"อันวาร์" ประกาศเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า รัฐบาล MADANI เพิ่งประกาศเพิ่มความช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต ให้แก่ชาวปาเลสไตน์ และแสดงจุดยืนต่อต้านการสังหารเด็ก สตรี และการยึดครองกาซาอย่างไร้มนุษยธรรมของอิสราเอล
เมื่อคืนผ่านมา (24 ส.ค. 68) อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชนมาเลเซียหลายหมื่นคนรวมพลังเพื่อกาซาและปาเลสไตน์ ที่จัตุรัสเมอร์เดกา กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อให้โลกได้เห็นว่ามาเลเซียยืนหยัดต่อต้านความโหดร้าย การสังหารเด็กและสตรี และการยึดครองที่ไร้มนุษยธรรม
นายกรัฐมนตรี อันวาร์ กล่าวว่า ทั่วโลกได้เห็นว่าประชาชนมาเลเซียลุกขึ้นรวมพลังต่อต้านความอยุติธรรม ประณามการสังหารเด็กและสตรีผู้บริสุทธิ์ และทวงถามความยุติธรรมที่ถูกปฏิเสธมาหลายทศวรรษ ในขณะที่ระเบียบโลกไม่สามารถให้หลักประกันสิทธิในการมีชีวิตในฐานะมนุษย์แก่ชาวปาเลสไตน์ได้
“ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แผ่นดินปาเลสไตน์ถูกยึด บ้านเรือนถูกทำลาย โรงเรียนถูกทุบทำลาย แม้กระทั่งมัสยิดและโบสถ์ก็ไม่รอดพ้นจากความโหดร้ายของไซออนิสต์ สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาวันนี้ไม่ใช่แค่สงคราม แต่คือการล่าอาณานิคมในรูปแบบที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมที่สุด
นี่ไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ ทว่าโลกที่อ้างตนว่าเชิดชูสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย กลับเลือกที่จะหันหลัง แต่มาเลเซียไม่เคยหันหลังให้ ในทุกเวทีระหว่างประเทศไม่ว่าจะที่โตเกียว ปักกิ่ง นิวเดลี หรือยุโรป ผมไม่เคยลืมที่จะนำเสียงของพี่น้องผู้ถูกกดขี่ในกาซาไปขานกล่าว”
วันนี้ผมย้ำชัดว่า ภารกิจนี้ยังไม่สิ้นสุด เราต้องทวีความสนับสนุนต่อไป มาเลเซียร่วมกับพันธมิตรนานาชาติยังคงส่งความช่วยเหลือ ตั้งแต่การรักษาพยาบาลไปจนถึงโอกาสทางการศึกษา และเมื่อคืนที่ผ่านมา รัฐบาล MADANI ได้ประกาศเพิ่มเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิตสำหรับประชาชนปาเลสไตน์
“ถึงพี่น้องของเราในกาซาและปาเลสไตน์ โปรดรู้ว่าเราจะไม่ทอดทิ้งพวกท่าน เราเรียนรู้จากจิตวิญญาณของท่าน เราเคารพและสนับสนุนการต่อสู้ของท่าน ด้วยพระประสงค์ของพระเจ้า เราจะยืนหยัดเคียงข้างพวกท่านตลอดไป แม้การต่อสู้จะยาวนานและเหนื่อยล้า แต่เรามั่นใจว่าความจริงและความยุติธรรมจะชนะ เดือนแห่งเอกราชของมาเลเซียนี้ เราสืบต่อจิตวิญญาณนักสู้ที่เคยต่อต้านอาณานิคม และส่งแรงใจไปยังผู้ที่จะเดินทางไปกาซ่า 31 สิงหาคมนี้”
อิสรภาพแด่ปาเลสไตน์!
นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม มีบทบาทสำคัญในการแสดงจุดยืนของมาเลเซียเพื่อสนับสนุนและปกป้องชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะในประเด็นด้านมนุษยธรรม ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:
1. การขับเคลื่อนและสร้างความตระหนักภายในประเทศ
ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการชุมนุมกับประชาชนมาเลเซียหลายหมื่นคนเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ พร้อมทั้งใช้เวทีนี้ประณามความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในกาซา และปลุกจิตสำนึกของประชาชนให้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความยุติธรรม โดยย้ำว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เสียงของพรรคการเมืองหรือเชื้อชาติใด แต่คือเสียงของประชาชนมาเลเซียทั้งหมด
2. การใช้เวทีระหว่างประเทศผลักดันประเด็นปาเลสไตน์
อันวาร์ อิบราฮิมใช้การประชุมระดับนานาชาติเป็นช่องทางสำคัญในการยกประเด็นปาเลสไตน์ขึ้นมา ไม่ว่าจะที่โตเกียว ปักกิ่ง นิวเดลี หรือยุโรป เพื่อให้เสียงของชาวปาเลสไตน์ผู้ถูกกดขี่ได้ถูกส่งต่อไปยังสังคมโลก
3. การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการแสดงจุดยืนทางการเมืองแล้ว มาเลเซียยังให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
- การส่งความช่วยเหลือ: ทั้งด้านการแพทย์และการศึกษา โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรนานาชาติ
- การสนับสนุนทางการเงิน: รัฐบาลประกาศเพิ่มงบช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต (ประมาณ 760 ล้านบาท) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวปาเลสไตน์
4. การเปรียบเทียบและสร้างแรงบันดาลใจ
นายกรัฐมนตรีเชื่อมโยงการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์เข้ากับประวัติศาสตร์การปลดปล่อยจากอาณานิคมของมาเลเซียและประเทศอื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย และเวียดนาม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและยืนยันว่าการต่อสู้นี้จะไม่สูญเปล่า ความจริงและความยุติธรรมจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด
สรุป บทบาทของอันวาร์ อิบราฮิม ไม่ได้จำกัดเพียงการประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ครอบคลุมทั้งการใช้เวทีภายในและต่างประเทศเพื่อสร้างการตระหนักรู้ การสนับสนุนนโยบาย และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการว่า มาเลเซียจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องชาวปาเลสไตน์
