Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ช่วงนี้มีกระแสจากฝั่งเครือข่ายสิทธิแรงงานมาสักพักใหญ่ ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านไม่ให้ทาง ‘พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ปัจจุบันเป็นรักษาการ) ส่งเรื่องเสนอ ครม. เลื่อนการบังคับใช้มาตรการส่งเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ใหม่) ออกไปอีก 1 ปี ถึงขนาดต้องปีนประตูเหล็กของกระทรวงแรงงานเข้าไปยื่นหนังสือให้รัฐมนตรีก็ทำมาแล้ว

ทั้งนี้ เดิมกฎหมายกำหนดให้นายจ้าง-ลูกจ้างเริ่มส่งเงินสมทบในอัตราฝ่ายละ 0.25% ในวันที่ 1 ต.ค. 2568 เป็นวันแรก และให้เพิ่มอัตราสมทบเป็นฝ่ายละ 0.5% ในวันที่ 1 ต.ค. 2573 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวจากกลุ่มนักสิทธิแรงงานและพรรคประชาชนเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้เลื่อนการจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปอีก 1 ปี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลายคนอาจสงสัยว่า ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ที่กำลังพูดถึงขณะนี้คืออะไร มีความสำคัญต่อแรงงานอย่างไร แตกต่างจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่ใช้ช่วยลูกจ้างที่ถูกลอยแพหรือไม่ และทำไมเครือข่ายแรงงานต้องออกมาคัดค้านไม่ให้เลื่อนการจัดเก็บเงินในกองทุนฯ 'ประชาไท' ขออาสาตอบคำถามเหล่านี้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออันหยัง

ปกติกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แบ่งเงินออกเป็น 2 กอง ประกอบด้วย

  1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองที่ 1 เพื่อช่วยเหลือคนงานที่ถูกเลิกจ้างลอยแพ และไม่ได้รับเงินชดเชย โดยแหล่งทุนมาจากงบประมาณของรัฐบาล และค่าปรับในกรณีที่นายจ้างทำผิดกฎหมาย

ข้อมูลจาก สส.เซีย จำปาทอง พรรคประชาชน ระบุว่า กองทุนนี้เกิดขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เพราะมีแรงงานจำนวนมากต้องตกงาน พวกเขาเลยเดินขบวนประท้วงให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาการว่างงาน และบรรเทาความเดือดร้อน ในช่วงระหว่างที่พวกเขาต้องตกงาน

รัฐบาลจึงอนุมัติงบประมาณปี 2543 จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกจ้างที่ตกงาน หลังจากนั้น ครม.ได้อนุมัติงบประมาณสมทบกองทุนอีก 3 ครั้ง คือ ในปี 2545 รัฐบาลได้มีการอนุมัติเงินใส่ในกองทุน 50 ล้านบาท ปี 2550 จำนวน 100 ล้านบาท และในปี 2553 จำนวน 50 ล้านบาท รวมทั้งหมดนับตั้งแต่เกิดกองทุนเป็นจำนวน 400 ล้านบาท

บทบาทหลักคือ จะช่วยจ่ายเงินให้ลูกจ้างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุนายจ้างลอยแพไม่จ่ายค่าชดเชย และเงินอื่นๆ ที่นายจ้างค้างจ่ายให้กับลูกจ้าง เมื่อจ่ายเงินให้ลูกจ้างแล้ว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะต้องไปติดตามเงินคืนจากนายจ้างเพื่อมาใส่ในกองทุนเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมสวัสดิการฯ ไม่สามารถติดตามเอาเงินจากนายจ้างคืนกองทุนได้ ส่งผลให้สถานการณ์เงินในกองทุนฯ ไม่ค่อยสู้ดีนัก เซียให้ข้อมูลเพิ่มว่า เงินในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างขณะนี้เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท และถ้าเกิดกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้คนงานบ่อยๆ เข้า อาจทำให้เงินในกองทุนไม่พออีกต่อไป ต้องอาศัย ครม.อนุมัติเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ในอนาคต

  1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองที่ 2 เป็นเงินทุนสำรองจ่ายให้กับลูกจ้างที่ตกงาน ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ และเสียชีวิต

สำหรับ ‘กองที่ 2’ ที่เครือข่ายสิทธิแรงงานออกมาต่อต้านไม่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเลื่อนบังคับใช้ แต่เดิมกองทุนฯ ถูกระบุอยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติม) หมวด 13 มาตรา 126 ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีหน้าที่ต้องจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อชดเชยในกรณีที่ลูกจ้างเกษียณอายุ ลาออก หรือถูกเลิกจ้างไม่ว่าจะกระทำหรือไม่ได้กระทำความผิด ตกลงยกเลิกสัญญาจ้าง หรือสัญญาจ้างสิ้นสุด ลูกจ้างจะได้รับผลประโยชน์หรือเงินที่สะสมไว้ในกองทุนฯ ดังกล่าว

กรณีที่เสียชีวิต เงินสะสมและผลประโยชน์จะตกเป็นของรายชื่อที่ลูกจ้างระบุใน ‘แบบหนังสือกำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินฯ’ (สกล.5) แต่ถ้าไม่ได้ระบุใครเอาไว้ เงินจะเป็นของคู่สมรส สามี-ภรรยา บุตร พ่อและแม่ที่ยังมีชีวิต ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน

แม้จะมีการกำหนดอย่างชัดเจนไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่ก็ไม่เคยมีรัฐบาลไหนออกกฎกระทรวง หรือพระราชกฤษฎีกาเพื่อบังคับใช้มาตรานี้ ผ่านมา 26 ปีจนมาถึงยุคของ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จากพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอเรื่องการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ลูกจ้างเข้าที่ประชุม ครม. และเมื่อ 7 พ.ย. 2567 ที่ประชุมฯ มีมติ ‘เห็นชอบ’ ในหลักการ ให้มีการจัดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองที่ 2 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 เป็นต้นไป

  • กฎกระทรวง กำหนดอัตราหักเงินค่าจ้างลูกจ้างเข้ากองทุนฯ 0.25% ขณะที่นายจ้างจ่ายสมทบเพิ่มในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง (รวมเงิน 0.5%)

หลังจาก 1 ต.ค. 2573 ภาครัฐจะปรับเพิ่มเงินสมทบเป็นฝ่ายละ 0.5% ของเงินเดือนของลูกจ้าง (หรือรวมทั้งหมด 1%)

  • มาตรการนี้บังคับใช้เฉพาะสถานประกอบการที่มีลูกจ้างมากกว่า 10 คนขึ้นไป และนายจ้างไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้าง
  • มาตรการนี้จะไม่ได้บังคับใช้กับกิจการบางประเภท เช่น กิจการประมง มูลนิธิ สมาคม รับจ้างทำงานบ้าน (ที่ไม่ใช่การประกอบธุรกิจ) หรือโรงเรียนเอกชนเฉพาะบุคลากรทางการศึกษา อย่างไรก็ดี ลูกจ้างสามารถยื่นเอกสารสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ได้ด้วยตัวเอง หากต้องการ

เหตุผลเลื่อนเก็บเงินออกไปอีก 1 ปี

ใกล้ต้องจับเก็บเงินเข้ากองทุนในวันที่ 1 ต.ค. 2568 แต่แล้วในการประชุม ครม.เมื่อ 26 ส.ค. 2568 คณะรัฐมนตรีได้ลงมติ ‘เห็นชอบ’ เลื่อนการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ออกไปอีก 1 ปี คือ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป และส่งสมทบฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป

ก่อนวันประชุม ครม. พงศ์กวิน ให้เหตุผลที่เลื่อนออกไปว่า ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และหากบังคับใช้อาจจะทำให้โรงงานต้องปิดตัวลงอีกหลายแห่ง

“ท่านเดิมที่ทำไว้อาจไม่รอบคอบเท่าไร มันเป็น 0.25% ของเงินทั้งหมด ซึ่งไม่ได้ ‘cap’ (เพดาน) เอาไว้เหมือนประกันสังคมที่เป็น 5% ของ 15,000 บาท เพราะฉะนั้น เงินจำนวนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้จากนายจ้างว่าจะได้รับผลกระทบขนาดไหน ก็เลยจำเป็นเลื่อนออกไปก่อน เพื่อพิจารณาให้รอบคอบ และป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย” พงศ์กวิน ระบุ

พงศ์กวินกล่าวด้วยว่า หลังจากเอาเข้า ครม.แล้ว จะมีการทำประชาพิจารณ์ใหม่ว่าสัดส่วน 0.25% ของเงินเดือน เพดานของเงินเดือนควรอยู่ที่ประมาณเท่าไร จึงเหมาะสม

เรื่องนี้สร้างความผิดหวังให้กับเครือข่ายนักสิทธิแรงงาน และ สส.พรรคประชาชน เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่ายิ่งบังคับเก็บเงินเข้ากองทุนนี้เร็วมากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อคนงานทุกคน เพราะกองทุนนี้เปรียบเสมือนแรงงานออมเงินในกองทุนฯ และหากว่าวันใดวันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้คนงานต้องลาออก ถูกไล่ออก หรือเสียชีวิต คนงานหรือสมาชิกครอบครัวจะสามารถเอาเงินที่ออมไว้ออกมาใช้ได้ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน

ข้อมูลกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เมื่อ 23 พ.ย. 2567 ระบุว่า มีสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มีจำนวน 138,480 แห่ง และมีลูกจ้างรวมทั้งหมด 9,010,347 คน

ขณะที่ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (9 พ.ย. 2567) ระบุมีสถานประกอบการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้คนงาน จำนวนเพียง 23,651 แห่ง โดยมีลูกจ้างที่มีกองทุนฯ จำนวน 2,944,818 คน

ดังนั้น หากมาตรการมีการบังคับใช้จริง พรรคประชาชนและเครือข่ายนักสิทธิแรงงาน เชื่อว่าจะทำให้ลูกจ้าง 6 ล้านคน (คิดเป็น 58.20%) ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการจัดเก็บเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ มีแต่ความผันผวน

จับตาดูกันต่อว่า หลังจากรอมาแล้วกว่า 26 ปีนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และกำลังเข้าสู่ปีที่ 27 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกองที่ 2 จะได้บังคับใช้จริงในปีหน้า (2569) หรือไม่ และคงต้องไปลุ้นกันอีกว่ารัฐบาลใหม่จะมีมุมมองเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินในกองทุนฯ อย่างไร ถ้ามองว่าเศรษฐกิจยังไม่พร้อม ก็อาจได้เห็นแววเลื่อนจัดเก็บออกไปอีก

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง