Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • จากกรณีที่นักเรียนอายุ 13 ปี และแม่ชาวกัมพูชา ถูกแจ้งความเข้าเมืองผิดกฎหมาย และรอผลักดันกลับประเทศต้นทาง 'ชนินทร์' เลขาฯ รมว.มหาดไทย เผยว่า เบื้องต้นให้แม่และเด็กพักที่ตัวเมืองสุรินทร์ ระหว่างประสาน ตม.ทำเรื่องช่วยเหลือ 
  • 'ปริญญา' อ.นิติศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตจับกุมที่โรงเรียนและผลักดันกลับ เสี่ยงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาความอาญา ด้าน ‘อดิศร’ จากเครือข่ายองค์การด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) มองมีวิธีอื่นนอกจากการผลักดันกลับ ชงรัฐใช้กฎหมายคุ้มครองเด็กและคนเข้าเมืองคู่กัน หวังเปิดช่องคุ้มครองเด็ก

 

28 ส.ค. 2568 เว็บไซต์ ไทยรัฐออนไลน์ รายงานวันนี้ (28 ส.ค.) ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า "Sopon Jongboriboon" ซึ่งทำงานเป็นอาจารย์โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ออกมาโพสต์เรื่องราวว่า เมื่อเช้าหลังเคารพธงชาติมีตำรวจมารับตัวนักเรียน เพราะถูกแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายเดิม ระบุต่อว่า แม่และพ่อของนักเรียนมีสัญชาติกัมพูชา ส่วนพ่อบุญธรรมมีสัญชาติไทย ทางครอบครัวได้นำตัวนักเรียนเข้ามาเรียนในไทยตั้งแต่ยังเล็ก นักเรียนเติบโตและใช้ชีวิตที่นี่ตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบันอายุ 13 ปี โตที่ไทย เรียน และพูดภาษาไทยได้ ใช้ชีวิตเหมือนคนไทย เป็นคนเรียนดี เรียนเก่ง อีกทั้งมีความสามารถทางด้านวิชาการ ดนตรี และกีฬา

ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายเดิม ให้ความเห็นว่า แม้ว่านักเรียนเดินทางเข้ามาผิดกฎหมาย แต่อยากขอความเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ ตราบใดที่เขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อน ก็อย่ารังแกเขาเลย เด็กเขาไม่เกี่ยว ระหว่างอยู่บนโรงพักแม่ของนักเรียนก็ร้องไห้ตลอด เพราะไม่มีความรู้ กลัวไปหมดทุกอย่าง ถ้าต้องกลับประเทศต้นทางก็ไม่รู้จะอยู่ที่ไหน เพราะว่าไม่มีบ้าน และอยู่ไกลถึงจังหวัดกำปงจาม

ขั้นตอนหลังจากนี้ นักเรียนคนดังกล่าวจะถูกส่งไปฝากขังไว้ที่ด่านกาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อรอผลักดันกลับประเทศต้นทาง และจะต้องอยู่ในห้องขังจนกว่าจะมีผู้ต้องหาครบ 10 คน และถึงจะส่งไปที่ด่านสระแก้ว

“ขณะที่พวกคุณคนแจ้งความกินอิ่มนอนหลับ ดูเด็ก 13 ขวบ ที่พวกคุณทำกับเขาสิ คุณกำลังพรากเขาไปจากครอบครัวที่นี่ พรากจากเพื่อนพรากจากครู หยุดล่าแม่มดกับคนที่เค้าบริสุทธิ์เถอะ ทั้งในชีวิตจริงและโลกโซเชียล ปล.คุณตำรวจทำหน้าที่ของเขาถูกแล้ว เพราะมีคนมาแจ้งความ ทุกคนเห็นอกเห็นใจ แต่ต้องทำตามหน้าที่” ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ระบุ และกล่าวด้วยว่า ทางโรงเรียนจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนอย่างใกล้ชิด โดยทุกอย่างยังคงดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย

อาจารย์นิติฯ เผยจับกุมและผลักดันกลับละเมิดอนุสัญญาสิทธิเด็กรุนแรง

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความให้ความเห็นกรณีเดียวกันว่า เนื่องด้วยประเทศไทย เป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) การจับกุมเด็กและผลักดันเด็กกลับประเทศ เป็นการผิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอย่างรุนแรง และเสื่อมเสียชื่อเสียงของไทยมาก

ปริญญา กล่าวต่อว่า เรื่องการจับกุมเด็กโดยไม่มีหมายจับและไม่ได้มีเหตุทำผิดซึ่งหน้าหรือหลบหนี อีกทั้งไปจับในโรงเรียนซึ่งเป็นที่รโหฐาน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย นอกจากนี้ยังผิดกฎหมายในเรื่องการคุ้มครองเด็กอีกหลายฉบับหลายมาตรา

ปริญญา กล่าวต่อว่า เพราะประเทศไทยเป็นประเทศภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มีการทำ MOU กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ไม่มีการจับกุมและส่งเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยออกไปนอกประเทศ โดยจะได้มีการหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป

ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการประสานงานกับกรมกิจการเด็กและเยาวชนแล้ว และกรมกิจการเด็กและเยาวชนกำลังประสานงานกับ ตม. เพื่อระงับการส่งตัวออกไปนอกประเทศ

ส่วนกระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ในการอนุญาตคนที่ไม่มีสัญชาติไทยให้พำนักในเมืองไทย จึงมีอำนาจโดยตรงในการให้ความช่วยเหลือเด็กคนนี้ต่อไป ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้ทราบเรื่องแล้ว

ท้ายที่สุด องค์การยูนิเซฟ ที่ดูแลเรื่องสิทธิเด็กและติดตามการปฏิบัติตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ได้ทราบเรื่องแล้วและกำลังติดตามความคืบหน้าในการแก้ปัญหา

ตม.สุรินทร์ เผยผลักดันกลับตามความสมัครใจ ให้ทำเอกสารและกลับมาไทยอย่างถูกต้อง

วันเดียวกันนี้ เพจเฟซบุ๊ก The Reporters รายงานเมื่อเวลา 12.45 น. ได้สอบถามไปยัง พ.ต.ท.อุดร ชาวแขก รองผู้กำกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.สุรินทร์ กรณีจับกุมแม่และเด็กกัมพูชาข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ สภ.บัวเชด จ.สุรินทร์ โดยเด็กที่ถูกจับกุมมีอายุ 13 ปี ศึกษาอยู่ที่ ร.ร.บัวเชดวิทยา จากการสอบสวนพบว่า แม่เป็นคนกัมพูชาเดินทางเข้าเมืองผ่านด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อปี 2560 โดยใช้ผ่านแดนชั่วคราว หรือ border pass แต่ไม่พบข้อมูลการตีตราของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จึงถือว่าเป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และแม่ได้พาผู้ติดตามเป็นลูกชาย  ซึ่งพบว่ามีใบสูติบัตร ที่ รพ.กำปงจาม ประเทศกัมพูชา จึงเชื่อได้ว่า เป็นชาวกัมพูชา

พ.ต.ท.อุดร เปิดเผยว่า จากการพูดคุยของทีมสหวิชาชีพ ที่มีทั้งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ครู และผู้ปกครอง รวมถึงตัวเด็ก ได้สมัครใจที่จะเดินทางกลับกัมพูชา เพื่อไปทำบัตรประจำตัวให้ถูกต้องและจะได้เข้าเมืองให้ถูกกฏหมาย และกลับมาเรียนต่อในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเด็กยินดีกลับไปพร้อมกับแม่ ขณะนี้จึงส่งตัวเด็กและแม่ไปยัง ตม.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อผลักดันกลับตามขั้นตอน

พ.ต.ท.อุดร ยืนยันว่า ตม.สุรินทร์ และทุกฝ่ายคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม เพื่อให้การช่วยเหลือเด็กและแม่ชาวกัมพูชาอย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่แม่ไม่มีบัตรประจำตัวแสดงตัวตน และเข้าเมืองผิดกฏหมาย รวมถึงเด็กยังไม่มีหลักฐานการมีสัญชาติ หรือบัตรแสดงตัวอื่นๆนอกจากใบเกิด จึงอยากให้ไปทำเอกสารเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฏหมาย

ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Sopon Jongboriboon ระบุยืนยันว่าตอนนี้ทั้งนักเรียนและแม่กำลังกลับประเทศต้นทาง และจะมีผู้ใหญ่ใจดีเป็นธุระให้ในการทำเรื่องเอกสาร ระหว่างที่อยู่ในประเทศกัมพูชา

ภาคประชาชนมองมีทางเลือกอื่นนอกจากผลักดันกลับ

อดิศร เกิดมงคล สมาชิกเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) มองกรณีนี้ว่า ปัญหามันเกิดระหว่างที่เด็กกำลังเรียน และตำรวจเข้าไปจับในโรงเรียน ซึ่งไม่ควรทำอย่างนั้น และฐานะเด็กปัจจุบันคือยังไม่มีเอกสาร เพราะว่านักเรียนมีเพียงสูติบัตร ก็ต้องไปดูว่าโรงเรียนมีการดำเนินการพัฒนาสถานะเด็กให้หรือยัง ถ้าเด็กอยู่ในระหว่างการพัฒนาสถานะ ก็ไม่ควรไปจับนักเรียน

อดิศร มองต่อว่า มีข้อกังวลใจเรื่องการกักตัวเด็ก การจับสามารถทำตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองได้ แต่เรื่องการเอาเข้าห้องกักอาจมีปัญหา เพราะในสมัยของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา หน่วยงานต่างๆ เคยมีข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ในการไม่กักตัวเด็ก โดยจะมีกระบวนการประสานงานให้ พม.รับมาสอบและพาตัวแม่และเด็กไปอยู่ที่ ‘บ้านพักชั่วคราว’ แต่กรณีนี้เราเข้าใจว่ามีการกักตัว เพราะว่ามีการส่งไปที่โรงพัก (สภ.บัวเชด) และส่งไปยัง ตม.ต่อ ถ้ามีการกักตัวเด็กเกิดขึ้น หมายความว่าเรากำลังละเมิดข้อตกลงกันเองหรือไม่ และเด็กอายุแค่ 13 ปี ยังไม่ถึง 15 ปี ซึ่ง MOU ที่จะไม่กักตัวเด็กครอบคลุมถึงเด็กอายุ 18 ปี ก็ต้องให้ทางตำรวจและ สตม. พิจารณาเรื่องนี้

ข้อกังวลประการต่อมาก็คือ การส่งเด็กกลับประเทศต้นทางมีความเสี่ยงหรือไม่ เพราะจากข้อมูล เด็กไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในกัมพูชา เพราะมาไทยตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้น การกลับไปครั้งนี้เราไม่ทราบว่าจะนานแค่ไหน และถ้าเกิดปัญหาสถานการณ์ชายแดนยิงปะทะกัน เขาก็อาจจะกลับมาไม่ได้ ซึ่งเราควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กก่อน ถ้าเขามีคนที่สามารถดูแล เช่น พ่อเลี้ยงของเขา ก็ให้ พม. เข้ามาตรวจสอบ พาเด็กเข้ามาอยู่ในการดูแลบ้านพ้ก หรือของพ่อเลี้ยง อาจจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กมากกว่า

นอกจากนี้ การส่งเด็กกลับไปประเทศต้นทางในช่วงที่มีการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐไทยเสี่ยงละเมิดกฎหมายในประเทศ อย่างมาตรา 13 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งอาจต้องดูประเด็นนี้เข้าไปด้วย

พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 54 ระบุว่ากรณีที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ผู้ต้องกักไปอยู่ที่ไหนก็ได้โดยอาจจะผ่านการประกันตัว และอาจมีกระบวนการรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถหารือร่วมกันระหว่าง ตม. กับ สตม. ว่าจะมีเงื่อนไขอย่างไร ถ้าไม่ใช้หลักทรัพย์ ใช้ตำแหน่งประกันแทนได้หรือไม่ อดิศร มองว่าอยากให้ภาครัฐพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย 

ข้อสังเกตเรื่องการตรวจสอบสถานะ

อย่างไรก็ดี อดิศร มีข้อสงสัยกรณีของแม่ของนักเรียน เนื่องจากไม่มีข้อมูล เลยไม่แน่ใจว่าสถานะของแม่เด็กเป็นอย่างไร กำลังอยู่ระหว่างต่ออายุหนังสือเดินทาง (passport) หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้แม้ว่าในทางกฎหมายมันจะผิด แต่มันก็เป็นข้อจำกัดในห้วงเวลานี้เหมือนกันในการขอเอกสาร เพราะปกติเราสามารถทำเอกสารได้ 2 ช่องทาง คือที่ชายแดน หรือที่สถานทูต แต่ตอนนี้ทั้งสองช่องทางปิดอยู่ และปัญหาคือตอนนี้รัฐบาลยังไม่มีตัวนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องนี้

อีกกรณีที่แม่ถือ ‘Borderpass’ ถ้ากรณีนี้แม่เด็กจะไปเข้าเกณฑ์มติ ครม. ล่าสุดที่ผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชาที่ใช้ Borderpass และทำงานชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน ถ้าเกิดว่ามันเข้ามติ ครม. เราสามารถให้นายจ้างของแม่เด็กไปยืนยันกับ ตม.เลยว่ามันมีการจ้างงานอยู่ ซึ่งเรื่องนี้เราไม่มั่นใจว่า ตม.สุรินทร์ ตรวจสอบเรื่องนี้แค่ไหน อย่างไร ซึ่งถ้าแม่อยู่ไทยถูกกฎหมาย ลูกก็จะสามารถอยู่กับแม่ในไทยได้ แต่เข้าใจว่ากรณีนี้พอเจ้าหน้าที่ตีความว่าแม่ ‘ผิด’ มันก็เลยมีปัญหา

อดิศร ตั้งข้อสงสัยว่ากรณีที่ ตม.ให้สัมภาษณ์ว่าให้กลับไปทำเอกสาร และให้เดินทางกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง คำถามคือเด็กจะกลับเข้ามาใหม่อย่างไร เพราะว่าชายแดนปิดซึ่งกันและกัน ต่อให้สมัครใจเดินทางกลับประเทศต้นทางก็ตาม แต่การเดินทางกลับเข้ามาไทยตามปกติมันจะทำไม่ได้

ใช้กฎหมายคุ้มครองเด็ก-เข้าเมือง คู่กัน เปิดช่องคุ้มครองเด็ก

สมาชิก MWG เสนอว่า ระยะสั้นอยากให้พิจารณาการพัฒนาสถานะเด็กที่ไม่มีเอกสารในสถานศึกษากันใหม่ เพราะว่าสถานะตอนนี้มันมีความยากลำบากในการข้ามแดนไป-มาระหว่างไทย-กัมพูชา การใช้เงื่อนไขการพัฒนาสถานะและกำหนดให้อาศัยในไทยอย่างชั่วคราว รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กและไทยมากกว่า

อดิศร กล่าวต่อว่า ตัวเด็กมีแนวโน้มที่จะพัฒนาศักยภาพในอนาคต อยากให้มองมิตินี้ว่าระบบการศึกษาไทยทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาก และอนาคตถ้าเราขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะแน่ๆ ให้โอกาสเด็กเหล่านี้เรียนและพัฒนาสถานะในประเทศไทย เพราะเรายังไม่แน่ใจว่ากัมพูชาจะให้สัญชาติกับนักเรียนหรือไม่ ตอนนี้เขาก็มีสถานะเป็นบุคคลไร้รัฐอยู่

ท้ายที่สุด อยากให้รัฐใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง คู่กัน เพื่อให้มีช่องที่จะให้การคุ้มครองแก่เด็ก และในแง่ของการดำเนินการในอนาคต เจ้าหน้าที่ควรคำนึงการใช้มาตรการบนผลประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก พิจารณาให้ดีในการเข้าไปจับกุม คือกรณีของผู้ใหญ่ยังพออ้างได้ แต่กรณีของเด็กมันมากเกินไป 

'ผสานวัฒนธรรม' ยื่นอัยการตรวจสอบการทำงานของ ตร.

ล่าสุด มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) แจ้งหมายข่าว ระบุว่า ทางมูลนิธิฯ กำลังเตรียมยื่นอัยการให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจับกุมนักเรียนอายุ 13 ปี โดยไม่มีหมายศาล และเสี่ยงที่จะถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง ทั้งนี้ การทำงานของตำรวจเสี่ยงผิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ไทยเป็นรัฐภาคี กฎหมายภายในประเทศ เช่น กฎหมายคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานฯ มาตรา 22 ที่กำหนดให้ต้องมีการบันทึกเสียงและภาพวิดีโอตลอดการจับกุม 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ชี้ด้วยว่า การส่งกลับเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไปยังประเทศต้นทางโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก (Best Interests of the Child) การผลักดันเด็กกลับไปสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ไม่มีการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานในประเทศต้นทาง ไม่มีความปลอดภัยหรือการศึกษาที่เพียงพอ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักดังกล่าว ทำให้อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ตามมาตรา 6  พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฯ ทำให้ไทยมีพันธกรณีที่ต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด 

ด้วยเหตุนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนประชาชนที่่สนใจร่วมติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีมนุษยธรรมและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ได้กับเด็กทุกคนไม่ว่าบุคคลนั้นจะสัญชาติใด

'ชนินทร์' เผยให้แม่-เด็กอยู่ตัวเมือง ระหว่างประสาน ตม.ช่วยเหลือ 

ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อัปเดตความคืบหน้ากรณีนี้เมื่อเวลา 16.49 น. บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย "X" ว่า โดยปกติ นักเรียนเป็นเด็กจะได้รับการคุ้มครองให้อยู่ได้ตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่กรณีที่แม่เข้ามาผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งนักเรียนเผยว่าถ้าแม่ถูกผลักดันกลับ เขาก็ยินดีจะขอกลับไปด้วย 

ต่อมา ขณะนี้ภาครัฐให้การช่วยเหลือ โดยให้ทั้งแม่ และเด็ก มาอยู่ที่บ้านพักเด็กสุรินทร์ในตัวเมือง ระหว่างทำเรื่องประสานกับ ตม.

ส่วนการผลักดันผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายออกนอกประเทศ เป็นอำนาจของ ตม. ซึ่งมีเงื่อนไขผ่อนผันให้สามารถขยายกรอบระยะเวลาได้ จึงจะทำเรื่องขอผ่อนผันไปก่อน เพื่อให้ทั้งแม่และเด็กสามารถอยู่ร่วมกันได้ ส่วนประเด็นเรื่องการเรียนของเด็ก พรุ่งนี้ (29 ส.ค.) ทีมสหวิชาชีพจะมีการหารือต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร

"การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนต้องดำเนินการตามระเบียบที่มีอยู่ แต่ขอให้ความมั่นใจกับสังคมว่า รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเหมาะสมที่สุด โดยยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนเป็นที่ตั้งด้วย อย่างแน่นอน" โพสต์ทิ้งท้าย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง