เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ออกจดหมายเปิดผนึกชี้ เด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติกว่า 7.8 หมื่นคน คือปัจจัยต่อเสถียรภาพแรงงานและห่วงโซ่อุปทาน เสนอรัฐ–ธุรกิจ–ประชาสังคมร่วมจัดการศึกษาเชิงระบบ ป้องกันแรงงานเด็ก ลดความเสี่ยง ESG และรักษาความเชื่อมั่นคู่ค้าต่างประเทศ

ภาพจาก: ดลวรรฒ สุนสุข (แฟ้มภาพ)
18 กุมภาพันธ์ 2569 เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เผยแพร่ จดหมายเปิดผนึก การบริหารจัดการเด็กในครอบครัวแรงงานเพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศไทย ระบุว่าประเทศไทยพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในภาคการผลิตและบริการสำคัญมานานกว่า 2 ทศวรรษ ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 5 ล้านคน กระจายอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตร ประมง ก่อสร้าง และบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของประเทศ
ในครอบครัวแรงงานเหล่านี้ มีบุตรหลานที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งกลุ่มผู้ติดตามที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องมีจำนวนประมาณ 78,864 คน (ข้อมูลคาดการณ์ปี 2568) เด็กในครอบครัวแรงงานเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเสถียรภาพของระบบแรงงานไทย เพราะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าสู่แรงงานก่อนวัยอันควร หรือการตกอยู่ในสภาพเปราะบาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าและการค้าของประเทศ
ในบริบทที่มาตรฐานแรงงานสากลเข้มงวดขึ้น และประเทศคู่ค้าหลายประเทศให้ความสำคัญกับประเด็นแรงงานเด็กและการค้ามนุษย์ การบริหารจัดการเด็กในครอบครัวแรงงานอย่างเหมาะสมจึงมิใช่เพียงประเด็นทางสังคม หากแต่เป็นมาตรการเชิงป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งอยู่ภายใต้การติดตามของหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น U.S. Department of Labor และ U.S. Department of State
เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติเห็นว่า การบริหารจัดการเด็กกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบผ่านกลไกการศึกษา มิใช่ภาระทางสังคม แต่คือ "มาตรการเชิงป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ" ที่สำคัญยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้:
การขจัดความเสี่ยงด้านแรงงานเด็กในเวทีโลก การให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งในโรงเรียนรัฐและศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เป็นหลักประกันว่าเด็กจะไม่หลุดเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร ซึ่งจะช่วยสร้าง "สัญญาณสีเขียว" ว่าผลิตภัณฑ์ของไทยปลอดจากการใช้แรงงานเด็ก ลดความเสี่ยงจากการถูกขึ้นบัญชีดำหรือการตรวจสอบจากประเทศคู่ค้า เช่น สหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Labor และ U.S. Department of State)
การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (ESG) ในยุคที่มาตรฐานการค้าโลกให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) การดูแลสวัสดิภาพครอบครัวแรงงานจะช่วยลดความเสี่ยงที่ธุรกิจไทยจะถูกตั้งคำถามในเวทีระหว่างประเทศ
ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบแรงงาน การที่แรงงานสามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียนได้อย่างปลอดภัย ช่วยให้แรงงานปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดความกังวลด้านครอบครัว และสร้างเสถียรภาพให้แก่สถานประกอบการที่ต้องพึ่งพาแรงงานเหล่านี้
เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติขอเสนอแนวทางดังต่อไปนี้
1. ส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็กในครอบครัวแรงงานอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงแรงงานเด็กและการเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร
2. สนับสนุนบทบาทของผู้ประกอบการในการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยร่วมส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลครอบครัวแรงงาน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้าน ESG และการถูกตั้งคำถามจากประเทศคู่ค้า
3. พัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อให้การจัดการด้านการศึกษาและการคุ้มครองเด็กดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายไทย
4. ยืนยันเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการป้องกันแรงงานเด็กในทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศ และรักษาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
การดูแลเด็กในครอบครัวแรงงานมิใช่การเพิ่มภาระ หากแต่เป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่ช่วยรักษาเสถียรภาพแรงงาน ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก
การดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ สมดุล และคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมาตรฐานแรงงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
