ศ.เกียรติคุณ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คือองค์ปาฐกคนแรกของ ‘ปาฐกถา นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ที่เพิ่งเริ่มต้นในปี 2568 หนังสือเล่มสำคัญอย่าง ‘ปากไก่และใบเรือ’ ถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นที่ธเนศช่วยคลี่ขยายว่าการศึกษาเศรษฐกิจ-สังคมในช่วงต้นรัตนโกสินทร์มีความหมายอย่างไรกับสังคมไทย การวิเคราะห์ทุนนิยม-ชนชั้นนำในเวลานั้นของนิธิดูจะให้ภาพสะท้อนที่ ‘ลุ่มลึก’ แตกต่างออกไปจากการศึกษาอื่นๆ จากวรรณกรรมสู่วัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจ เพื่อตอบข้อสงสัยว่า ทุนนิยมเข้ามาในสังคมไทยเมื่อไรแน่ ชนชั้นศักดินาปรับตัวอย่างไร และเพราะอะไรทุนนิยมจึงไม่เติบโตอย่างเต็มที่เหมือนในยุโรป ไม่นำพาสังคมไทยให้ก้าวหน้า และยังคงติดกับดักอยู่ ‘คล้ายกัน’ จนปัจจุบันใช่หรือไม่
ธเนศ เกริ่นนำว่า เขาสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตทางสังคม (mode of production) โดยเฉพาะระบบ ‘ก่อนทุนนิยม’ หรือระบบศักดินาของยุโรป (feudalism) และสำหรับเมืองไทยคือ ‘ระบบศักดินา’ ที่เรารู้จักกัน ว่ามันเปลี่ยนผ่านเป็นทุนนิยมได้อย่างไร เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนเป็นระบบทุนนิยในศตวรรษที่ 18-19 สยามก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นเช่นกัน มีการวิวาทะเรื่องนี้กันพอสมควร และพบว่ามีบทหนึ่งในหนังสือ ‘ปากไก่ใบเรือฯ’ อันนับเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ไทยคลาสสิคที่นักประวัติศาสตร์ไทยทุกคนต้องอ่านได้รวบรวมการค้นคว้าไว้หลายมิติ โดยเฉพาะบทหลักว่าด้วยวรรณกรรมกระฎุมพี แต่เราไม่ค่อยคุ้นเคยกับเศรษฐกิจกระฎุมพี จนกระทั่งเจอในบทที่ 3 คือ ‘เศรษฐกิจส่งออกของต้นรัตนโกสินทร์’ ยาว 86 หน้า อ่านจบยิ่งตื่นเต้น เพราะมีหลายเรื่องที่คล้ายกับปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ ดังนั้น ขอจะพูดถึงจุดหมายของปาฐกถาว่า แนวทางวิธีการทางประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิ จะช่วยให้มองปัญหาของปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร โดยรวมศูนย์ไปที่การศึกษาเศรษฐกิจของสยามยุคต้นรัตนโกสินทร์
อ่าน ‘ปากไก่และใบเรือ’ วิธีวิทยาแบบ ‘นิธิ’
การศึกษาประวัติศาสตร์ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ นั้นเป็นการศึกษาที่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ในเวลานั้น กล่าวคือ เขาลงไปศึกษาหลักฐานชั้นต้นด้วยตนเอง จากนั้นจึงนำมาตีความ และอธิบายพฤติกรรมหรือกิจกรรมทางสังคมของกลุ่มคนชนชั้นต่างๆ วิธีวิทยาอีกอันของนิธิ คือ การหาบริบททางประวัติศาสตร์ (context) ซึ่งต้องรองรับด้วยหลักฐานที่เป็นจริง ทั้งหมดนี้เป็นกรอบโครงของความรู้และความคิดของผู้คนในช่วงประวัติศาสตร์นั้นๆ จากนั้นจะวิเคราะห์เข้าสู่วิถีการผลิตและเจาะลึกในไปในสายสัมพันธ์ของพ่อค้า ขุนนาง เจ้านายในระบบศักดินา นี่คือตัวเอกที่เดินเรื่อง สิ่งที่เขาต่างจากคนอื่นคือ ทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของการประกอบธุรกิจการค้าต่างประเทศในยุคต้นรัตนโกสินทร์ได้
ข้อแปลกอีกอย่างหนึ่ง ถ้าใครคุ้นกับดีเบทเรื่อง ศักดินาทุนนิยม ทุกคนจะเริ่มที่ ‘สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง’ เป็นต้นทางการเปิดตลาดสินค้าไทยสู่ตลาดโลก เป็น free trade ผู้คนมักเริ่มจากตรงนั้นอัตโนมัติ แต่นิธิไม่เริ่มต้นตรงนี้ แต่ถอยหลังไปอีก เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 1-3 ทุกอย่างมัน ‘นำเข้า’ มาจากอยุธยา ไม่ได้เกิดขึ้นเอง นิธิจึงไปที่ปลายอยุธยาเพื่อดูว่าเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนอย่างไร
“การเลือกกรอบดังกล่าว จุดหมายของการศึกษานี้ไม่ได้เรื่องของเศรษฐศาสตร์การเมืองล้วนๆ หากแต่มาจากการที่ได้ค้นพบ ‘ความเปลี่ยนแปลงด้านวรรณกรรม’ ในสังคม ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในสังคมต้นรัตนโกสินทร์” นี่คือสิ่งที่นิธิได้เขียนไว้
เรียกว่า อาจารย์เคราะห์ลงไปถึงบทบาทของวรรณกรรมในทางวัฒนธรรมด้วย ถ้าวรรณกรรมเปลี่ยนถึงขึ้นครอบงำสังคมได้ มันต้องมีลักษณะบางอย่างรองรับ ดังนั้นจึงศึกษาวรรณกรรมรัตนโกสินทร์ในลักษณะของ ‘ยุคหนึ่ง’ โดยตัวมันเองได้ ไม่ใช่เพียงการสืบต่อจากอยุธยา เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีลักษณะยั่งยืน มีผู้บริโภค การเขียนการอ่านมากขึ้น ไม่จำกัดแต่ราชสำนักล้วนๆ แล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจารย์คิดว่ามันต้องมีรากฐานบางอย่าง ไม่ใช่อัจฉริยภาพของกวีบางคน จึงต้องหันมาพิจารณารากฐานของการเปลี่ยนแปลงนั้นให้ชัดเจน ซึ่งก็คือ ‘เศรษฐกิจส่งออก’
ความเข้าใจที่ถ่องแท้ของชนชั้นนำซึ่งเป็น ‘กระฎุมพี’ ต้นรัตนโกสินทร์ ต้องเข้าใจลักษณะที่ศักดินาเปลี่ยนเป็นกระฎุมพี ความสืบเนื่องระหว่างต้นรัตนโกสินทร์และการปฏิรูปใหญ่ของ ร.5 ต่อมากลายเป็น ‘สยามใหม่’ จึงจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งขึ้น … นี่ถ้าไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ไม่มีทางคิดไม่ออก คนอื่นๆ ติดอยู่ที่ทฤษฎีว่าด้วย ‘สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง’ ที่นำทุนนิยมเข้ามา
“ความเข้าใจอิทธิพลกระฎุมพีต้นรัตนโกสินทร์ จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจกิจกรรมของชนชั้นนำในสมัยนี้ได้ดีขึ้น เป็นโอกาสให้เข้าใจพัฒนาการต่างๆ ของสังคมไทย โดยมองจาก ‘ภายในสังคมไทยเอง’ แทนที่จะชะเง้อหาแต่แรงผลักดันจากภายนอก ซึ่งไม่ช่วยให้เข้าใจสังคมไทยมากไปกว่าการสัมผัสอย่างผิวเผินที่เปลือกนอกเท่านั้น” นิธิได้อธิบายไว้ตอนหนึ่ง
มุมมองของนิธิทำให้เราปรับความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ได้ดีขึ้น ที่แปลกใจต่อไปคือ สิ่งที่อาจารย์พูดตรงกับสิ่งที่นักลัทธิมาร์กซ์เชื่อ คือ การผลิตทางสังคม (โครงสร้างเศรษฐกิจการค้าต่างๆ) เป็นตัวกำหนดความคิด การรับรู้ ศาสนา โครงสร้างกฎหมาย ฯลฯ แต่เชื่อว่าอาจารย์ไม่ได้สนใจลัทธิมาร์กซ์ และเท่าที่รู้อาจารย์ไม่ชอบการตกอยู่ในสำนักหนึ่งสำนักใด ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นความบังเอิญที่วิธีวิทยาส่วนหลังของอาจารย์มันตรงกับพวกลัทธิมากร์ซ์ว่า ความเชื่ออุดมการณ์ของสังคมมมาจากรากฐานทางเศรษฐกิจ
นอกจานี้ขอเล่าถึงบรรยากาศในช่วงที่ ‘ปากไก่และใบเรือ’ ออกมาในปี 2527 การอภิปรายว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านระบบศักดินาสู่ระบบทุนนิยม นักลัทธิมาร์กซ์โต้เถียงกันว่า ระบบทุนนิยมที่ไปเกิดในประเทศโลกที่ 3 (นอกตะวันตก) เป็นทุนนิยมที่เป็นปัญหาทุกที่ ไม่ตรงตามทฤษฎี ตอนนั้นบรรยากาศถกเถียงเป็นประเด็นนี้ บริบทที่ทำให้การโต้เถียงเข้มข้นเพราะมีกลุ่ม ‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ ของจุฬาฯ (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ผาสุก พงษ์ไพจิตร ฯลฯ) มีการวิจัยพัฒนาการชนชั้นนายทุนไทยออกมามากมาย ส่วนใหญ่จะพบว่า ระบบทุนมาแล้วแน่ๆ แต่มันอยู่อย่างไร แล้วเข้ามาอย่างไรก็เป็นสิ่งที่เถียงกันอยู่ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก ช่วงที่งานอาจารย์นิธิออกมา ทำให้เห็นว่า ‘เศรษฐกิจเพื่อตลาด’ ‘การส่งออก’ ‘การใช้เงินเป็นสื่อค้าขาย’ เกิดขึ้นแล้วก่อนเบาว์ริ่งมาเซ็นสัญญา ดังนั้น โดยข้อสรุปของนิธิคือ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดจาก ‘ภายใน’ เป็นหลัก เงื่อนไขจากภายนอกเข้ามาแล้วดำเนินการภายใต้ระบบศักดินาไทย และทำให้ศักดินาไทยร่ำรวยมีพลังจะต่อกรกับอำนาจจากภายนอก นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ไทยมักมองไม่เห็นจุดนี้ สิ่งที่นิธิเขียนนั้นตรงข้ามกับความเข้าใจของกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง
แล้วช่วงเวลานั้นมีการถกเถียงกันว่าเป็นไทยเป็นรัฐ ‘ทุนนิยม’ หรือไม่ ซึ่งต่อมาผมก็ได้คำตอบของวิวาทะนี้ว่า ‘สังคมระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ’ (จากศักดินาเป็นทุนนิยม) จะมีวิถีการผลิตที่ผสมผสานกันหลายแบบทั้งแบบเก่า (ศักดินา) หรือแบบใหม่ (ทุนนิยม) แต่ต้องดูว่าวิธีการผลิตที่เป็นหลักที่ครอบงำสังคมนั้นอยู่ ความสัมพันธ์ทางชนชั้นเป็นอย่างไร ใครเป็นคนควบคุมปัจจัยการผลิตมาจากอะไร ชนชั้นใดครอบครองอำนาจรัฐ จึงจะตอบได้ว่า ระบบการผลิตจะเรียกว่าอะไร
แต่ในตอนนั้นมีนักทฤษฎีที่ได้รับอิทธิพลจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คือ อุดม ศรีสุวรรณ วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านสังคมไทยว่าเป็น ‘ไทยกึ่งเมืองขึ้น’ ออกปี 2493 ก่อนที่ความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองจะเข้าสู่เมืองไทย เขาวิเคราะห์ว่าไทยเป็น ‘กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา’ จนต่อมาก็ยังรับแนวคิดนี้อยู่ ทั้งที่อาจไม่แน่ใจนักเพราะแนวคิดกึ่งเมืองขึ้นมาจากแนวคิดของจีนในบริบทจีน ดังนั้น ความคลุมเครือนี้จึงยังอยู่ในบรรยากาศในช่วงเวลานั้น ไม่มีใครให้คำตอบเด็ดขาดได้ว่า อะไรคือคำตอบ เป็นทุนนิยม หรือเป็นศักดิา หรือกึ่งๆ
คนที่ให้บทวิจารณ์ที่ดีมากต่อวิวาทะนี้คือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ขออนุญาตอ้างอิง เขาเขียนบทวิพากษ์เรื่องนี้พิมพ์ในวาสารธรรมศาสตร์ ซึ่งทุกท่านสามารถกลับไปอ่านได้ เรียกว่าบรรยากาศตอนนั้นสนุกมาก ถามว่าทำไมคนเถียงกันเอาเป็นเอาตาย มันไม่ใช่เพียงต้องการคำตอบว่าเมืองไทยเป็นอะไรแน่เท่านั้น แต่ทุกคนอยากได้คำตอบสำหรับปัจจุบันว่า การเมืองไทยจะเป็นอะไร จะเป็นประชาธิปไตย กึ่งประชาธิปไตย เผด็จการ กึ่งเผด็จการ เราเชื่อว่า หากได้ทฤษฎีที่ชี้นำได้ มันจะกลายเป็นการต่อสู้ทางการเมือง ดังนั้น มันจึงเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างประชาชนนั่นเอง
รื้อจุดตั้งต้น ‘สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง’ การค้าส่งออกของชนชั้นศักดินา
วิธีวิทยาของอาจารย์นิธิ ขอเรียกรวมๆ เองว่า ‘ดูวิธีการของทุนการค้ากับการสร้างรัฐในสยาม’ หากในกรอบของมาร์กซ์ ทุนการค้าเป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติในสังคมที่เริ่มมีชุมชน แต่จะมีนัยสำคัญเมื่อมันเริ่มเปลี่ยนเป็นระบบอุตสาหกรรม ทำให้ทุนการค้ามีบทบาท มีความหมาย ภาพของงานนิธิทำให้เห็นชัดว่า ทุนพ่อค้าในสยามทำอย่างไร
นิธิมองการค้าภายใต้ชนชั้นเจ้านายและกระฎุมพีที่จะมาเป็นชนชั้นนายทุน แล้วให้ข้อคิดทางเศรษฐกิจว่า การศึกษาเรื่องพ่อค้ากับเจ้านายที่ทำธุรกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่มีคนศึกษาจริงๆ ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ “งานนี้จึงเป็นงานใหญ่ ผู้เขียนจึงใคร่ออกตัวว่า ได้พยายามทำการศึกษาทั้งระบบ และอาจจะล้มเหลวอย่างที่งานบุกเบิกทั้งหลายอาจจะล้มเหลวมาแล้ว”
ในภาพกว้างดูเหมือนข้อเสนอของนิธิจะเป็นที่ยอมรับ แต่ถ้าถามว่าอาจารย์พอใจไหม เดาว่าคงไม่ค่อยพอใจ เพราะหลายเรื่องที่นิธิให้ข้อมูลเป็นรูปธรรม ไม่มีคนออกมาคัดค้านหรือสนับสนุนอย่างชัดเจน แสดงว่านักวิชาการคนอื่นไม่รู้จะตอบยังไง ปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ไม่ได้ อาจารย์เปรยให้ฟังว่าอาจารย์ล้มเหลว อย่างหนังสือ ‘พระเจ้ากรุงธนฯ’ อีกเล่มที่คลาสสิคมาก พิมพ์ก็มากครั้ง “ไม่ดีใจเลย มันไม่เคยมีใครวิจารณ์เลยซักคน”
ขอไปต่อในทางเนื้อหา หัวข้อแรก ความสำคัญของการค้าต่างประเทศกับเศรษฐกิจส่งออกมันคืออะไร อาจารย์ก็เล่าแง่มุมทางประวัติศาสตร์ เรารู้มาแบบท่องจำว่า ชนชั้นปกครองตั้งแต่อยุธยาก็เริ่มเปิดการค้าแล้ว เราเรียนมาหมด แต่เราไม่มีข้อสรุป แต่นิธิสรุปให้ฟังว่า “ชนชั้นปกครองสยามแล้วจะมาเป็นชนชั้นศักดินา เขาอยู่ได้เพราะมีสินค้าส่งออก” นี่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาอยู่ได้ และปัจจัยที่สามัญเลยก็คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ทำให้ชนชั้นศักดินาต้องรักษาความเป็นศักดินา มันเป็นความเป็นความตายของเขาทั้งชนชั้น
ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ได้เปิดการค้ากับจีน การค้าในเอเชียอาคเนย์เปลี่ยนไปหมด สิ่งที่ชนชั้นศักดินายุคนนี้รักษาอย่างมีจิตสำนึกเลยคือ ‘การค้ากับต่างประเทศ’ เพราะฉะนั้นการค้ามันไม่ใช่ประวัติศาสตร์แค่พงศาวดารเท่านั้น แต่เป็นเส้นเลือดของระบบเลย ตอนนี้มันก็เหมือนชนชั้นนำปัจจุบันที่จะเป็นจะตายให้ได้เพราะทรัมป์ขึ้นภาษี เพราะการค้าต่างประเทศเราจะสุดเป็นการใหญ่ มันไม่ได้สั่นสะเทือนแค่ตอนนี้ แต่สั่นสะเทือนมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แล้ว
ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ นโยบายหลักคือ ตอบสนองต่อการค้าต่างประเทศ เรื่องระบบไพร่ การเกณฑ์แรงงานก็สำคัญ ซึ่งมันมาตอบโจทย์การค้าต่างประเทศ รายได้จากการค้าต่างประเทศนั้นเป็นกอบเป็นกำมากกว่าภาษีที่เก็บจากไพร่ทาส
ผลประโยชน์จากเศรษฐกิจแบบส่งออกมีเยอะ อาจารย์มีตัวเลขประกอบมากมาย รวมๆ แล้วตัวเลขแต่ละรัชกาลนั้นเยอะมาก แสดงว่าความมั่งคั่งจึงมาจากระบบเศรษฐกิจแบบส่งออก ไม่ใช่เศรษฐกิจในประเทศที่มาจากระบบไพร่เลย ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มหาศาลตกกับพวกเจ้านาย ขุนนาง เป็นอันดับแรก และต่อมาคือพวกพ่อค้าจีน ลูกหลานเชื้อสายต่างๆ ที่ทำให้ระบบศักดินาดำเนินมาได้ท่ามกลางการค้าต่างๆ นี่คือการสร้างระบบผูกขาดผ่านการซื้อเก็บเป็นส่วย อาจารย์บอกว่า “การขูดรีดแบบศักดินาที่ทำตอนนั้น กระทำแก่การค้าโดยตรงมากกว่าแก่การผลิต” ชนชั้นปกครองไม่ได้สนใจวิถีการผลิตว่าจะดีหรือไม่ดี ให้ไพร่ทาสไปจัดการเอาเอง ไม่มีอยู่ในสมองหรือนโยบายของรัฐ ผมว่าปัจจุบันก็ไม่ได้สนใจเหมือนกัน ไม่มีนโยบายการผลิต มีแต่นโยบายการค้าอย่างเดียว การผลิตนั้นให้ชาวบ้านไปคิดเอาเอง
แต่ระบบการผลิตก็เปลี่ยน ไม่ได้แช่แข็ง พอการค้าเริ่มขยายตัวช่วง ร.3 การค้าเริ่มเปลี่ยน ทำให้สินค้าป่าที่เข้ามาไม่เหมือนเดิม เริ่มเข้าสู่ระบบตลาด มีการผลิตเพื่อตลาดมากขึ้น พวกพ่อค้าจีนก็ต้องไปหาสินค้า ปรับการผลิต รัฐเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงจึงเก็บภาษีเป็นตัวๆ ไป และหากได้ผลผลิตแบบใหม่ที่เพิ่มขึ้น รัฐก็จะเก็บภาษีเพิ่มเติม ทำให้รัชกาลที่ 3 ยอมเลิกระบบผูกขาดแบบเดิม เบาว์ริ่งเคลมว่าเป็นคนทำให้สยามยอมเปลี่ยนการผูกขาดแบบเดิมมาเป็นระบบภาษี แต่นิธิบอกว่า ร.3 เริ่มเปลี่ยนมาก่อนที่เบาว์ริ่งจะมา
ดังนั้น พลังของการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจส่งออกของศักดินาไม่ได้พึ่งภายนอกล้วนๆ จริงๆ แล้วมันมาจากความต้องการภายใน เขารู้ว่านี่คือผลประโยชน์จริงๆ เขาจึงต้องปรับเปลี่ยน ทำให้การค้าเสรีระดับหนึ่งเริ่มเกิดขึ้น นี่เป็นการทำให้ความรู้ของเราที่เริ่มนับตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริ่งอาจจะไม่ถูกต้องนัก
ลักษณะเด่นก็คือชนชั้นนำสยามปรับตัวเข้ากับตลาดโลกได้ดีมาก เขารู้จักตลาดโลกมานานแล้ว การผูกขาดแบบก่อนจึงเลิกไป ยอมให้มีสินค้าหลายตัวขึ้นแล้วไปตามเก็บภาษีเอา อาจารย์บอกว่า พัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจไทยมีความก้าวหน้า แต่แทนที่พัฒนาการที่เริ่มปรับตัวได้ มันจะก้าวหน้ามั่งคั่งในทุกด้าน สังคมไทยก็ต้องดีกว่านี้ ทำไมไม่ดี อาจารย์นิธิสรุปว่า เพราะการค้าและการปรับตัวของชนชั้นศักดินามันไม่เป็นผลต่อสังคมวงกว้างเลย โดยเฉพาะพวกไพร่ พวกเลข ทาสไม่ต้องพูดถึง ไม่มีส่วนร่วมกับผลประโยชน์เกี่ยวกับการค้าต่างประเทศเลยแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้น ขอสรุปว่า หนึ่ง การก่อรูปของชนชั้นศักดินาไทย มีความสัมพันธ์กับภายนอกเยอะมาก ตลอดเวลา ไม่เคยเป็นผลจากภายในเลย
สอง ด้านภายใน มีการเปลี่ยนแปลงของศักดินาตลอดเวลา มีการก่อรูป การเปลี่ยนรูป ตอนนั้นไม่ได้มีแต่เจ้านายและขุนนาง หากแต่รวมเอาพ่อค้าคนจีนและองค์ประกอบอื่นๆ ในการทำการค้าต่างประเทศให้ได้ ต้องเรียกว่าเป็น ‘ชนชั้นศักดินา’ ด้วย แต่เป็นชนชั้นศักดินาข้างล่าง ภาพของศักดินาจึงมีความแตกต่างไป ไม่เหมือนนักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มองชนชั้นศักดินาแบบหยุดนิ่่ง ชนชั้นศักดินาไทยรู้จักการปรับตัวกับสถานการณ์โลกเป็นอย่างดี
สาม การเปลี่ยนแปลงและระบบการค้านั้น ไม่ให้ประโยชน์ต่อความเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้แรงงานเลย ผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่ภายในชนชั้นศักดินาและคนที่เข้ามาสวามิภักดิ์ ทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบการเมืองและระบบสังคมเกิดขึ้นมามักเป็นระบบที่ ‘ไม่รวมคนส่วนมาก’ แต่เป็นระบบที่กีดกัน (exclusive system) และตอนหลังก็คือระบบอุปถัมภ์ผูกขาด
‘ชนชั้นพ่อค้า’ สวามิภักดิ์ระบบ ‘ศักดินา’ ทำให้ทุนนิยมไทยไม่พัฒนา
ลงมาดูให้ละเอียดขึ้น ชนชั้นพ่อค้าในระบบศักดินา ทุกตระกูลในตอนนี้อยู่ในลิสต์ของชนชั้นศักดินาในตอนนั้นทั้งนั้น นิธิเรียกรวมๆ ว่า ‘ขุนนางเจ๊สัว ราษฎรผู้มีทรัพย์’ เดี๋ยวนี้เราเรียก ‘เจ้าสัว’ แทน คนกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลาเพราะการค้าต่างประเทศมันขยายตลอดเวลา ฉะนั้น กรุงสยามเป็นดินแดนทองของการค้ามาโดยตลอด แต่มันจะจำกัดตัวเองเฉพาะคนชั้นสูงเท่านั้น จริงๆ พ่อค้าเหล่านี้ต้องอาศัยอภิสิทธิ์ของคนในโครงสร้างศักดินาเพื่อประกอบธุรกิจได้ พ่อค้าเหล่านี้จึงไม่ได้พ่อค้าแท้ๆ ที่เป็นอิสระจากระบบศักดินา ตรงกันข้ามมีกำเนิดในระบบศักดินานั้นเอง ขณะที่ระบบนายทุนที่อื่นมันเกิดนอกระบบ feudualism เพราะถ้าถือกำเนิดในระบบศักดินามันไม่สามารถล้มระบบศักดินาได้ แต่ชนชั้นนายทุนไทยถือกำเนิดในระบบศักดินานั้นเอง และพยายามรักษาโครงสร้างหลักของระบบศักดินาเอาไว้เพื่อประโยชน์ตนเองตลอดเวลา แม้ชาวจีนที่มิได้กำเนิดในไทยก็ตาม ก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับชนชั้นนำในระบอบศักดินาตลอดมา บ้างผูกขาดจากเจ้าภาษีนายอากร บ้างผูกขาดผ่านการสมรส ทั้งหมดคือด้วยวิธีการที่ไม่เป็นอิสระทั้งสิ้น เพื่อสมยอมต่อระบบศักดินาและถูกดูดซึมเข้าไปในระบบนั้น นี่คือความเป็นมาของชนชั้นกระฎุมพีไทย
เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมกระฎุมพีไทยและนายทุนได้จึงกระเดียดไปทางระบอบเก่า มากกว่าระบอบใหม่ ไม่ว่าจะเสรีนิยมหรืออะไรต่างๆ ก็ตาม หายากมาก แต่ถ้ากลับไปสู่อะไรเก่าๆ หาง่าย เพราะโดยโครงสร้าง โดยวิธีการ โดยดีเอ็นเอ มันรองรับอยู่แล้ว ทำให้มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจก็ย่อมมีข้อจำกัดตลอดเวลา กว่าจะปลดปล่อยระบบไพร่ทาสใช้เวลาหลายสิบปี จนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าไม่กระทบ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะกระทบผลประโยชน์เก่าไม่มากก็น้อย
อาจารย์ยังพูดถึงขอบเขตของเศรษฐกิจ คือ พอเศรษฐกิจการส่งออกขยายตัว เศรษฐกิจเพื่อตลาดเริ่มมั่นคงขึ้น อาจเรียกว่าเศรษฐกิจแบบเงินตรา แต่กลับพบว่า ตลาดขยายแต่เงินไม่เพิม เศรษฐกิจของสยามจึงถูกจำกัดโดยปัญหาภายใน เงินที่ใช้หมุนเวียนในตลาดไม่เพียงพอ จึงต้องมีมาตรฐานทางการเงินไปแลกเปลี่ยนข้างนอกได้ พวกศักดินาเป็นพวกที่เก็บเงินก็อยากเก็บไว้อย่างมากไม่ปล่อยออก ทำให้การลงทุนในระบบทุนที่ต้องใช้เงินก็จะไม่ได้จากชนชั้นศักดินาไทย ไม่เกิดระบบการผลิตใหม่ๆ ซึ่งเขาไม่ได้ต้องการอยู่แล้ว ทำให้ลักษณะทุนนิยมไทยไม่พัฒนาขึ้นเต็มที่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์
อาจารย์มองเหมือนว่า ถ้าหากระบบทุนนิยมดำเนินการตามทฤษฎีว่าไว้ รัฐไทยไปได้ ถ้าชนชั้นศักดินาอยากจะเป็นทุนนิยมจริงๆ แต่คำตอบคือ เขาไม่ต้องการ มันจึงไม่ได้พัฒนาต่อไป อาจารย์จึงฟันธงตรงนี้ว่า การเติบโตที่ไม่เท่ากันระหว่างเศรษฐกิจเงินตราและเศรษฐกิจตลาด ทำให้ชนช้้นนำได้ประโยชน์จากการค้าส่งออก พยายามจรรโลงระบบศักดินาเอาไว้ แทนที่จะขยายระบบการเงินให้ขยายตลาดให้เต็มที่ เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะกระเทือนระบบแรงงานด้วย เขาสามารถเกณฑ์แรงงานฟรีได้ เรียกว่าเขาพบว่าทุนนิยมมันไปได้ แต่มันไม่ไป จึงมีลักษณะก้ำกึ่งกันระหว่างความโน้มเอียงไปสู่ระบบทุนนิยม และการดำรงอยู่ของระบบศักดินาก็ทำให้การปฏิรูปอื่นๆ ทำได้อย่างจำกัดด้วย
เราสะสมปัญหาตั้งแต่ตอนนั้น ความรู้เรื่องพวกนี้เราไม่มี เราไม่รู้เลยว่าเศรษฐกิจโบราณของกรุงสยาม จริงๆ แล้วมันล้ำหน้า ปรับตัวกับโลกตลอดเวลา แต่มันไม่ได้ไปต่อ
ประเด็นต่อมาคือ ‘กระฎุมพี’ และวัฒนธรรมกระฎุมพี เวลาเราพูดถึงกระฎุมพี เราหมายถึงชนชั้นนายทุนของตะวันตก ซึ่งผลักดันให้เปลี่ยนจากระบบ feudalism (ศักดินาแบบยุโรป) ก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยม แต่ในกรณีของสยามตรงกันข้าม บทบาทเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น ความสนใจของรัฐต่อการค้าต่างประเทศมาจากชนชั้นศักดินา แล้วถึงเอาพ่อค้าจีนเข้ามา รับอิทธิพลจีน แล้วปรับตัวเองจากชนชั้นศักดินาให้เป็นกระฎุมพี เป็นลักษณะที่กระฎุมพีไทยไม่เป็นอิสระจากศักดินา ไม่มีการพัฒนาอำนาจการเมืองอิสระของตนเอง แต่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกศักดินา ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงกระฎุมพีไทยในต้นรัตนโกสินทร์ จึงหมายถึง “ชนชั้นนำในระบบศักดินาผสมกับชาวจีนและเชื้อสายจำนวนมากที่ถูกดูดกลืนไปในระบบศักดินาแล้ว และที่ยังไม่ถูกดูดกลืนเป็นส่วนใหญ่ คนเหล่านี้กุมอำนาจทางการเมืองของระบบศักดินาไว้อย่างเหนียวแน่น และประกอบกันขึ้นเป็นชนชั้นสูงของสังคมไทย มีบทบาทในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงของสังคมมาโดยตลอด”
ไม่ผลิต ‘ช่างฝีมือ’รักษาระบบไพร่ อดไปต่อทุนนิยมอุตสาหกรรม
ประเด็นสุดท้าย ข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลง
อันแรก ปริมาณเงินตราที่ไม่เติบโตดังที่กล่าวไป
อันที่สอง อาจารย์นิธินับเป็นนักประวัติศาสตร์คนแรกที่มองเห็นจุดอ่อนพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย ตอนที่ระบบทุนเข้ามา อันหนึ่งที่ไม่เกิดขึ้นคือ ไม่เกิดชนชั้นช่างฝีมือที่เป็นคนไทย ขณะที่ในยุโรปเกิดขึ้นเยอะมากและบทบาทสูงมาก ทั้งๆ ที่ต้นรัตนโกสินทร์มีการก่อสร้างมากขึ้น ทั้งวัดทั้งวัง เรามีตรงนี้ แต่ออกไปจากปริมณฑลนั้นไม่มี ในทางเกษตรก็ต้องการเครื่องมือใหม่ๆ เทคนิคการผลิตใหม่ๆ ทั้งหมดเรียกร้องต้องการช่างไทย ถ้าดูตามรูปการณ์ของต้นรัตนโกสินทร์ มันไม่ลงมาถึงช่างฝีมือและชนชั้นอื่นๆ ที่จะได้ใช้ประโยชน์ ถ้าชาวบ้านมีเงินในการบริโภคมากก็จะจ้างช่างได้มาก แต่กลับไม่ค่อยเกิดขึ้น แล้วช่างฝีมือในยุโรปจะเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ผันตัวเองมาเป็น ‘นายทุนอุตสาหกรรม’ ทำให้เกิด factory system เป็นระบบ mass production ระบบพวกนี้ไม่ได้เกิดจากท้องฟ้า แต่เกิดจากพื้นดินและพื้นดินต้องมีคนทำ
นิธิมองออกเลยว่าถ้าไม่มีช่างฝีมือ ระบบทุนมันจะไปได้อย่างไร นิธิอธิบายว่าการปลดปล่อยระบบไพร่มันมีความแรง หากระบบช่างเกิดขึ้นระบบไพร่มันจะพังทลายลง เพราะทำให้ทำให้ช่างมีปากมีเสียง การเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงในยุโรปก็เป็นพวกช่างฝีมือทั้งนั้น เพราะเขาทำการค้าในเมืองและถูกเก็บภาษี สำหรับในไทยส่วนใหญ่ก็เป็นช่างให้กับขุนนางและเจ้านาย ทั้งหมดทำให้การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในรัตนโกสินทร์ จริงๆ รัฐก็รู้ว่าเศรษฐกิจแบบตลาดมันเกิดแล้วมันจะสั่นคลอนชนชั้นนำ
“การเปลี่ยนแปลงในระบบไพร่ในรัตนโกสินทร์ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มิได้มีจุดหมายที่จะโค่นล้มระบบนี้ลง หากแต่เป็นการปรับเพื่อำนวยประโยชน์แก่ชนชั้นนำเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น แม้ว่าระบบไพร่จะขาดประสิทธิภาพจนต้องมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางประการ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามจะคงรักษาระบบไพร่ไว้ต่อไป”
สรุปก็คือ เศรษฐกิจต้นรัตนโกสินทร์ถึงแม้จะใกล้เคียงกับระบบทุน แต่ว่าเป็นได้เพียงแค่ ‘คล้ายระบบทุน’ เท่านั้น แต่ไม่ได้มีการกำหนดให้เป็นแบบทุนนิยมขึ้นมาได้เลย
จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ประเด็นทั้งหมดของนิธิสามารถสรุปได้ว่า ถ้าถามว่าคีย์ คอนเซ็ปต์คืออะไร มันคือ ‘การปลดปล่อยแรงงาน’ อันนี้อาจารย์นิธิอาจไม่เห็นด้วยเพราะมันแรงเกินไป แต่ผมมองจากพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ระบบทุนนิยมเป็นระบบโลกแล้ว มันต้องจัดการระบบแบบโบราณออกให้หมด ต้องเป็น free labor ซึ่งจะเกิดได้ต้องทำลายพันธนาการเก่าๆ ที่อยู่กับระบบเจ้าขุนมูลนายให้หมด แต่ตอนนั้นมันไม่เกิด
ประการต่อมา คือ การค้าต่างประเทศเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจสยาม การค้าทำให้ชนชั้นนำปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ผมว่าโดยส่วนใหญ่น่าจะมาจากแรงภายในสำหรับที่อื่น แต่กรณีของชนชั้นนำสยามนั้นมาจากภายนอก โจทย์ก็คือ แล้วปัจจุบันนี้ชนชั้นนำผู้กุมอำนาจสยามถ้าดูจากประวัติศาสตร์ก็รอภายนอกกันต่อไป แต่ภายนอกเราก็รู้นะว่าจบก็คือว่าระบบที่ได้มาเพื่อรักษาจรรโลงชนชั้นนำให้อยู่ต่อไป ฉะนั้น ชนชั้นกรรมกรชนชั้นล่างก็จะไม่ได้
ระบบของเราทั้งเศรษฐกิจการเมืองจึงเป็น ‘ระบบผูกขาด’ มาตลอด เพราะอยู่ที่ชนชั้นนำกลุ่มเดียวที่คุมอำนาจเอาไว้ เราจึงไม่เกิดผู้ประกอบการกลุ่มใหม่ๆ มุ่งไปที่การค้ามากกว่าการผลิต ตอนนี้เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าไม่เน้นการปรับปรุงการผลิตจะอยู่ไม่ได้แล้ว ปัญหาคือชนชั้นนำสยามยังจะคิดแบบร้อยปีที่แล้วหรือจะคิดแบบใหม่
อาจารย์สรุปว่า ปัญหาตอนนั้นไม่สามารถเปลี่ยน ‘มูลนาย’ เป็น ‘พ่อค้า’ ได้ เพราะเขามีพ่อค้าเป็นลูกน้อง ปัจจุบันเราไม่สามารถสร้างผู้ประกอบการที่เป็นอิสระจริงๆ ถ้าอำนาจเศรษฐกิจการเมืองยังเป็นแบบที่เราพูดกันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ฉะนั้น อนาคตของเศรษฐกิจการเมืองไทยค่อนข้างมีปัญหามาก เพราะไม่อาจปรับเปลี่ยนระบบการผลิตได้โดยตัวเอง ส่วนใหญ่รับมาจากข้างนอกเท่าที่เขาอยากให้ทำ ถ้าอยากจะเปลี่ยนระบบการผลิตในทางโครงสร้างแบบที่พรรคประชาชนเสนอ คุณต้องไปเปลี่ยนผลประโยชน์ของชนชั้นจารีต ชนชั้นศักดินา กระฎุมพีทั้งหมดลงไป ถึงจะเปลี่ยนได้
สุดท้ายคือ การปฏิรูปตั้งแต่ ร.5 หรือ 2475, 2490, 2500 มาจนถึง 2557 ทั้งหมดเป็นนโยบายการปฏิรูปที่ไม่ต้องการล้มเลิกระบบเก่าจริงๆ แต่เป็นการปฏิรูปเพื่อสร้างประโยชน์กับชนชั้นนำที่มีอยู่แล้วให้อยู่ต่อไป
อนาคตของการเปลี่ยนผ่านและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของทุนโลก จะดำเนินไปได้อย่างไร? อันนี้เป็นคำถามแห่งศตวรรษเลย
