Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

พอล แชมเบอร์ส ให้ทนายฟ้อง ผบ.ตร.-ผบ.ตรวจคนเข้าเมือง และ สตช. เรียกค่าเสียหายและขอให้เพิกถอนคำสั่งถอนวีซ่า จากกรณีกองทัพภาคที่ 3 แจ้ง ม.112 สุดท้ายอัยการไม่ฟ้องทำเสียหน้าที่การงาน ถูกขับออกจากประเทศทั้งที่ไม่มีความผิด เจ้าตัวยังรักและอยากกลับไทยแต่ขอมั่นใจว่าจะไม่มีการดำเนินคดีอีก แต่คงไม่ใช่ช่วงนี้ที่กองทัพมีอิทธิพลมากขึ้น

4 ก.ย. 2568 ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ทนายความของพอล แชมเบอร์ส ในฐานะผู้รับมอบอำนาจเดินทางเข้าดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 2 ฉบับ และให้หน่วยงานรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายจากการใช้อำนาจไม่ชอบ โดยฟ้อง 4 หน่วยงานได้แก่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง(กพค.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะเป็นหน่วยงานต้นสังกัด

การยื่นฟ้องครั้งนี้ของพอล สืบเนื่องมาจากกรณีที่กองทัพภาคที่ 3 แจ้งความดำเนินคดีพอลด้วยข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 จากคำอธิบายประกอบงานเสวนาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ ISEAS – Yusof Ishak Institute สถาบันวิชาการของสิงคโปร์ และทาง สภ.เมืองพิษณุโลกดำเนินการขอศาลออกหมายจับเมื่อ 4 เม.ย.2568

แม้ว่าในทางคดีภายหลังอธิบอัยการภาค 6 จะมีคำสั่งไม่ฟ้องพอลเมื่อ 1 พ.ค.2568 และอัยการสูงสุดยืนยันสั่งไม่ฟ้องออกมาในวันที่ 28 พ.ค.2568 เนื่องจากอัยการเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอพิสูจน์ว่าพอลเป็นคนโพสต์ข้อความดังกล่าวทำให้คดีสิ้นสุดลง แต่ในระหว่างที่กระบวนการทางคดีดำเนินไป ทางด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีคำสั่งเพิกถอนวีซ่าของพอลเมื่อวันที่ 9 เม.ย.2568 ทำให้หลังจากเขาได้รับการประกันตัวในคดีมาตรา 112 แล้วเขาต้องมาประกันตัวจาก ตม.พิษณุโลกด้วยเนื่องจากเมื่อถูกเพิกถอนวีซ่าแล้วทำให้ ตม.มีอำนาจควบคุมตัวต่อ ซึ่งทาง ตม.ได้อนุญาตให้ประกัน

หลังจากเขาได้รับการประกันตัวออกมาแล้วพอลดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนวีซ่าต่อคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง แต่ระหว่างที่ยังไม่รู้ผลในวันที่ 18 เม.ย.2568 พอลได้รับหนังสือคำสั่งจาก ตม.พิษณุโลกอีกฉบับที่มาแก้เนื้อหาคำสั่งเพิกถอนวีซ่าฉบับวันที่ 9 เม.ย.ในส่วนของมาตราทางกฎหมายที่ใช้เป็นฐานอำนาจเพื่อถอนวีซ่าของพอล โดยเปลี่ยนจากมาตรา 12 (8) (เช่น การค้าประเวณี ยาเสพติด หรือกิจการที่ขัดต่อศีลธรรม) ของพ.ร.บ.คนเข้าเมืองไปเป็น มาตรา 12 (7) คือ “น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”

นอกจากนั้น คำสั่งเพิกถอนวีซ่าดังกล่าวทำให้ทางมหาวิทยาลัยนเรศวรยกเลิกสัญญาจ้างงานพอลด้วยเมื่อ 21 เม.ย.2568 และมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 9 เม.ย.ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พอลถูกเลิกวีซ่า ทำให้พอลสูญเสียงานที่ทำอยู่ทันที โดยพอลอุทธรณ์คำสั่งกับทางมหาวิทยาลัยด้วยเนื่องจากเป็นการยกเลิกสัญญาโดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนในสัญญา

อย่างไรก็ตาม แม้พอลจะพ้นความผิดแต่ ตม.ยังคงผลักดันกลับและควบคุมตัวพอลไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อส่งตัวกลับประเทศ

ทั้งนี้ในคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลปกครองครั้งนี้ของพอล ได้ให้เหตุผลประกอบคำฟ้องว่า เนื่องจากพยานหลักฐานในส่วนของคดีมาตรา 112 ไม่มีเพียงพอยืนยันว่าพอลกระทำความผิดจึงต้องสันนิษฐานว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่การใช้พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 12(7) และ (8) มาใช้ในการเพิกถอนวีซ่าพอลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการแก้ไขคำสั่งโดยการเปลี่ยนจากมาตรา 12 (8) เป็น (7) ในภายหลังเป็นการแก้ไขในสาระสำคัญของคำสั่งไม่ใช่แค่การแก้ไขเนื้อหาของคำสั่งเพียงเล็กน้อยที่จะทำได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 43

นอกจากนั้น ตม.ยังออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่าของพอลโดยไม่ทำตามแบบ ตม.83 และไม่ทำตามขั้นตอน รูปแบบ วิธีการที่กฎหมายกำหนด และไม่เปิดโอกาสให้พอลทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งแสดงหลักฐานตนเองก่อน ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30

อีกทั้งคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองยังพิจารณาอุทธรณ์ของพอลล่าช้าอย่างมาก ซึ่งไม่เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 ทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื่อง

ยังรักและอยากกลับเมืองไทย แต่ขอมั่นใจว่าไม่แจ้งความอีก

พอลกล่าวถึงการฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนวีซ่า และเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่เขาต้องสูญเสียรายได้จากงานประจำ เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวมีผลทำให้มหาวิทยาลัยนเรศวรเลิกจ้างเขา และต้องสูญเสียรายได้จากโครงการอื่นๆ เช่นโครงการวิจัยเกี่ยวกับการเมืองในภาคเหนือของไทย นอกจากนั้น เขายังเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่เขาถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากการถูกคุมขังโดยมิชอบ ชื่อเสียงของเขาเสียหาย และถูกละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ พอลยืนยันว่าเขาไม่ได้หมิ่นประมาทกษัตริย์ แต่ถูกดำเนินคดีเพราะนายทหารระดับสูงบางคงไม่พอใจที่เขาเขียนงานวิจารณ์กองทัพ

พอลบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าการพิจารณาคดีจะต้องใช้เวลานานขนาดไหนและจะชนะคดีหรือไม่ กระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลานานมาก แต่ถ้าการฟ้องคดีสำเร็จ เขาก็ยังอยากกลับมาประเทศไทย ซึ่งเป็นบ้านของเขามากว่า 30 ปี

หลังเดินทางออกจากประเทศไทย พอลกลับไปอาศัยอยู่กับแม่ที่บ้านในรัฐโอกลาโฮมา สหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้เขาเป็นนักวิชาการอาคันตุกะของสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ และยังคงทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเมืองไทยและความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและรัฐบาลพลเรือนในประเทศไทย พอลเล่าว่าเขาสบายดี แต่ต้องอยู่ห่างจากภรรยา ซึ่งเป็นคณบดีของคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

“ผมเดินทางไปประเทศไทยไม่ได้ในตอนนี้ และเธอก็เดินทางออกจากประเทศไม่ได้ง่ายนัก ดังนั้นจึงมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมยังติดตามสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอยู่” พอลระบุ

“ผมรักประเทศไทยและผมรักคนไทย ก่อนเดือนมีนาคม 2568 ผมไม่เคยคาดคิดเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับผม ผมเป็นแค่อาจารย์ธรรมดาในมหาวิทยลัยนเรศวร ในพิษณุโลกซึ่งเป็นเมืองต่างจังหวัด วันหนึ่งผมถูกเรียกเข้าไปในสำนักงานที่มหาวิทยาลัยและแจ้งว่าผมถูกฟ้องด้วยคดี 112 และหลังจากนั้นชีวิตของผมก็เหมือนอยู่บนรถไฟเหาะ”

พอลเล่าว่ากองทัพบกเคยบอกว่าจะหาทางดำเนินคดีกับเขาให้ได้ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ การถูกดำเนินคดีครั้งนี้ทำให้ภรรยา เพื่อน และครอบครัวของเขาตกใจมาก ส่วนตัวเขาเองก็รู้สึกกังวลที่จะเดินทางมาไทยต่อให้เขาชนะคดีในศาลปกครอง เขาบอกอีกว่าเขาจะไม่เดินทางกลับประเทศไทยถ้าเขาคิดว่ายังมีโอกาสที่เขาจะถูกดำเนินคดี เพราะแม่วัย 86 ปีของเขาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในสหรัฐฯ และคงรับไม่ได้ถ้าเขาถูกดำเนินคดีอีก ซึ่งเขาบอกว่าภรรยาของเขาเข้าใจเรื่องนี้

“ถ้าผมจะเดินทางกลับไปเมืองไทย ผมจะต้องมั่นใจว่ากองทัพและตำรวจจะไม่ดำเนินคดีกับผมอีก และแน่นอนว่าผมจะรอจนกว่าคดีนี้ (คดีในศาลปกครอง) จะสิ้นสุด ผมอยู่เมืองไทยมา 30 ปี แล้ว ผมทำงานเกี่ยวกับการเมืองไทย และเข้าใจดีกว่าโอกาสที่ผมจะชนะคดีมีน้อยมาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่วิกฤตระหว่างไทยและกัมพูชาทำให้กองทัพมีอิทธิพลเหนือการเมืองไทยมากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์ที่อิทธิพลของกองทัพเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น พอลมองว่าไม่เป็นการดีถ้าเขาจะเดินทางมาไทยในเวลานี้และต้องเสี่ยงกับการต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำอีก เขาพูดถึงประสบการณ์ในเรือนจำว่า “เป็นที่ที่เลวร้ายมาก” และทำให้เขารู้สึกว่าอยากจะทำงานเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิผู้ต้องขัง โดยเฉพาะนักโทษการเมือง ซึ่งเขามองว่าตัวเขาเองก็เป็นนักโทษการเมืองเช่นกัน

เมื่อถามว่ามหาวิทยาลัยให้เหตุผลอะไรในการเลิกจ้างเขา พอลระบุว่าเขาเชื่อว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยถูกกองทัพกดดันเลิกจ้างเขา เขาเล่าว่าเขาได้รับการแจ้ง่วาถูกเลิกจ้าง 1วันหลังอัยการตัดสินใจไม่สั่งฟ้องเขาในคดี 112 ซึ่งเขาและทนายก็ได้ทำหนังสือแจ้งมหาวิทยาลัยแล้วว่าเขาจะดำเนินคดีกับมหาวิทยาลัยเนื่องจากถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เพราะไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการและไม่ได้เปิดโอกาสให้โต้แย้งตามขั้นตอน ส่วนตัวมหาวิทยาลัยเองก็อาจจะอ้างได้ว่าเลิกจ้างเขาเพราะเขาถูกยกเลิกวีซ่า

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง