ภาคประชาสังคม และแรงงาน ร่วมยื่นหนังสือถึง รมว.แรงงาน ขอให้พิจารณาระงับกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตทำงานคนงานข้ามชาติแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-WorkPermit) ชั่วคราว จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาจนเสร็จ หลังช่วงที่ผ่านมาระบบมีปัญหาหลายอย่างทั้งระบบล่ม ข้อมูลหาย และอื่นๆ สร้างภาระให้นายจ้าง คนงานหลุดออกจากระบบจำนวนมาก
2 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (1 พ.ค.) เวลา 14.01 น. ที่กระทรวงแรงงาน เครือข่ายกลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ นำโดย อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) สาวิทย์ แก้วหวาน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน พร้อมด้วย แรงงานข้ามชาติ 4 สัญชาติ เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเรียกร้องให้มีการระงับระบบต่ออายุใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-WorkPermit ชั่วคราว จนกว่าจะแก้ไขปัญหาเสร็จ โดย สนทยา กาลาศรี ผู้ตรวจราชการ กรมจัดหางาน ตัวแทนรับหนังสือ
ข้อมูลผิด หาชื่อในระบบไม่เจอ
อดิศร เกิดมงคล ระบุว่า ตัวระบบ E-WorkPermit ที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้ เริ่มใช้ตั้งแต่ ต.ค. 2568 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งพบปัญหามากมาย ดังนี้
- เว็บไซต์ E-WorkPermit ล่ม เวลาที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก
- เวลาโอนข้อมูลเข้าสู่ระบบใหญ่ มีการพบปัญหาข้อมูลหาย และมีข้อมูลผิด เช่น ระบุว่าเพศ 'ชาย' แต่มาอีกทีเป็น เพศหญิง หรือระบุว่าสัญชาติจากกัมพูชา แต่กลายเป็นคน 'เวียดนาม' ทำให้คนงานและนายจ้างต้องยื่นแก้ไขข้อมูล แต่พอไปยื่นแก้ไขข้อมูล กรมจัดหางาน กลับบอกว่าแก้ไขไม่ได้ เนื่องจากโอนข้อมูลเข้าสู่ระบบใหญ่ไปแล้ว ขอแก้ไป-ขอแก้มา สุดท้ายทำเรื่องไม่ทันเดดไลน์อนุมัติวันสุดท้าย เมื่อ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา
- เจ้าหน้าที่แจ้งปัญหากระชั้น หรือวันเดียวกับวันเดดไลน์ เช่น เอกสารไม่ครบ และให้มายื่นเอกสารให้ทันภายในวันเดียว หรือแจ้งว่าเอกสารเดิมหาย ต้องให้ไปแจ้งความ และให้นำใบแจ้งความไปยื่นให้กรมการจัดหางาน ภายในวันเดียว ก็ทำให้แรงงาน-นายจ้างทำเรื่องไม่ทัน
- เวลาใส่ข้อมูลเปลี่ยนนายจ้าง ระบบเดิมนายจ้าง-คนงานต่างคนต่างแจ้ง แต่ระบบใหม่ คนงานต้องแจ้งที่กรมจัดหางานก่อน และเขาจะให้คนงานไปทำใบอนุญาตทำงานใหม่ที่ทำโดยบริษัท Outsource ปรากฏว่าคิวทำบัตรเต็ม โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คิวเต็มหมด ตัวของคนงาน-นายจ้างก็ต้องยอมเสียเงินเดินทางข้ามจังหวัด เช่น อยู่กรุงเทพฯ แต่ต้องไปขอนแก่น ตาก หรือเชียงใหม่ เพื่อไปทำใบอนุญาตทำงาน กลายเป็นการสร้างภาระให้คนงานเพิ่มขึ้น และกฎหมายกำหนดระยะเวลาต้องทำภายใน 60 วันหลังจากคนงานเปลี่ยนนายจ้าง และนายจ้างถ้ารับคนงานมาแล้ว ต้องแจ้งเข้าภายในระยะเวลา 15 วัน ก็กลายเป็นว่าหลายคนทำเรื่องไม่ทัน โดนปรับเงินจำนวนมาก
- ผลกระทบต่อมา คือพอกรมจัดหางาน ออกใบอนุญาตฯ ให้ไม่ได้ ทำให้นายจ้างไปต่อ VISA ให้คนงานไม่ทัน ซึ่งสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จะปรับเงินวันละ 500 บาทนับตั้งแต่วันขาดอายุ พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทำให้นายจ้างต้องเสียเงินเยอะ บางคนเกือบ 1 แสนบาท ส่วนกรมจัดหางานก็ไม่รับผิดชอบอะไร เขาก็ตอบว่านายจ้างทำเรื่องช้าเอง
ตั้งคณะทำงาน ศึกษาแก้ไขระบบ ค่อยกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง
สำหรับเรื่องข้อเรียกร้อง อดิศร มองว่า ถ้ายังปล่อยให้มีการใช้ระบบ E-WorkPermit ต่อไป คนงานจะหลุดจากระบบไปเรื่อยๆ และจะกลายเป็นภาระทั้งคนงานและนายจ้าง เพราะฉะนั้น เราอยากให้หยุดระบบไว้ก่อน และให้มีการพูดคุยกันระหว่างผู้ใช้งา และคนทำระบบ ว่าเจอปัญหาตรงไหน และแก้ไขจนกว่าจะเสร็จ โดยระหว่างที่แก้ไขก็ระงับการใช้ระบบ E-WorkPermit และกลับไปใช้ระบบเดิมคือให้ยื่นเอกสารที่กรมจัดหางาน เพื่อให้คนไม่หลุดจากระบบเพิ่ม และเมื่อระบบการันตีแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไร ก็ค่อยกลับมาใช้ E-WorkPermit อีกครั้ง
"เราเสนอกรมฯ ว่าตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งได้ไหม และเอาตัวแทนคนใช้ คนงาน นายจ้าง คนงานบริษัทนำเข้า มานั่งคุยกัน เป็นคณะทำงานร่วมกัน มานั่งศึกษาร่วมกันว่าระบบที่ดี ควรเป็นยังไง คืออะไร จะแก้ไขอย่างไร" อดิศร กล่าว
หลังการยื่นหนังสือ เดิมทีเหมือนมีกำหนดการว่าจะต้องมีการเปิดห้องหารือกันระหว่างภาคประชาสังคม กับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่อรับฟังปัญหา และหาแนวทางการแก้ไข แต่กลายเป็นว่าไม่มีการหารือกันต่อ
แกนนำคนงาน นำโดยสาวิทย์ แก้วหวาน และสุธาสินี แก้วเหล็กไหล จึงประกาศกับคนงานว่า พวกเขาจะมาติดตามข้อเรียกร้องในอีก 10 วันหลังจากนี้ นับตั้งแต่มีการยื่นหนังสือ
