“เขาจะให้ไปอยู่แถวกาดก้อม (บ้านเตื่อมฝัน ศูนย์คนไร้บ้าน) แต่ห้องมันเล็ก นอนได้อย่างเดียว ของก็ไม่มีที่ไว้ เลยไม่ได้ไป ตอนที่เจ้าหน้าที่มาบอกให้รื้อป้าตกใจหมดเลย กำลังยืนทำกับข้าวอยู่ เจ้าหน้าที่เขาแจ้งว่าเอาที่ดินคืน ป้าก็บอกเขาว่าป้าไม่มีที่ไป แล้วป้าจะไปอยู่ไหน ถ้ามีที่ไปป้าไปนานแล้ว” คำแก้ว กล่าว
เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา คำแก้ว จะฟ้า แม่ค้าขายพวงมาลัย วัย 68 ปี ชาวชุมชนคลองเงิน จ.เชียงใหม่ ได้จัดการรื้อถอนบ้านหลังเล็กของตัวเองออกจากคลองเงิน หลังเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่มาแจ้งให้คำแก้วรีบย้ายออกจากพื้นที่ก่อนที่เครื่องจักรจะเข้ามาขุดลอกคลองในวันพุธที่ 14 ส.ค. 2568 คลองเงินเป็นชุมชนแออัดกลางเมืองเชียงใหม่ที่ถูกไล่รื้อมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง บทเรียนจากเพื่อนบ้านที่ถูกเทศบาลไล่รื้อไปก่อนหน้านี้ สอนให้คนในชุมชนคลองต้องรีบจัดการตัวเอง เพราะหากดึงดันไม่ยอมออกไปและรอให้เทศบาลมารื้อบ้านจะต้องเสียค่ารื้อถอนให้เทศบาล และวัสดุต่างๆ จากโครงบ้านที่รื้อไปก็ถูกยึดไปด้วย คำแก้วที่ยังต้องการเอากระเบื้องหลังคา โครงเหล็ก ไปใช้สร้างบ้านต่อก็ต้องจึงต้องรีบพาลูกหลานมารื้อถอนบ้านออกไป
ผลจากการไล่รื้อครั้งนี้คำแก้วไม่ได้สูญเสียแค่บ้าน แต่ยังต้องเสียอาชีพขายพวงมาลัยที่เคยมีไปด้วย เนื่องจากการย้ายตัวเองออกไปอาศัยอยู่บ้านเช่าของหลานที่นอกเมือง ทำให้เธออยู่ห่างไกลจากตลาดนัดที่เคยขี่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างไปขายพวงมาลัย และก็อยู่ไกลจากตลาดขายส่งดอกไม้ที่อยู่ใกล้กับชุมชนคลองเงิน เมื่อก่อนคำแก้วสามารถตื่นตีห้าขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปซื้อดอกไม้ที่ตลาดขายส่งใกล้ๆ ได้ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที ก็กลับบ้านมานั่งร้อยพวงมาลัยเตรียมไว้สำหรับไปขายได้ แต่การอยู่นอกเมืองไม่เอื้อให้เธอใช้ชีวิตเป็นแม่ค้าขายพวงมาลัยแบบที่คนอายุ 68 ปี จะทำไหวได้อีก



คำแก้วเป็นตัวอย่างชีวิตของคนจนที่พยายามถีบตัวเองเข้ามาดิ้นรนในเมือง และใช้การอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดเมืองเป็นต้นทุนชีวิตอย่างหนึ่ง คำแก้วเป็นคนลาหู่จากบนดอยวาวี จ.เชียงราย ที่ถูกกรมป่าไม้ยึดที่ทำกินจนต้องย้ายมาทางานในเมือง เธอเล่าว่าครอบครัวเคยมีที่ทำ 5 – 6 ไร่ แบ่งปลูกพริก ข้าวโพด และข้าวไร่ ต่อมากรมป่าไม้เข้ามายึดที่ดินทำกินและจัดสรรที่ดินให้ใหม่คนละ 2 ไร่ สำหรับทำกิน และอีก 1 ไร่ เพื่อการอยู่อาศัย จำนวนที่ดินหายไปจากเดิมครึ่งหนึ่งทำให้เมื่อเพาะปลูกแล้วจึงไม่พอกิน เธอกับสามีและลูกชายอีก 1 คน เลือกลงมาทำงานในเมืองแทน
งานแรกๆ ของคำแก้วและสามีในเมืองคือแรงงานก่อสร้างตึกสุจิณโณของโรงพยาบาลสวนดอกเมื่อปี 2520 รับค่าแรงวันละ 30 บาท ก่อนจะเปลี่ยนงานไปรับจ้างที่สวนกุหลาบ คนเลี้ยงหมู ภารโรงโรงเรียน ก่อนหน้านี้เธอและสามีเคยอาศัยอยู่ในชุมชนคลองเงิน 1 (ไม่ไกลจากพื้นที่คลองเงินปัจจุบัน) ตอนนั้นมีคนลาหู่อาศัยอยู่เยอะ เธอไปซื้อสิทธิต่อจากคนไทยในราคา 9,000 บาท และเปิดร้านขายของชำเล็กๆ หน้าบ้าน ทำอยู่ได้ประมาณ 9 ปี คลองเงิน 1 ก็ถูกเทศบาลไล่รื้อทั้งชุมชน คำแก้วและครอบครัวเลยมาขออาศัยสร้างบ้านอยู่ในคลองเงินปัจจุบัน เนื่องจากตอนนั้นเธอมีคนรู้จักอาศัยอยู่ที่นี่ และที่ตั้งชุมชนก็ไม่ไกลจากที่เดิมมาก วิถีชีวิตยังอยู่ในเมืองเหมือนเดิม โดยคำแก้วได้เปลี่ยนอาชีพไปเป็นแม่ค้าขายผักที่กาดเมืองใหม่ตลาดใกล้ๆ กับชุมชน ก่อนจะมาหยุดที่แม่ค้าขายพวงมาลัยตามตลาดนัด เพราะเบื่อที่จะทะเลาะกับแม่ค้าผักแผงข้างๆ เรื่องตั้งแผงกินที่กันไปมา และเธอมีน้องสาวที่ขายพวงมาลัยอยู่ก่อนแล้ว
“แม่ป้าก็เคยลงมาขายพวงมาลัยในเมือง แต่ถูกรถชนตายตอนขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านตั้งแต่ป้ายังเด็ก” คำแก้ว กล่าว
เวลาไปขายของเธอจะวนขายพวงมาลัยตามตลาดนัดต่างๆ อย่างเป็นระบบของตัวเอง ตั้งแต่วันจันทร์-วันเสาร์ เธอเช่าแผงขายของประจำตามตลาดนัดไว้ 3 แห่ง คำแก้วจะตื่นตี 4 ตี 5 ไปซื้อดอกไม้ที่กาดหลวงจุดขายส่งดอกไม้ของเชียงใหม่ ไม่ไกลจากบ้านเธอ และกลับบ้านร้อยพวงมาลัยจนประมาณ 10.00 น. ก็ทำกับข้าวกินข้าวอาบน้ำ เวลา 11.30 น. ก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างไปตั้งร้านขายของคนเดียว และเก็บร้านกลับบ้านอีกทีตอนประมาณ 22.00 น. มีเพียงวันอาทิตย์ที่เธอจะหยุดขายของไปเข้าโบสถ์แถวนอกเมืองที่ชาวลาหู่ญาติๆ ไปกัน
หลังจากที่สามีและลูกชายเสียชีวิตคำแก้วก็อยู่บ้านที่คลองเงินกับหลานสาวพิการทางสมองและหลานชายฝาแฝด โดยหลานสาวพิการจะเป็นคนช่วยร้อยพวงมาลัย ส่วนหลานแฝดก็จะไปหาเป็นลูกจ้างร้านอาหาร ร้านส่งน้ำแข็งในเมือง บ้านในชุมชนคลองเงินจึงกลายเป็นต้นทุนสำคัญของทุกคนในครอบครัวคำแก้วที่อาศัยบ้านหลังนี้เพื่อให้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานในเมืองได้




ความเป็นอยู่ในบ้านของคำแก้วก่อนหน้าที่จะถูกรื้อ
ชุมชนคลองเงินเริ่มถูกไล่รื้อมาตั้งแต่ปี 2561 เมื่อทางจังหวัดมีแผนแม่บทคลองแม่ข่า (พ.ศ. 2561 – 2565) เข้ามาพัฒนาคลองแม่ข่าและจัดระเบียบชุมชนบริเวณที่น้ำในคลองแม่ข่าไหลผ่านทั้งหมด ชุมชนคลองเงินเป็นหนึ่งในทางน้ำของคลองแม่ข่าจึงได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนา ‘คลองสวย น้ำใส ไหลดี ชุมชนมีสุข’ ของแม่ข่าไปด้วย
- เดือน พ.ย. 2561 ทหารจากกองพันพัฒนาที่ 3 และมณฑลทหารบกที่ 33 กว่า 100 นาย นำรถแบคโฮและเครื่องจักรกลเข้าทำการรื้อบ้านที่คลองเงิน 57 หลังที่สร้างคร่อมคลอง จนเหลือบ้าน 10 หลังที่คลองเงินโซนหน้าถนน
- ช่วงปี 2563-2565 เทศบาลเริ่มทำการไล่รื้อบ้าน 10 หลังที่คลองเงินโซนหน้า
- ปี 2568 บ้าน 2 หลังสุดท้ายของคลองเงินโซนหน้าถูกรื้อ (บ้านอีกหลังหนึ่งสามารถปรับขยับ ลดขนาดบ้านเข้าไปอยู่ในคลองเงินโซนในได้, บ้านคำแก้วต้องรื้อ เนื่องจากชุมชนไม่มีพื้นที่เหลือพอให้ปรับขยับเข้าไปได้และอยู่คร่อมคลองอย่างชัดเจน)
คำแก้วระบุว่า หลังจากได้รับแจ้งว่าต้องรื้อบ้าน มีคนของบ้านเตื่อมฝันศูนย์พักพิงของคนไร้บ้านมาชวนให้ไปพักที่นั่นชั่วคราวก่อน ระหว่างรอหาที่อยู่ใหม่ แต่เธอปฎิเสธเนื่องจากห้องที่บ้านเตื่อมฝันเล็กกว่าบ้านที่คลองเงินมาก ไม่มีพื้นที่พอให้เก็บข้าวของ
เมื่อสอบถามว่าทำไมไม่ไปเข้าร่วมโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” ที่มีแผนจะสร้างบริเวณเลียบทางรถไฟเชียงใหม่ ซึ่งใกล้ในเมืองมากกว่าบ้านเช่านอกเมืองของหลานชาย ปรากฏว่าคำแก้วไม่รู้จักโครงการนี้ เธอมีความหวังที่โครงการฮอมเงินซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านร่วมกันของเครือข่ายคนจนเมืองเชียงใหม่ที่จะถูกไล่รื้อ ที่ดินที่ทางกลุ่มต้องการจะซื้ออยู่บริเวณสันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ขณะนี้คำแก้วได้รับทราบความคืบหน้าของโครงการจากทางเครือข่ายคนจนเมืองว่าต้องใช้ระยะเวลารออีกประมาณ 2 ปี ในการหาสมาชิกให้ครบและเข้าสู่กระบวนการกู้เงินจากทาง พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) เพื่อซื้อที่ดินราว 10 ไร่


ตัวแทนคณะทำงานที่รับงบจากทาง พอช. ทำงานเก็บข้อมูลควบคู่กับการทำงานกับคนในชุมชนแออัดเมืองของเชียงใหม่อธิบายให้เห็นภาพแนวทางช่วยเหลือว่า มีการคุยกับเจ้าหน้าที่ พอช. เรื่องการช่วยเหลือคนที่คลองเงิน ทาง พอช. แจ้งว่างบไล่รื้อที่มีไม่สามารถให้ได้ เนื่องจากยังเป็นการไล่รื้อในรูปแบบรายเดียวอยู่ ไม่ได้เป็นการไล่รื้อทั้งหมด ภายในเครือข่ายเลยได้ลงขันช่วยเหลือกันเองเบื้องต้นและมีการนำเงินไปมอบให้คำแก้วและบ้านอีกหลังหนึ่งที่โดยรื้อบ้านในครั้งนี้คนละ 3,000 บาท ตอนนี้มีการประเมินกันว่าจะต้องมีชุมชนอื่นที่อาจจะถูกไล่รื้ออีกแน่นอน ทางคณะทำงานจึงได้ไปคุยกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่ขอชะลอการไล่รื้อไว้ก่อน เพื่อที่จะหาที่รองรับ ชาวบ้านที่อยู่คร่อมคลองเขาก็เข้าใจและรับสภาพได้ว่ามันอยู่ไม่ได้
เดิมทีจะขอที่เทศบาลนครเชียงใหม่ที่แม่เหียะ แต่เขาก็แจ้งว่ามันติดข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับอุทยานฯ เลยให้ไม่ได้พื้นที่ตรงนั้น และชาวบ้านเคยไปหาพื้นที่ใหม่ตรงหนองเขียว (ใกล้กับสวนสาธารณะของ อบจ. เชียงใหม่ปัจจุบัน) ทางหน่วยงานก็ให้ไม่ได้เพราะจะใช้เป็นพื้นที่ราชการ ตอนนี้ทางคณะทำงานและ พอช. จึงพยายามหาทางเจรจาผ่อนผันชะลอการไล่รื้อบ้านเหล่านี้ไว้ก่อน
อีกกลไกหนึ่งที่ทาง พอช. พยายามทำควบคู่กับไปคืออนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณะ โดยให้หน่วยงานรัฐชะลอการไล่รื้อ และให้ชาวบ้านเข้าสู่โครงการหาที่ดินใหม่รองรับให้สำหรับชุมชนที่ต้องโยกย้าย ส่วนชุมชนที่พอจะอยู่ในที่ดินเดิมได้ก็จะขอทำเรื่องเช่าที่ดินจากรัฐ หรือขอออกโฉนดชุมชนถ้าเป็นไปได้ ซึ่งชาวบ้านอยากขอออกเป็นโฉนดชุมชนมากกว่า
ส่วนโครงการที่ดินใหม่ที่สันผักหวานที่คำแก้วพูดถึงอยู่ในกระบวนการของการหาสมาชิกให้ครบ 90 ครัวเรือน เพื่อขึ้นโครงการขอสินเชื่อจาก พอช. ไปซื้อที่ดินและบริหารกันเองในรูปแบบสหกรณ์ ที่ดินบริเวณดังกล่าวมีมูลค่าเยอะพอสมควรประมาณ 10 กว่าไร่ ราคา 10 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องหาสมาชิกมาร่วมกันผ่อน เดือนหน้าถ้าผู้ว่าฯ คนใหม่เข้ามา ทางเครือข่ายก็อยากจะขอเข้าพบ เพื่อหารือเรื่องไล่รื้อ
