ตำรวจแจ้งข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมฯ 3 นักกิจกรรมประท้วง ‘มินอ่องหล่าย’ ร่วมประชุม ‘BIMSTEC’ ในประเทศไทย โดยมีกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นผู้แจ้งความ
1 ก.ย. 2568 เว็บไซต์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานวันนี้ (1 ก.ย.) เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่ สน.ยานนาวา มีนักกิจกรรม 3 ราย ได้แก่ ธิติมา ทองศรี, คิตะ เกิดนาค และ วรกานต์ ปานทอง ได้เข้าไปให้การต่อพนักงานสอบสวน หลังได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาการกระทำผิดทางพินัย ในข้อหา ‘ไม่แจ้งการชุมนุมก่อนการชุมนุมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง’ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ จากกรณีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ประจำประเทศไทย เพื่อประท้วง พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมาที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC ที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา สำหรับคดีนี้ ทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหา
ขณะที่หลังพบพนักงานสอบสวน ทั้ง 3 คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2568 บริเวณหน้าสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทย กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ กลุ่มไฟรามทุ่ง กลุ่มแอกยังคลับ และสหภาพคนทำงาน มีการจัดกิจกรรมชุมนุมปราศรัยและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย หลังเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม “ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาวิชาการและเศรษฐกิจ” หรือ BIMSTEC ที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หลังเหตุการณ์ชุมนุมผ่านไปราว 3 เดือน เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2568 ธิติมา และคิตะ ได้เดินทางเข้าไปพบ พ.ต.ท.พัฒนชัย โรจนวิภาค พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา เพื่อให้ปากคำตามหมายเรียกพยาน โดยพบว่าในหมายเรียกดังกล่าวมีทรงชัย เนียมหอม จากกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ
ส่วนวรกานต์ ได้เข้าไปให้ปากคำตามหมายเรียกพยานเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 หลังเพิ่งได้รับหมายเรียกเป็นครั้งที่ 2
หลังจากทั้ง 3 คนเข้าไปให้การในฐานะพยาน ต่อมา ธิติมา, คิตะ และวรกานต์ ได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาการกระทำผิดทางพินัย ลงวันที่ 21 ก.ค. 2568 โดยหนังสือดังกล่าวระบุพฤติการณ์การกระทำความผิดว่า “เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2568 เวลาประมาณ 12.50 น. บริเวณด้านหน้าสถานทูตสาธารณรัฐแห่งเมียนมาประจำประเทศไทย ผู้ถูกกล่าวหาได้จัดการชุมนุม ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ผู้จัดชุมนุมต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้าก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง
“อย่างไรก็ตาม การชุมนุมได้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและสิ้นสุดลงในเวลาไม่นาน โดยเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะมิได้มีคำสั่งให้เลิกการชุมนุมแต่อย่างใด”
โดยมีพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบข้อกล่าวหาคือ รายงานการสืบสวนพิสูจน์ทราบบุคคลผู้กระทำความผิดของกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 (กก.สส.บก.น.6) และรายงานผลการตรวจสอบแจ้งการชุมนุมของ สน.ยานนาวา
พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยมิได้แจ้งการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง อันเป็นความผิดทางพินัยตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท”
ท้ายหนังสือ ได้ระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะแจ้งหรือแก้ข้อกล่าวหาหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้หากไม่ได้ดำเนินการายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จะพิจารณาเพื่อมีคำสั่งปรับเป็นพินัยต่อไป
หลังจากได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ต่อมาในวันที่ 22 ส.ค. 2568 ทั้ง 3 คน ได้แก่ ธิติมา, คิตะ และวรกานต์ ได้เข้าไปให้การต่อ พ.ต.ท.พัฒนชัย โรจนวิภาค พนักงานสอบสวนอีกครั้ง และได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมได้ยื่นหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน
สำหรับคดีข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 จากการชุมนุมทางการเมืองนับตั้งแต่การเริ่มชุมนุมเยาวชนปลดแอก วันที่ 18 ก.ค. 2563 เป็นต้นมา เท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทราบข้อมูล มีผู้ถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 199 คน ในจำนวน 109 คดี แล้ว ในจำนวนนี้โดยมาก ถูกแจ้งข้อหาเรื่องการไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตามมาตรา 10 คือพบอย่างน้อย 80 คดี
พบว่าในคดีนี้ของธิติมา คิตะ และวรกานต์ นั้นเป็นคดีแรกในปี 2568 ที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และทั้งสามคนไม่เคยถูกดำเนินคดีทางการเมืองในข้อหาอื่นๆ มาก่อน
