โฆษกพรรคบอกถ้าพรรคเพื่อไทยจะยุบสภาก็ทำได้เลยไม่ต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจจะเลือกใครเป็นนายกฯ เพราะเลือกไปเพื่อให้ยุบสภาอยู่แล้ว และพรรคก็เรียกร้องให้ยุบสภามาตั้งแต่วันที่คลิปเสียงหลุดแล้ว
1 ก.ย.2568 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการประชุม สส.ของพรรคว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องจะโหวตให้พรรคใด แต่เนื่องจากเขาทราบข่าวเรื่องที่ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยให้ข่าวว่าอาจจะดำเนินการยุบสภาถ้าพรรคประชาชนตัดสินใจเลือกไม่ได้ว่าจะเลือกโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใด
“พรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องรอให้พรรคประชาชนตัดสินใจก็สามารถดำเนินการยุบสภาได้ แล้วถ้าจะย้ำจุดยืนของพรรคประชาชนอีกรอบ 3 ประการ ประการแรกตั้งแต่วันที่มีคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับฮุน เซนออกมา ทางเราเรียกร้องมาตั้งแต่วันนั้นว่าทางออกที่ดีที่สุดของประเทศคือการยุบสภาเพื่อให้ประเทศเรามีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วและมีรัฐบาลใหม่ที่มีความชอบธรรมทางการเมือง มีเสถียรภาพและศักยภาพแก้ปัญหาสำคัญๆ ได้” พริษฐ์กล่าว
โฆษกพรรคกล่าวย้ำถึงข้อเรียกร้องยุบสภาในครั้งนั้นว่า ทางผู้มีอำนาจในเวลานั้นทั้งแพทองธารและภูมิธรรมไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้วยุบสภา และตอนนี้ก็ยืนยันว่าอำนาจยุบสภาอยู่ที่รักษาการนายกฯ และพรรคเพื่อไทยดังนั้นหากต้องการยุบสภาทำได้เลยไม่ต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจ
พริษฐ์กล่าวอีกว่าการที่พรรคประชาชนต้องมาประชุมกันอย่างหนักใจว่าจะให้ สส.ของพรรคโหวตไปในทิศทางใดในเวลานี้เพื่อเลือกนายกฯ ไปยุบสภาก็เพราะที่ผ่านมาไม่มีการยุบสภา ไม่ใช่ต้องการเลือกใครมาแทนที่การยุบสภา โดยทั้งหมดนี้เป็นจุดยืนของพรรคประชาชน
ก่อนหน้าที่พริษฐ์จะออกมาแถลง ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ทางพรรคเพื่อไทยโดยสรวงศ์ เทียนทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้กล่าวกับสื่อถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะมีประกาศยุบสภาที่เป็นทางเลือกหนึ่งกรณีที่พรรคประชาชนไม่ตัดสินใจ
อยู่เฉยๆ ไม่ดี อาจมีนายกฯ นอกระบอบประชาธิปไตยมา
ภายหลังการประชุม พริษฐ์กล่าวว่าสำหรับการประชุมของวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว ในการประชุมมี สส.มาเข้าร่วมประมาณ 90 กว่าคนเพราะบางคนติดภารกิจที่นัดไว้ล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมาธิการต่างๆ หรือลงพื้นที่เพราะการประชุมวันนี้เป็นนัดพิเศษไม่ใช่รอบปกติที่ประชุมกันวันอังคาร ความเห็นในที่ประชุมหลากหลายมากบางคนหนักใจที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง จึงมีข้อสรุปว่าให้ประชุมต่อในวันพรุ่งนี้เพื่อให้คนที่ได้มาร่วมประชุมวันนี้ได้ตกผลึกและให้ สส.ส่วนที่ยังไม่ได้มาวันนี้ได้มาร่วมแลกเปลี่ยน จะได้เอาความเห็นของ สส.มารวมกับพนักงานฝ่ายอื่นๆ ของพรรคมาพิจารณาร่วมกัน
โฆษกพรรคกล่าวว่าในการคุยมีจุดยืนหลักๆ 2 ประเด็นก็คือ สิ่งที่ตอบโจทย์ประเทศที่สุดคือมีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด และพรรคประชาชนก็เรียกร้องการยุบสภามาโดยตลอดดังที่เขากล่าวไปข้างต้นแล้ว หากทางพรรคเพื่อไทยจะยุบสภาวันนี้ก็จะสอดคล้องกับพรรคประชาชนก็ยินดีและพรรคก็พร้อมเลือกตั้ง
พริษฐ์กล่าวถึงสถานการณ์ที่รักษาการนายกฯ ไม่ยุบสภาและไม่มีกลุ่มใดรวมเสียงในสภาได้เกินกึ่งหนึ่งก็จะใช้กระบวนการเลือกนายกฯ คนใหม่เพื่อนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ซึ่งก็มีพี่น้องประชาชนกังวลและเห็นว่าพรรคประชาชนไม่ทำอะไรเลยแล้วงดออกเสียงได้หรือไม่ แต่พรรคก็คิดอีกมุมว่าหากพรรคอยู่เฉยๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็มีเรื่องน่ากังวล 2 ประการ
ประการแรก หากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยกลับไปรวมกันจัดตั้งรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากและมีแนวโน้มที่จะอยู่ครบวาระในอีก 2 ปีก็จะขัดกับจุดยืนของพรรคประชาชนที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ซึ่งการให้เป็นไปอีก 2 ปีก็จะเห็นว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีนโยบายอะไรที่จะแก้ปัญหาประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งคดีที่เกี่ยวกับ 2 พรรคก็ไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาแต่กลับถูกเอามาใช้ต่อรองกันทางการเมือง สถานการณ์เช่นนี้เป็นสถานการณ์ที่พรรคประชาชนต้องการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น
ประการที่สอง ในกรณีที่ต่างออกไปคือพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยไม่กลับไปรวมกัน ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะได้นายกฯ ที่มาจากนอกระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ส่งผลดีต่อการเมืองไทยแน่นอน
ส่วนเรื่องที่พรรคจะตัดสินใจวันสุดท้ายตามวันที่สภากำหนดให้มีการเลือกนายกฯ เลยหรือไม่นั้น พริษฐ์ตอบว่าตอนนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนว่าสภาจะนัดเมื่อไหร่เรื่องนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาแต่ว่าตอนนี้ความเห็นในที่ประชุมก็แตกต่างหลากหลายมาก และก็ยังไม่รู้ว่าการประชุมในวันพรุ่งนี้จะมีมติเลยหรือไม่
พริษฐ์กล่าวย้ำจุดยืนของพรรคหลังถูกถามเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวเลข สส.มาว่ามี 280 เสียงแล้วว่า พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมกับพรรคใดเป็นรัฐบาลดังนั้นจึงไม่สามารถนับ สส.ของพรรคเข้าไปเป็น สส.พรรคร่วมรัฐบาลได้ และจุดยืนของพรรคประชาชนก็คือจะทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีเสียงต่ำกว่า 246 เสียง
โฆษกพรรคประชาชนตอบคำถามเรื่องเวลาในการยุบสภาว่า เงื่อนไขของพรรคชัดโดยข้อ 1 กับ 2 มีความสัมพันธ์กันคือการยุบสภาภายใน 4 เดือน กับการนำไปสู่การทำประชามติเพื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เหตุผลของเรื่องยุบสภาใน 4 เดือนก็คือต้องรอดูว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 10 ก.ย.นี้ จะวินิจฉัยการทำประชามติกี่ครั้ง
"ถ้า 3 ครั้งขั้นตอนแรกของการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คือจัดประชามติครั้งแรกทันที อันนี้ก็ไม่ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน แต่ว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าทำ 2 ครั้งขั้นตอนแรกจะไม่ใช่การทำประชามติแต่คือการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่าน 3 วาระของรัฐสภา เราเลยมองว่า 4 เดือนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะผลักดันร่างต่างๆ ออกไปได้"
พริษฐ์กล่าวย้ำว่าถ้าเป็นเรื่องยุบสภาก็ไม่ต้องรอ 4 เดือนถ้านายกฯ รักษาการจะยุบสภาก็ทำได้เลย
ส่วนประเด็นเรื่องความจริงใจของพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยเป็นประเด็นในการพิจารณาอย่างไร โฆษกพรรคประชาชนตอบเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนนำมาพิจารณาอยู่แล้วโดยมองว่าจะทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เข้าสู่สภาไปจะรักษาสัญญาได้อย่างไร ก็มีสองปัจจัยสำคัญ
ปัจจัยแรกก็คือออกแบบกลไกที่พยายามให้พรรคประชาชนมีกลไกควบคุมรัฐบาลเสียงข้างน้อยรักษาสัญญาอยู่แล้วก็คือให้ใครก็ตามที่เข้าไปเป็นรัฐบาลมีเสียงข้างน้อย และแกนนำพรรคฝ่ายค้านก็จะใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจล้มรัฐบาลที่เบี้ยวหรือใช้อำนาจโดยมิชอบได้ทันที
"อันที่สอง การประเมินเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ พูดตามตรงไม่ไว้ใจทั้งคู่ครับ แต่ว่าก็ต้องมาประเมินความเสี่ยงกันว่าจากสาระจากท่าทีที่วัดกันด้วยหลักฐานอันไหนมีความเสี่ยงน้อยกว่า แต่ผมยืนยันว่าตัดสินใจด้วยเหตุและผล" โฆษกพรรคประชาชนกล่าว
พริษฐ์อธิบายว่าการตัดสินใจจะเลือกพรรคใดนั้นไม่ได้นำอารมณ์หรือความแค้นมาตัดสิน แม้ว่าบางคนอาจจะรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยฉีก MOU ไปตั้งรัฐบาลหรือบางคนรู้สึกว่าตอนที่พรรคภูมิใจไทยอภิปรายเกี่ยวกับพรรคเราหรือตอนอภิปรายโหวตพิธา ลิ้มเจริญรัตน์เป็นนายกฯ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ลืม แต่ไม่ได้เอาความรู้สึกมาเป็นตัวตั้งในการตัดสิน แต่เราพยายามเอาเหตุผลเป็นตัวตั้งเพื่อให้ประเทศนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และแก้ปัญหาให้ประชาชน
"ผมและเพื่อน สส.จากพรรคประชาชนเราตระหนักดีว่ามาอยู่จุดนี้ได้เพราะใคร เรามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้เพราะพี่น้องประชาชน 14 ล้านคนเลือกเราเข้ามาเพราะฉะนั้นผมให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะไม่เอาความไว้วางใจตรงนั้นไปทำอะไรที่ขัดหลักการ ทำอะไรที่ผิดคำพูด ทำอะไรที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ" พริษฐ์กล่าว
