สำรวจความยากลำบากของแรงงานพม่าในการดำเนินการขออนุญาตทำงานในไทย ทั้งจากปัจจัยของบ้านที่พวกเขาจากมาเริ่มมีการบังคับเกณฑ์ทหารคนหนุ่มสาว ทั้งจากกฎระเบียบของทางการไทยที่มีช่องว่างให้ ‘คนกลาง’ หรือโบรกเกอร์ เข้ามาหากินเอาเปรียบแรงงาน และยังเป็นระเบียบที่เอื้อให้ทางการเมียนมาสามารถตรวจสอบพลเมืองตนเองได้ง่าย การถูกส่งกลับ(และถูกบังคับเกณฑ์ทหาร)เพิ่มความเป็นไปได้มากขึ้น
ถนนพระราม 2 อาจสร้างไม่เสร็จ เมืองเติบโตไม่ได้ ค่าครองชีพสูงขึ้นหลายเท่า หลายคนอาจต้องออกจากงานมาดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือผลกระทบที่คาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นหากประเทศไทยไร้แรงงานข้ามชาติ ผู้เป็นฐานสำคัญสำหรับความก้าวหน้าของประเทศนี้
ข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เมื่อมีนาคม 2568 ระบุว่า มีคนงานข้ามชาติเข้าไปทำงานในภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทยจำนวนมาก เช่น ในภาคการผลิต 981,249 คน ภาคก่อสร้าง 695,372 คน ภาคค้าส่ง-ค้าปลีก 524,270 คน และภาคเกษตร 322,301 คน
จนกระทั่งเมื่อ 10 ก.พ.2567 รัฐบาลเมียนมาบังคับใช้กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารพลเรือนชายที่มีอายุ 18-35 ปีและหญิงที่มีอายุ 18-27 ปี ซึ่งส่งผลให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ให้มากที่สุด ในปีเดียวกัน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยก็ได้มีมติเกี่ยวกับการบริหารแรงงานข้ามชาติภายใต้บันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อแรงงานข้ามชาติ นายจ้าง และเศรษฐกิจในประเทศไทย

แรงงานเมียนมาที่ตลาดเช้าแม่สอด ภาพโดย สราวุธ ถิ่นวัฒนากูล
เงื่อนไข MOU เพิ่มความเสี่ยงส่งกลับ-บังคับเกณฑ์ทหาร
แรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายที่เข้าระบบ MOU จะมีอายุการทำงานในประเทศไทย 2 ปี (และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี) เมื่อครบกำหนดแรงงานพม่าจะต้องกลับประเทศต้นทาง อย่างไรก็ตาม สำหรับแรงงานพม่า นอกจากการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานแล้ว ทางการไทยยังกำหนดให้ต้องทำสมุดปกเขียว หรือ CI ของทางการพม่าด้วย หากแรงงานพม่าถูกปฏิเสธก็จะไม่สามารถทำงานในไทยได้
สมุดปกเขียว หรือ Certificate of Identity (CI) เป็นเอกสารรับรองสถานะที่ทางการเมียนมาออกให้เพื่อยืนยันสัญชาติของพลเรือนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย กระบวนการทำ CI ต้องได้รับการรับรองจากรัฐบาลทหารพม่า ผ่านสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ซึ่งมีจุดจัดการอยู่ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และระนองเท่านั้น กระบวนการนี้จะมีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งเรื่องรายได้ และรายละเอียดการจ้างงานที่มีข้อมูลของนายจ้างรวมอยู่ด้วย
มาตรการนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก เพราะหากเพียงรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธการทำ CI แรงงานพม่าที่อายุ 18-35 ปีก็ต้องกลับประเทศและถูกเกณฑ์ทหารเข้ากองทัพพม่าโดยทันที
นายจ้างธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายหนึ่ง เปิดเผยว่า แรงงานของเขาเป็นพยาบาลที่หนีภัยมาจากเมียนมา ไปดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานตามมติ ครม. แต่เมื่อถึงขั้นตอนตรวจ CI ที่สถานทูตพม่ากลับถูกทางการเมียนมาปฏิเสธและส่งตัวกลับทันที
เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ทำให้ชาวพม่าหลายคนอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยสถานะนักเรียนบ้าง และแรงงานข้ามชาติบ้าง เพื่อให้สามารถหนีภัยสงครามอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้ เงื่อนไขการลงทะเบียนตาม MOU ฉบับนี้ที่บังคับแรงงานไปตรวจ CI ที่สถานทูตหรือประเทศต้นทางจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญ หลายกรณีพบว่าแรงงานที่ถูกส่งกลับไปยังเมียนมาต้องเผชิญกับอันตรายทางชีวิต บางรายอาจถูกจับกุมหรือถูกเกณฑ์ทหารทันที ซึ่งเข้าข่ายการละเมิดหลักการ ‘ไม่ผลักดันบุคคลใดก็ตาม กลับไปเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทาง’ (Non-Refoulement) ซึ่งถูกระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน (CAT) และกฎหมายภายในประเทศอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบกรามการซ้อมทรมานและการบังคับสูญหาย
‘หญิง’ และ ‘สวย’ (นามสมมติ) นักศึกษาพม่าที่เดินทางไกลเพื่อมาเรียนด้านแฟชั่นดีไซน์ที่กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่บ้านเกิดตอนนี้ไม่ปลอดภัยและย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ประชาชนไม่สามารถออกจากบ้านหลังเวลา 18.00 น. สัญญานอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ถูกตัดขาด สถานการณ์สู้รบในปัจจุบันทำให้รัฐบาลออกกฎหมายดึงประชาชนกลับประเทศเข้ามาเสริมกำลังพลในกองทัพโดยไม่เว้นแม้แต่ประชากรหญิง การประกาศกฎหมายนี้ทำให้เธอกังวลใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการศึกษา และพาสปอร์ตกำลังจะหมดอายุ ทำให้เธอจำเป็นต้องกลับบ้านเกิดเพื่อไปต่อพาสปอร์ต และเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงาน เนื่องจากมีความตั้งใจว่าจะอยู่ทำงานต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ที่ประเทศไทย แต่ปัจจุบันการทำเอกสารออกนอกประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่รัฐบาลเมียนมามีนโยบายงดส่งแรงงานออกนอกประเทศ
การขอรับรองเอกสารจากสถานทูตเมียนมาในไทยยังมีขั้นตอนที่ยุ่งยากอย่างมาก เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง มีข้อจำกัดด้านจำนวนคนที่สามารถตรวจสอบได้ต่อวัน ซึ่งปหากดูจากสถิติแรงงานข้ามชาติในระบบย้อนหลังจะพบว่า มีแรงงานหลุดออกจากระบบกว่า 30% ต่อปี ตามข้อมูลของ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร
นิลุบล พงษ์พยอม สมาชิกกลุ่ม ‘นายจ้างสีขาว’ ที่เป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบการและนายจ้างในประเทศไทยที่ใช้แรงงานข้ามชาติให้ข้อมูลว่า ในขั้นตอนการยื่นขอใบอนุญาตที่ไม่มีระบบจองนั้น ยังมีการคอร์รัปชันหรือการขาย ‘คิวผี’ เพื่อเร่งกระบวนการในราคาสูงถึง 1,000 บาทต่อคน หากอ้างอิงจากแรงงานพม่าทั้งหมดราว 2.3 ล้านคน จะรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,300,000,000 บาท ช่องว่างนี้เป็นปัญหาการทุจริตที่สร้างภาระให้แก่แรงงานและนายจ้าง
นายเอ (นามสมมติ) เป็นหนึ่งในแรงงานพม่าที่หลุดออกจากระบบอย่างไม่รู้ตัว เดิมทีนายเอและภรรยาได้เดินทางเข้ามาทางอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย และทำงานที่ฟาร์มวัวในพื้นที่ภาคเหนืออย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากนายจ้างแนะนำนายหน้าให้พาไปทำเอกสารโดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 30,000 บาท ซึ่งสวนทางกับค่าแรงเพียง 6,000 บาทต่อเดือน
ต่อมา นายเอ ได้พาภรรยาย้ายงานไปไปทำสวนดอกไม้ตามคำแนะนำของน้องสาวและรับค่าจ้างรายวันที่คนละ 300 บาท จนกระทั่งเอกสารทำงานหมดอายุ แต่ก็ไม่สามารถไปขึ้นทะเบียนด้วยตัวเองได้เพราะไม่ทราบวิธีการ เอกสารต่างๆ ก็มีแต่ภาษาไทย นายจ้างจึงได้แนะนำให้ไปทำเอกสารกับนายหน้า พร้อมแรงงานเต็มรถกระบะ 4 คัน โดยมีค่าดำเนินการที่ลูกจ้างต้องจ่ายคนละ 15,000 บาท ก่อนที่นายหน้าจะอธิบายว่าทางรัฐบาลไทยมีการเปลี่ยนนโยบายใหม่ และให้ใช้เอกสารที่พวกเขาให้ไว้แทนบัตรเดิม จนกระทั่งสองสามีภรรยาถูกจับระหว่างเดินทางไปต่างอำเภอให้ข้อหาผิด พ.ร.บ.คนเข้าเมือง จึงได้รู้ว่าเอกสารที่ถืออยู่นั้นเป็นเอกสารปลอม ซึ่งมีโทษปรับและจำคุกรวมถึงถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางและติดแบล็คลิสต์ห้ามเข้าประเทศไทย 3-5 ปี
ปัจจุบัน ‘เอ’ และภรรยา ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี และได้ดำเนินการทำเอกสารใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องโดยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา(HRDF)
จากข้อมูลของกลุ่มนายจ้างสีขาว ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนนั้นที่สูงขึ้นราว 25,000 บาทต่อคน เพิ่มขึ้นจากราว 12,000 บาท ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหน้างานที่ไม่มีใบเสร็จและไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงเป็นช่องว่างในการแสวงหาผลประโยชน์ ส่งผลให้การจ้างแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีรายจ่ายสูงกว่าความจำเป็น และบีบให้แรงงานจำนวนมากต้องหลุดออกนอกระบบหากยื่นเนมลิสต์รายชื่อผู้ต้องการขอขึ้นทะเบียนไม่ทันภายในวันที่ 13 ก.พ. 2568 อันนำไปสู่ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน การเอาเปรียบกดขี่ สร้างความหวาดกลัวให้กับแรงงาน
ทั้งนี้ มติ ครม.เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 ระบุว่า แรงงานข้ามชาติที่นายจ้างได้ยื่นบัญชีรายชื่อความต้องการจ้างแรงงาน (เนมลิสต์) ไว้ก่อน 13 ก.พ.ที่ผ่านมา จะได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยและทำงานในไทยชั่วคราว ตั้งแต่ 14 ส.ค. 2568 จนถึง 13 ก.พ. 2569 เพื่อให้นายจ้างและแรงงานข้ามชาติทำเอกสารให้ครบถ้วน โดยไม่ต้องให้ประเทศต้นทางรับรองบัญชีรายชื่อจากประเทศต้นทาง หากพิจารณาแล้วเสร็จ แรงงานพม่าจะสามารถทำงานในประเทศไทยได้จนถึง 13 ก.พ. 2570 และสามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้อีก 2 ปี

ป้ายรับสมัครงานเฉพาะแรงงานที่มีบัตรแล้ว ในตลาดเมืองใหม่ ภาพโดย สราวุธ ถิ่นวัฒนากูล
‘นายหน้า’ ฉวยช่องว่าง แรงงานอ่วมแบกภาระ
ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่องค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนเกิดขึ้นแล้วในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปสุตา ชื้นขจร ทนายความจากมูลนิธิ HRDF ระบุว่า จากข้อมูลที่ผ่านมา ในหนึ่งเคสจะมีแรงงานพม่าสักร้อยคนเท่านั้นที่กล้ามาขอความช่วยเหลือกับกรมจัดหางาน และเหลือเพียง 10 คนเท่านั้นที่ติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือกับมูลนิธิ HRDF ตามคำแนะนำของกรมจัดหางาน
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แรงงานไม่กล้ามาแจ้งความหรือดำเนินคดีกับนายหน้าที่เอาเปรียบ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ยังสามารถเปิดกิจการหลอกลวงแรงงานต่อได้ แม้กรมจัดหางานจะได้เข้าไปตรวจสอบแล้วก็ตาม ทำให้ความเสี่ยงในชีวิตและความปลอดภัยตกมาอยู่ในฝั่งของแรงงานเอง ช่องว่างอีกอย่างคือ กรมจัดหางานจะดูแลแค่เรื่องใบอนุญาตทำงาน ส่วนเรื่องฉ้อโกงแรงงานทำได้เพียงแค่ทำหนังสือให้ไปแจ้งความ ไม่สามารถทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้
กลยุทธ์ของบริษัทนายหน้าเหล่านี้จะมีการประชาสัมพันธ์เป็นภาษาของแรงงานเองทำให้เข้าถึงแรงงานได้ง่าย มีไลฟ์สดตามช่องทางต่างๆ เพื่ออัปเดตข้อมูลข่าวสาร และมีสถานที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนแรงงาน ทำให้ช่องทางนี้เป็นแหล่งข้อมูลเดียวที่มี สื่อสารแล้วเข้าใจ แรงงานจึงหลงเชื่อ ต่างจากข้อมูลของทางภาครัฐที่เป็นภาษาไทยและมีระบบที่ซับซ้อนเข้าถึงยาก
“ช่องว่างเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหา เสมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่เริ่มจากการโดนหลอก ไม่มีเอกสาร แต่ปัญหาที่ลึกลงไปกว่านั้นคือทำไมเราต้องมีโบรกเกอร์ ทำไมแรงงานต้องไปพึ่งพิงโบรกเกอร์ตลอดเวลาไปต่อเอกสาร ถ้ามองลึกลงไปอีกคือระบบมันซับซ้อนเกินไป ต้องเป็นคนที่ติดตามเกาะติดเรื่องนี้จริงๆ ทุกครั้งที่รัฐไทยมีนโยบายออกมา ขนาดทนายที่ทำเรื่องนี้โดยตรงยังอ่านแล้วไม่ได้เข้าใจได้ง่ายๆ มันไม่เห็นภาพ และไม่ได้อธิบายครอบคลุมว่าสรุปแล้วแรงงานหนึ่งคนต้องดำเนินการยังไงบ้าง ขนาดเป็นภาษาไทยเองยังไม่ค่อยเข้าใจ ช่องทางในการประชาสัมพันธ์ออกสื่อต่างๆ ก็น้อย
“ถามว่ารัฐทำให้ง่ายกว่านี้ได้ไหม รัฐบาลไทยควรมาคุยกันอย่างจริงจัง ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติสูง และนโยบายในการออกเอกสารมันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตัวแรงงานมี ขอเอกสารที่ตัวแรงงานไม่มี รัฐควรต้องไปดูความต้องการของนายจ้าง ลูกจ้าง และเอื้อมมือเข้าไปหา ไม่ใช่ตั้งเป็นกฎที่แข็งขนาดนั้น ทำให้มีคนเข้ามาฉกฉวยช่องว่างตรงนี้เยอะ ที่พบบ่อยมักจะเป็นแรงงานอิสระ งานเกษตร งานบ้าน รวมถึงคนที่ไม่ได้มีนายจ้างตายตัวอย่างโรงงานที่เป็นแรงงานรายวัน นายจ้างก็ไม่อยากจะรับผิดชอบ” ปสุตา กล่าว
รายงานจากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ระบุว่า แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาตาม MOU ยังต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลเมียนมาตามมาตรการจัดเก็บภาษีคนไปทำงานต่างประเทศในอัตรา 2% ต่อเดือน โดยใช้เงื่อนไขเรื่องการออกหนังสือเดินทางและการทำ CI มาเป็นข้อบังคับ
นอกจากนี้ยังออกมาตรการบังคับแรงงานให้โอนเงินกลับบ้านผ่านธนาคารที่อยู่ในการกำกับของรัฐ และมีบทลงโทษห้ามเดินทางไปทำงานนอกประเทศ 3 ปี โดยบังคับให้บริษัทจัดหางานต้องนำคนงานไปเปิดบัญชีธนาคารไว้และต้องโอนเงินกลับเข้ามาในบัญชีนั้น และยังต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลไทยอีกครั้งหากมีรายได้ถึงเกณฑ์
นายจ้างไทยรายหนึ่งยังกล่าวถึงข้อกังวลที่ทางรัฐบาลเมียนมายื่นเสนอมาด้วยว่า ต้องส่งข้อมูลภาษีของแรงงานข้ามชาติให้รัฐบาลเมียนมาทุก 3 เดือน ซึ่งหากไม่ทำจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ขณะที่ลูกจ้างจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเมียนมา ที่สำคัญทางรัฐบาลเมียนมาสามารถเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดการจ้างงานซึ่งรวมถึงข้อมูลของนายจ้างชาวไทยด้วย ทำให้เกิดข้อกังวลด้านความมั่นคงและอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของแรงงานและนายจ้างชาวไทย
แม้ว่ารัฐบาลไทยจะอ้างว่า มติ ครม.ดังกล่าวเป็นไปเพื่อการควบคุมแรงงานข้ามชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เช่น กรณีที่แรงงานถูกบังคับส่งกลับไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกณฑ์ทหาร หรือเผชิญภาวะอันตรายถึงชีวิต ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของไทย
การจำกัดสิทธิแรงงานข้ามชาติไม่เพียงส่งผลกระทบต่อแรงงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงนายจ้างไทยที่ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การประกาศรับเฉพาะแรงงานที่มีบัตรแล้วเท่านั้นเป็นการตัดปัญหาจากกระบวนการนี้ โดยการผลักภาระไปที่ตัวแรงงานเอง สุดท้ายหากแรงงานไม่สามารถต่อใบอนุญาตเองได้ จะทำให้เกิดการบังคับใช้แรงงานในทางอ้อม เมื่อแรงงานกลุ่มนี้ถูกผลักดันออกนอกระบบมากขึ้นจะยิ่งส่งผลต่อการคอร์รัปชัน เนื่องจากแรงงานต้องหันไปพึ่งพานายหน้าหรือเครือข่ายใต้ดินเพื่อคงสถานะอยู่ในไทย
แรงงานข้ามชาติ ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ปัจจุบันแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะจากพม่า ลาว และกัมพูชา เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในหลายอุตสาหกรรม เช่น ก่อสร้าง ประมง แปรรูปอาหาร เกษตร และภาคบริการ
สมพงศ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ชี้ว่าแรงงานพม่าเพียงกลุ่มเดียวมีจำนวนประมาณ 2.3 ล้านคน และมีเงินหมุนเวียนที่พวกเขาใช้ในระบบเศรษฐกิจไทยถึง 3,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยเฉพาะในธุรกิจขนส่ง ตลาดสด ค้าปลีก และโทรคมนาคม
ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติสูง เช่น อุตสาหกรรมส่งออกทูน่าที่มีมูลค่ากว่า 73,500 ล้านบาท ใช้แรงงานข้ามชาติคิดเป็น 70% ของแรงงานทั้งหมด หรือภาคก่อสร้างนั้นกว่า 80% ก็เป็นแรงงานข้ามชาติ หากแรงงานเหล่านี้ถูกจำกัดสิทธิ์หรือถูกบังคับให้เดินทางกลับประเทศ เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
ภาคแรงงานไทยเองไม่ได้สามารถเติมเต็มช่องว่างแทนที่แรงงานข้ามชาติได้ เนื่องจากแรงงานไทยจำนวนมากไม่นิยมทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหนัก เช่น ก่อสร้าง เกษตร ประมง หรือแปรรูปอาหาร การบังคับใช้มติ ครม.โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้จะนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง และกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
การผลักดันให้แรงงานข้ามชาติกลับประเทศตามมติ ครม. ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังส่งผลต่อสังคมโดยรวม แรงงานข้ามชาติไม่ได้เป็นเพียงแรงงานราคาถูก แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หากไม่มีพวกเขา อุตสาหกรรมไทยอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนไทยโดยรวม

ป้ายรับสมัครงานในตลาดเมืองใหม่ ภาพโดย สราวุธ ถิ่นวัฒนากูล
เสียงจากคนทำงาน: เข้าให้ถึงแรงงาน-จัดการโบรกเกอร์
ถึงแม้ว่านโยบาย MOU จะมีเจตนาที่ดีในการทำให้แรงงานข้ามชาติทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบ แต่ในรายละเอียดเงื่อนไขนั้นไม่ได้ตอบโจทย์กับบริบทในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่สูง มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก จึงควรมีการจัดการระบบตรงนี้ให้ดีก่อน นอกจากนี้ยังมีแรงงานหลายกลุ่มที่กังวลเรื่องการให้ไปทำ CI กับทางการเมียนมาซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อนและล่าช้าจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติในประเทศเมียนมา ทำให้เกิดช่องว่าง มีการคอรัปชันค่อนข้างสูง แรงงานหลายคนบอกว่าขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เขากังวลมากที่สุด
รัฐบาลไทยต้องยอมรับความจริงว่า MOU นี้มีปัญหาจริงและกระทบต่อแรงงานเป็นจำนวนมาก ต้องทำความเข้าใจว่าจะลดขั้นตอนยังไงให้มันเข้าถึงตัวแรงงานเองมากที่สุด ทำให้แรงงานสามารถดำเนินการเองได้โดยไม่ยุ่งยากจนเกินไป มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในช่องทางที่เข้าถึงง่าย ซึ่งในปัจจุบันแรงงานไม่ได้ใช้ไลน์หรือเข้าเว็บไซต์ รวมถึงภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาไทย ทำให้แรงงานไม่เข้าใจอยู่ดี ควรดำเนินการในแพลตฟอร์มอื่นลักษณะอื่น และต้องมีกฏหมายในการควบคุมจัดการธุกิจที่รับดำเนินการต่างๆ แทนแรงงานข้ามชาติ เพราะว่ามีความเสี่ยงในการถูกแสวงหาประโยชน์ได้สูง
“โบรกเกอร์หลอกคนเป็นร้อยเป็นพัน ทางกรมจัดหางานก็บอกว่าตรวจสอบแล้วไม่เจอหลักฐานอะไร” ทนายความมูลนิธิ HRDF ระบุ
ปสุตา ยังกล่าวอีกว่า รัฐยังขาดมาตรการในการจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ เมื่อไม่ต้องนำคนขึ้นทะเบียนมันก็จะกลายเป็นลักษณะโบรกเกอร์ทั่วไป เป็นตัวแทน นายหน้า ซึ่งยังไม่ได้มีกฎหมายควบคุมตรงนี้อย่างเต็มที่
“กฏหมายที่เรามีคือเรื่องจัดหาคนไปทำงาน แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการมอบอำนาจช่วงให้ไปดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับเอกสารแรงงาน มันจะต้องมีการควบคุมธุรกิจตรงนี้ เพราะว่ามันก็ส่งผลกระทบกับคนส่วนใหญ่ รวมถึงคนที่เปราะบาง ตอนนี้เป็นลักษณะที่ว่าผู้เสียหายไปร้องกับกรมจัดหางาน กรมจัดหางานทำหนังสือไปให้แจ้งความเอง เหมือนจัดหางานมองว่าตัวเองไม่ได้เสียหายอะไร มันทำให้กรมจัดหางานดูเสื่อมเสียชื่อเสียง ดูไม่ได้คุ้มครองลูกจ้าง อาจจะต้องมีกฏหมายที่ให้อำนาจกับจัดหางานสามารถดำเนินการอะไรได้กับตัวโบรคเกอร์เหล่านี้”
ตอนนี้แรงงานสามารถตกหล่นได้ง่าย รัฐจะต้องมีช่องทางในการช่วยเหลือเขา เช่นในกลุ่มคนที่ถูกหลอกลวง กลายเป็นว่าพอแรงงานถูกหลอกแล้วก็กลายเป็นคนผิดกฎหมาย ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ รอเวลาขึ้นทะเบียนใหม่ซึ่งใช้เวลานาน อาจจะต้องมีกฎหมายมาตรการพิเศษออกมารองรับและช่วงเหลือในการทำใบอนุญาติอันใหม่ เพราะแรงงานเองมีเจตนาตั้งแต่แรกในการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ควรเพิ่มช่องทางในการคุ้มครองผู้เสียหายเหล่านี้
“เราอยากมาทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ไม่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ อยากเสนอว่าคนที่มีเอกสารอยู่แล้ว ถ้าเกิดพบว่าเป็นเอกสารปลอม ตกหล่น หรือว่าหลุดออกจากระบบไป ให้สามารถขอเข้าสู่ระบบได้ง่าย” ‘เอ’ ชาวพม่า กล่าวหลังจากเผชิญปัญหาในชีวิต และอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีทางกฎหมาย พิสูจน์ความบริสุทธิ์ อันมีที่มาจากช่องโหว่ของระบบจ้างงาน
เช่นเดียวกับสวย นักศึกษาชาวพม่า เธอทิ้งท้ายว่า “อยากให้รัฐบาลไทยทบทวนเรื่องเงื่อนไขวีซ่าการทำงาน เพราะแรงงานทุกคนอยากเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีใครอยากถูกส่งตัวกลับไปเป็นทหารที่เมียนมา”

นักเรียนเมียนมา มาเรียนภาษาไทยที่ ECMT สมุทรสาคร ภาพโดย สราวุธ ถิ่นวัฒนากูล
