Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สส.พรรคประชาชนรุมสับงบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 'ทนายแจม' เสนอตัดงบสร้างบ้านพัก ผบ.ตร.และรอง ผบ.ตร. ตกลงเป็นศูนย์บัญชาการหรือบ้านพัก 'พนิดา' แจงงบซ่อมอากาศยานตำรวจ 3 ปีตกไป 3 ลำตกลงงบซ่อมไปไหนยังคุ้มซ่อมหรือไม่ 'รอมฎอน' ชี้ สตช.ตั้งงบลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ซ้อนงบ กอ.รมน. ส่วน 'จิรัฏฐ์' เสนอตัดงบซ่อมบำรุงธุรกิจโรงแรมจ้างเอกชนมาบริหารแล้วก็ไม่ควรของบไปเพิ่มอีก หยุดจัดซื้ออุปกรณ์สอดแนม

15 ส.ค.2568 ในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 วาระ 2 ถึงมาตรา 27 สส.ของพรรคประชาชนเปิดประเด็นงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หลายก้อนทั้งงบก่อสร้างศูนย์บัญชาการที่พบว่าเป็นบ้านพักนายตำรวจระดับสูง งบจัดซื้ออุปกรณ์ถอดรหัสโทรศัพท์มือถือ ปัญหาการซ่อมบำรุงอากาศยาน ไปจนถึงงบซ่อมบำรุงกิจการโรงแรมของ สตช.

ตกลงสร้างศูนย์บัญชาการหรือบ้านนายตำรวจ

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.เขตกรุงเทพ พรรคประชาชน ขอแปรญัตติขอตัดงบงบประมาณของ สตช.ที่ตั้งงบปี 2569 มา 125,788 ล้านบาท แต่เวลามาชี้แจงใน กมธ.ก็บอกว่าไม่เพียงพอตลอด แต่เมื่อแบ่งออกมาแล้วก็เป็นงบบุคลากรแล้ว 89,000 ล้านบาท เป็นงบก่อสร้างอาคารอีก 5,000 ล้านบาท และงบเช่ารถประมาณ 3,000 ล้านบาท ทำให้เหลืองบสำหรับเอามาดูแลประชาชนเพียงไม่มากแต่ก็ยังเอาไปใช้กับเรื่องไม่จำเป็น

ศศินันท์ยกตัวอย่างโครงการ “แมวบ้าน” 298,309,200 บาท แต่เป็นค่าเครื่องแบบไปแล้วกว่า 40 % หรือ 119 ล้านบาทและค่าฝึกอบรมก็ยังไปทับซ้อนกับค่าฝึกยุทธวิธีในแต่ละปีที่ก็ขอมาเป็นหลักร้อยล้านบาทอยู่แล้ว ทาง สตช.มาชี้แจงกับ กมธ.ว่าค่าเครื่องแบบจำเป็นเพราะว่าต้องเอาไปใช้ในการถวายความปลอดภัยและพระบรมวงศานุวงศ์ต่างๆ แต่ทุกครั้งที่มีคำสั่งให้ปฏิบัติการแมวบ้านก็ไม่เคยสั่งให้ใส่ชุดตำรวจอยู่แล้วแต่เป็นเครื่องแบบที่ปะปนกับประชาชนได้ค่าเครื่องแบบจึงไม่จำเป็น และยังมีปัญหาว่าการเอาพนักงานสอบสวนไปฝึกในโครงการนี้ก็ยังอาจจะผิด พ.ร.บ.ตำรวจเองด้วยในมาตรา 92 ที่ไม่ให้เอาตำรวจท้องที่ไปทำงาน โดยเสนอให้ตัดงบโครงการนี้ลงครึ่งหนึ่งเหลือ 149 ล้านบาท

ประเด็นถัดมา ศศินันท์อภิปรายตัดงบก่อสร้างศูนย์บัญชาการของตำรวจและเป็นที่หลบภัยสำหรับข้าราชการระดับสูงมูลค่า 91.4 ล้านบาท ซึ่งตั้งงบมาเป็นเรื่องบ้านพักข้าราชการตำรวจและเมื่อเข้าไปดูกลับพบว่าเป็นบ้านพักของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และ รอง (ผบ.ตร.) รวม 7 คน แต่ใช้งบมากกว่าบ้านพักของตำรวจท่องเที่ยว 70 ครอบครัวที่มีงบแค่ 77 ล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนั้นแม้จะตั้งเรื่องมาเป็นศูนย์บัญชาการและที่หลบภัยเมื่อเกิดสถานการณ์ชุมนุมและผู้บัญชาการอาจตกเป็นเป้าหมาย แต่เมื่อไปดูแผนผังอาคารที่ก็พบว่าทั้ง ผบ.ตร.ทั้งรอง ผบ.ตร.อีก 6 คนก็ไปรวมอยู่ที่เดียวกันหมดซึ่งก็มีคำถามว่าแล้วว่าสร้างเพื่อหลบภัยจริงหรือไม่ แต่เมื่อดูลักษณะอาคารแล้วก็เหมือนวังมากกว่า และงบประมาณที่ใช้ในการตกแต่งภายในบ้านของ ผบ.ตร.ก็ยังใช้งบถึง 23,908,200 บาท ส่วนระดับรอง ผบ.ตร.อีกหลังละ 7,051,000 บาท และดูข้างในอาคารก็พบว่ามีห้องจัดเลี้ยงและที่จัดเลี้ยงกลางแจ้งอยู่ด้วย

แม้ว่าเรื่องนี้ทางด้าน ผบ.ตร.จะได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ว่าได้ถอนเรื่องออกไปแล้วเนื่องจากคำนึงถึงประชาชนและตำรวจชั้นผู้น้อย ขนกระทั่งมีการตั้งคำถามจาก กมธ.และอนุ กรรมาธิการก่อสร้างหลายคนจึงได้ถอนงบออกไป แต่ถ้าคำนึงประชาชนและตำรวจชั้นผู้น้อยจริงเรื่องนี้จะต้องไม่ถูกตั้งเข้ามาแต่แรก อีกทั้งตอนหลังในการประชุม กมธ.ชุดใหญ่ก็มีการอุทธรณ์เรื่องเข้ามาอีกเพื่อขอคืนงบประมาณก้อนนี้แล้วก็เปลี่ยนคำชี้แจงจากเดิมที่เป็นศูนย์บัญชาการมาเป็นบ้านพักสำหรับผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ไม่มีบ้านพักในกรุงเทพและรับรองผู้ติดต่อราชการจากต่างประเทศแทนทั้งที่มีตึก 19 ชั้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ปทุมวันแล้วก็มีห้องรับรองมากมายอยู่แล้ว

สตช.-กอ.รมน.ตั้งงบลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ซ้ำซ้อน

นอกจากนั้น รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เสนอตัดงบ สตช.ใน 3 เรื่องคือ งบเก็บ DNA ผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จำนวน 9.2 ล้าน เนื่องจากว่าการจัดเก็บตอนนี้มีฐานข้อมูลอยู่ 267,464 ตัวอย่าง และมีการจัดเก็บต่อเดือนอยู่ 830 ตัวอย่างปีนี้ต้องเก็บ 10,000 ราย แต่ในทางปฏิบัติก็มีเรื่องร้องเรียนมาว่ามีการเก็บโดยผู้ถูกจัดเก็บไม่สมัครใจบางครั้งก็ตั้งโต๊ะเก็บกันริมถนนทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือของฐานข้อมูลเพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเปิดให้เก็บเฉพาะผู้ต้องสงสัยและบุคคลผู้เสียหายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น การเก็บตัวอย่างของเจ้าหน้าที่จึงคาบเส้นทางกฎหมายและทำให้ฐานข้อมูลไม่น่าเชื่อถือไปด้วยและทำลายความวางใจของประชาชนไปด้วย

รอมฎอนยังได้กล่าวถึงงบประมาณเบี้ยเลี้ยง ที่พัก และพาหนะของ สตช.ที่ใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีอยู่ 925 ล้านบาท ซึ่งทับซ้อนกับงบประมาณของกองอำนวนการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทีก็มีการแบ่งงบประมาณจำนวน 343 ล้านบาท(จากทั้งหมด 3,412 ล้านบาท) ให้ สตช.อีก ส่วนนี้เขาขอให้ทาง สตช.และทาง กอ.รมน.ชี้แจงให้ละเอียดกว่านี้ด้วยเพื่อรับประกันว่าภาษีของประชาชนจะไปถึงมือผู้ปฏิบัติการจริงในพื้นที่ไม่ได้มีการยักยอกและยังอาจตัดงบส่วนนี้ได้อีก

ฮ.-เครื่องบินตกแต่งบไม่พอซ่อม

พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.เขตสมุทรปราการ พรรคประชาชน เสนอตัดงบตามมาตรา 27 ลง 5% จากประเด็นการตั้งงบประมาณของ สตช.เพื่อซ่อมบำรุงอากาศยาน 950 ล้านบาทที่ไม่ถูกปรับลดในชั้น กมธ. เพราะมีการตั้งงบประมาณมาโดยไม่ได้ตอบโจทย์ภารกิจหน้าที่จริง จนทำให้เกิดเหตุการณ์อากาศยานของ สตช. ตก 3 ลำใน 3 ปี จนมีตำรวจเสียชีวิตรวม 9 นาย  ซึ่งเป็นเรื่องสวัสดิการตำรวจเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องดูแลและหลังเหตุการณ์ทาง ผบ.ตร.ก็รับว่ายังไม่ได้มีการใช้งบซ่อมบำรุงปี 2568 และสั่งสอบทุจริตงบซ่อมบำรุงย้อนหลังและการใช้งบประมาณทันทีหลังเกิดเหตุล่าสุดเมื่อพฤษภาคม 2568 

อย่างไรก็ตาม สภากำลังจะผ่านงบประมาณซ่อมบำรุงอากาศยาน 950 ล้านบาทของปี 2569 โดยที่ยังไม่ได้มีคำชี้แจงอย่างชัดเจนจาก สตช.ว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร และผลการตรวจสอบอุบัติเหตุและทุจริตเป็นอย่างไร เพราะเมื่อตรวจสอบแล้วแม้ว่าจะยังไม่มีผลออกมาจากทางบริษัทผู้ผลิต แต่ตำรวจที่มาชี้แจงใน กมธ.ก็แจ้งว่าเครื่องบินที่ตกมีปัญหาและพูดถึงสภาพที่แท้จริงของอากาศยานของ สตช.ในตอนนี้ว่าอากาศยานเกือบทั้งหมดไม่พร้อมบิน

พนิดาแจกแจงว่า เครื่องบินของ สตช. ทั้งหมด 11 ลำ ใช้งานได้ 1 ลำอยู่ระหว่างซ่อม 5 ลำ พิจารณาจำหน่ายออกอีก 5 ลำ ส่วนเฮลิคอปเตอร์มีทั้งหมด 71 ลำ ใช้ได้จริง 4 ลำ รอซ่อม 30 ลำ รอจำหน่ายออก 37 ลำ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณซ่อมบำรุงของ สตช.ว่ามีปัญหาจริงและจากคำชี้แจงของตัวแทนจาก สตช.ก็บอกว่างบประมาณนี้ไม่เพียงพอต่อการใช้ซ่อมบำรุง ดังนั้นถ้าเกิดเหตุการณ์ต้องใช้จะมีอากาศยานเพียพอต่อการใช้งานได้อย่างไรเพราะอากาศยานต้องได้รับการซ่อมบำรุงสม่ำเสมอ

พนิดากล่าวว่าเมื่ออากาศยานจำเป็นต้องซ่อมบำรุงตามรอบแต่ไม่ได้รับการบำรุงทำให้ของที่ยังไม่เสียหายก็เกิดความเสียหายและทำให้ค่าซ่อมบำรุงแพงขึ้นอีก และมีถึง 30 ลำในจำนวนทั้งหมดนี้ที่อายุการใช้งานไม่ถึง 10 ปีด้วย ทั้งที่อากาศยานตำรวจมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อภารกิจของตำรวจหลายภารกิจที่ต้องพึ่งพาอากาศยานและภารกิจเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับกำลังพลของตำรวจถึง 2,554 นาย ทำให้ตำรวจทั้งหมดนี้ไม่สามารถฝึกซ้อมและปฏิบัติภารกิจที่ต้องใช้อากาศยานได้อย่างเพียงพอ

พนิดากล่าวว่านอกจากปัญหาเรื่องอากาศยานแล้วยังไปเกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการบินอื่นๆ อีกเช่น ร่มชูชีพที่ไม่ได้มาตรฐานจนส่งผลให้มีนักเรียนนายร้อยตำรวจเสียชีวิต 2 รายซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

พนิดาจึงได้มีคำถามไปถึง กมธ.พิจารณางบประมาณว่าได้สอบถามกับทาง สตช.หรือไม่ว่าจะมีการบริหารใช้จ่ายงบประมาณปี 2569 อย่างไรและในเมื่องบปี 2568 ยังไม่ได้ใช้แล้วงบของปี 2569 จะทำอย่างไรต่อมีการประเมินหรือไม่ว่างบซ่อมบำรุงทั้งหมดจริงๆ ต้องใช้เท่าไหร่ เพราะจะทำให้คำนวนได้ว่า สตช.ควรจะจัดหาอากาศยานที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งานใหม่มากกว่าไปซ่อมบำรุงของเก่าเกินอายุการใช้งานหรือไม่ และ สตช.ควรจะมีอากาศยานในหน่วยงานกี่ลำ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการใช้จ่ายงบแต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองด้วย

ตัดงบซ่อมโรงแรม-เครื่องมือสอดแนม

จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.เขตฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน เสนอให้ตัดปรับปรุงอาคารศูนย์ฝึกอบรมที่อ.ชะอำที่ชื่อ “Sea Sand Sun Resort”  ซึ่งใช้งบประมาณ 70 ล้านบาท แต่งบที่ใช้ก่อสร้าง 248 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นโรงแรมและรายได้ที่เกิดขึ้นจากสถานที่ก็ไม่ต้องส่งเข้าคลังโดยโรงแรมนี้เปิดดำเนินการมาแล้ว 2-3 ปี โดยจ้างเครือดุสิตธานีมาบริหารน่าจะมีรายได้ไปเยอะไม่ควรมาของบประมาณอีก

นอกจากนั้น สตช.ก็ยังของงบประมาณซื้อรถนำและปิดท้ายขบวนอารักขาบุคคลสำคัญรวม 11 คัน เป็นยี่ห้อเบนซ์ S350 3 คัน คันละ 7 ล้านบาท และรุ่น GLS 450 อีก 2 คัน คันละ 6.9 ล้านบาท และยี่ห้อโตโยต้า แคมรี่  2 คัน คันละ 1.8 ล้านบาท และทาง สตช.ก็ชี้แจงว่าต้องใช้เบนซ์นำขบวนส่วนโตโยต้าไว้ปิดท้ายขบวน เป็นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องซื้อแยกกันเพื่องานแบบนี้ทำไมไม่ใช้รถญี่ปุ่นแบบเดียวกันทั้งหัวท้ายขบวน ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเพียงแค่เรื่องของภาพลักษณ์เท่านั้นที่ต้องการให้ดูหรูหราเท่านั้น

ประเด็นต่อมาที่จิรัฏฐ์กล่าวถึงคือมีการตั้งหน่วยควบคุมฝูงชนเพิ่มรวมเป็น 144 หน่วย และมีการจัดหาเครื่องมือควบคุมฝูงชน 3 โครงการเป็นเครื่องยิงแก๊สน้ำตา 72 กระบอก ปืนช๊อตไฟฟ้า 70 กระบอก ปืนยิงคลื่นเสียง 6 ชุด ปืนยิงตาข่ายอีก 18 กระบอก ที่เหลือเป็นหมวกกันน๊อกมูลค่ารวมทั้งหมด 37.69 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่เขารู้สึกรับไม่ได้ที่หน้าที่ของตำรวจต้องปกป้องประชาชนและการชุมนุมก็เป็นการใช้สิทธิขึ้นพื้นฐาน ควรจะต้องสนับสนุนด้วยซ้ำ อยากจะเสนอเปลี่ยนเป็นให้ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินแทนหรือจะเป็นรถสุขาเคลื่อนที่ก็ได้เพื่อบริการประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ

ส่วนโครงการสุดท้ายที่จิรัฏฐ์อภิปรายคือโครงการจัดซื้อฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่ใช้ดูดข้อมูลมือถือจากเป้าหมายและวิเคราะห์ข้อมูล ปีนี้มีหลายโครงการได้แก่

  • โครงการจัดหาระบบสนับสนุนวิเคราะห์ข่าวกรอง ของกองบังคับการปราบปราม มูลค่า 93.25 ล้านบาท เป็นการจัดซื้อซอฟท์แวร์ชื่อ ‘Intellectus’ ที่สามารถวิเคราะห์โซเชียลมีเดียของเป้าหมาย และยังเข้าไปในระบบแชท ระบบคลาวด์ ได้และสามารถปลอมตัวเป็นเจ้าของบัญชีและเปลี่ยนแปลงบัญชีแทนเจ้าของเดิมได้
  • โครงการปรับปรุงเครื่องมือสำหรับถอดรหัสอุปกรณ์พกพาของตำรวจไซเบอร์ มูลค่า 10 ล้านบาทซึ่งจิรัฏฐ์มองว่าพอยอมรับได้เพราะเป็นเครื่องมือที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใช้
  • โครงการปรับปรุงต่ออายุสิทธิ์อุปกรณ์สำหรับการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมข้อมูลโทรศัพท์มือถือ สรรพาวุธกองส่งกำลังบำรุง 104 บัญชีใช้งานเป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่า 160.5 ล้านบาท ซึ่งเขาเห็นว่าอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถดึงข้อมูลจากเครื่องโทรศัพท์มือถือได้ทั้งหมดโดยสามารถทะลุการป้องกันได้
  • โครงการจัดซื้อเครื่องมือตรวจหาตำแหน่งสัญญาณโทรศัพท์ 135.5 ล้านบาทเป็นเครื่องมือจำลอง Cell site โทรศัพท์มือถือหลอกให้เครื่องของเป้าหมายไปเกาะสัญญาณของเครื่องมือนี้แทนเสาสัญญาณของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งความน่ากลัวก็คือโปรแกรมสอดแนมแบบเพกาซัสก็พึ่งพาเครื่องมือแบบนี้ในการโจรกรรมข้อมูล

จิรัฏฐ์กล่าวว่าถ้า สตช.เอาไปใช้กับการปราบปรามอาชญากรรมเช่น ยาเสพติด สแกมเมอร์ ก็คงไม่เป็นปัญหาแต่ สตช.เองก็มีประวัติไม่ดีจากกรณี สตช.เคยใช้สปายแวร์เพกาซัส ที่พรรคก้าวไกลเคยนำมาเปิดเผยว่ามีการเอามาใช้กับนักวิชาการ นักกิจกรรมทางการเมือง นักการเมืองมาตั้งแต่ 2557 แทนที่จะใช้กับการปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งเขาเห็นว่าโครงการที่ สตช. ขอมาปีนี้ก็ไม่ต่างจากสปายแวร์เพกาซัสเลย เพราะความสามารถใกล้เคียงกันแล้ว ดังนั้นปัญหาก็คือ สตช.จะใช้เครื่องมือเหล่านี้โดยอาศัยอำนาจจากฐานทางกฎหมายอะไรเพราะทั้ง 4 โครงการนี้ไม่ได้ซื้อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) แต่เป็นการซื้อให้กับกองสรรพาวุธตำรวจในกรุงเทพทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานข่าวกรองที่จะใช้กฎหมายข่าวกรอง หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

นอกจากนั้นที่เคยมีการใช้งานกันอยู่ได้มีการขอหมายศาลกันหรือไม่ ทางผู้ชี้แจงกับ กมธ.ตอนแรกก็บอกว่าไม่ต้องขอใช้งานได้เลย แต่เมื่อถามไปเรื่อยๆ ก็ถึงจะบอกว่ามีการขอทุกครั้งที่ใช้ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเพราะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพร้ายแรง จากที่เวลาจะต้องใช้มีแค่ 2 ทางคือการขอหมายศาลหรือการขอความยินยอมจากเจ้าของเครื่องมือถือ ถ้าไม่ได้อย่างใดอย่างหนึ่งตำรวจไม่สามารถดำเนินการได้ และถ้าจะให้มีการซื้อจำนวนมากขนาดนี้ รัฐบาลก็ควรจะต้องไปออกกฎหมายมาก่อนเพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจการใช้ให้ครบจะได้มีความรับผิดชอบต่อการใช้งานด้วยและยึดหลักสิทธิมนุษชนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง