/สำนักงานจัดหางานในพื้นที่โดยให้เสนอมีมติคณะรัฐมนตรีให้ เปิดช่องทางพิเศษ (Fast Track) สำหรับแรงงานกัมพูชาที่เคยมีประวัติทำงานในไทย ใช้ฐานข้อมูลเดิมเพื่อลดเวลาและต้นทุนในกระบวนการเดินทางกลับเข้ามาทำงานอย่างเป็นระบบ และยกเว้นการขอรักษาสิทธิวีซ่า (Re-entry visa) ให้แก่แรงงานกัมพูชาที่เดินทางออกนอกประเทศไปในช่วงการสู้รบ เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกในการกลับเข้าประเทศและมีมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง
9. กระทรวงแรงงานพิจารณาแนวทางความร่วมมือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการเพื่อรักษากำลังแรงงานไว้ในประเทศกระทรวงแรงงานควรพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาแก่นายจ้างที่ได้รับผลกระทบและความเสียหาย ทั้งจากการสู้รบและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติ ดำเนินการเจรจาลดขั้นตอน ลดค่าธรรมเนียม และอำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานภายใต้ระบบ MoU เพื่อให้กระบวนการจ้างงานมีความคล่องตัวและเป็นธรรมมากขึ้น ในเบื้องต้น เสนอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาแนวทางการนำเข้าแรงงานตาม MoU ภายใต้คณะกรรมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่มีหน้าที่ศึกษา และจัดทำข้อเสนอแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงบันทึกข้อตกลง MoU กับประเทศต้นทาง รวมทั้งมาตรการและแนวทางที่จะทำให้การนำเข้าแรงงาน MoU มีสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ
10. กระทรวงแรงงานควรพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ระดับพื้นที่ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนผู้ประกอบการและเกษตรกรที่จ้างแรงงานข้ามชาติ ภาควิชาการและภาคประชาสังคม เพื่อทำหน้าที่ในการประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงาน และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้แก่กระทรวงแรงงานและรัฐบาลต่อไป ในระยะยาวกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการแบบกึ่งกระจายอำนาจเพื่อให้จังหวัดบริหารจัดการตัวเองตามสถานการณ์และประเด็นเฉพาะของแต่ละพื้นที่
‘สมาคมประมงฯ’ ชี้เดือดร้อนออกเรือไม่ได้ 4 จ. ภาคตะวันออกขาดแคลนแรงงานประมง
ขณะเดียวกันนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมทางโทรศัพท์ถึงสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ที่แรงงานกัมพูชาย้ายกลับประเทศส่งผลกระทบต่อภาคการประมงอย่างไรบ้าง ว่า ตอนนี้มีบางจังหวัดที่ใช้แรงงานกัมพูชาแจ้งมาว่าไม่สามารถออกเรือทำประมงได้ เพราะว่าแรงงานกลับประเทศหมด จากนี้เราจึงต้องเข้าไปพบนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน เพื่อหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจังหวัดที่ต้องใช้แรงงานชาวกัมพูชาก็มีตั้งแต่ จ. ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ส่วนจังหวัดอื่นจะใช้แรงงานชาวเมียนมามากกว่า ซึ่งแรงงานกัมพูชาในภาคประมงมีประมาณ 1 หมื่นกว่าคน อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือมีวัยรุ่นหัวร้อนเข้ามาป่วนแรงงาน ซึ่งเราก็ดูแลความปลอดภัยในส่วนนี้ และขอให้ทางจังหวัดควบคุมให้ดี เพราะหากแรงงานกลับไปหมดจะเกิดปัญหาขึ้น ในส่วนของตัวแรงงานก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาก็มาทำมาหากิน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับทหารหรือรัฐบาลอยู่แล้ว
แนะเปลี่ยนแรงงาน ‘เมียนมา’ ทดแทน
นายมงคล กล่าวว่า ทั้งนี้แรงงานกัมพูชาที่กลับประเทศไปก็เพราะข่าวลือต่างๆ ว่าหากไม่กลับไปจะถูกยึดบ้านและที่ดิน ถ้าไม่มีเรื่องนี้เขาก็ไม่กลับอยู่แล้ว หากเหตุการณ์ความขัดแย้งยังยาวนานออกไปและชาวกัมพูชากลับหมด ไม่มีแรงงานชาวกัมพูชา ก็ยังมีแรงงานเมียนมาทดแทน สามารถเปลี่ยนเอาแรงงานเมียนมาเข้ามาได้ แต่ก็ขึ้นกับเงื่อนไขของกระทรวงแรงงานที่จะเปิดดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะในส่วนของเรือประมงหากไม่ถูกต้องก็ไม่สามารถลงเรือได้ โดยจากนี้สมาคมฯ จะขอเข้าพบและพูดคุยกับ รมว.แรงงานในเร็วๆ นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
‘ชาวไร่อ้อย’เตรียมพร้อมรับมือเดือน ธ.ค.ฤดูตัดอ้อย หวังเหตุปะทะยุติโดยเร็ว
ด้านนายมนตรี วิศณุพรประสิทธิ์ ประธานสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานใต้ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมทางโทรศัพท์ด้วยว่า เวลานี้ชาวไร่อ้อยในพื้นที่ตนคือ จ.สระแก้ว ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนแรงงานกัมพูชาเท่าไร เพราะบางส่วนเขาก็ไม่ได้กลับ ซึ่งแรงงานที่ยังอยู่ในประเทศไทย ตนได้พูดคุยกับกระทรวงแรงงานแล้ว โดยทางกระทรวงจะขึ้นทะเบียนให้ แต่ทราบว่าในพื้นที่อื่นทางภาคตะวันออกชาวสวนลำไยใน จ.จันทบุรี ได้รับผลกระทบอย่างมาก และความเสียหายเกิดขึ้นแล้วเพราะขาดแคลนแรงงานในการเก็บผลผลิต
“ในส่วนอ้อยนั้นยังมีเวลาอยู่ แต่เราก็ต้องเตรียมการรองรับไว้ โดยใน จ.สระแก้ว ปราจีนบุรี ยังมีแรงงานชาวกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ประมาณ 3,000 คน ที่ไม่กลับประเทศ เพราะไม่เชื่อรัฐบาลของเขา แต่ช่วงที่ต้องการแรงงานจำนวนมากคือเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้ซึ่งเป็นฤดูตัดอ้อย ได้แจ้งต่อกรรมาธิการฯ ที่เกี่ยวข้องไปว่าต้องการแรงงานจำนวน 23,500 คนทั้งประเทศ สำหรับอ้อยเราใช้รถตัดบางส่วน จึงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ที่ผ่านมาได้ตนได้มีการพูดคุยกับทางกระทรวงแรงงานไว้แล้วว่า หากแรงงานไม่เพียงพอก็ต้องหาจากที่อื่นมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นลาวหรือเมียนมา”นายมนตรีกล่าว
นายมนตรี กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลนั้น มองว่าหากปัญหาชายแดนยังไม่ยุติก็ไม่ต้องรับแรงงานกัมพูชาเข้ามาแล้ว เราหาจากที่อื่นมาทดแทนได้ อีกทั้งเรายังมีเครื่องจักร ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณไว้ปีละ 2,000 ล้านบาท ให้ชาวไร่อ้อยสามารถรวมกลุ่มกันกู้เงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อซื้อรถตัดอ้อย เราก็ยังพอแก้ไขสถานการณ์ไปได้ พื้นที่ จ.สระแก้วไม่มีปัญหาอะไร แรงงานกัมพูชากับนายจ้างในพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่กันมานานเหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่มีความขัดแย้ง สุดท้ายอยากให้เรื่องนี้ยุติโดยเร็ว เพราะแรงงานกัมพูชาเขาอยู่มานานและตัดอ้อยเก่ง นอกจากนั้นในเรื่องการเจรจากับทางลาว อยากให้กระทรวงแรงงานดูในเรื่องกฎระเบียบที่จะออกมาผ่อนผันการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกลง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป
ทั้งนี้สำหรับข้อมูลสถิติแรงงานข้ามชาติ เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา 2,982,603 คน กัมพูชา 511,442 คน ลาว 288,897 คน และเวียดนาม 6,914 คน
