- เครือข่ายแรงงานฯ และ สส. ปชน. ยื่นหนังสือถึง รมว.แรงงาน เรียกร้องให้จัดเก็บเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กองที่ 2) ตามกำหนดการเดิม 1 ต.ค. 68 และต้องการมาสอบถามเหตุผลหลัง 'พงศ์กวิน' ให้สัมภาษณ์สื่อ อาจเลื่อนจัดเก็บเงินกองทุนไปอีก 1 ปี
- พงศ์กวิน เคยให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 14 ส.ค. 2568 เผยว่าที่กำลังจะพิจารณาเลื่อน เนื่องจากไม่สามารถประเมินความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย อีกทั้ง มีข้อกังวลว่าอาจทำให้บริษัทหลายแห่งปิดตัวลง
- บรรยากาศการทำกิจกรรมค่อนข้างวุ่นวายในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากเมื่อคนงานเดินทางมาถึงประตู 3 กระทรวงแรงงานวันนี้ (20 ส.ค.) กลับถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปิดประตูใส่ต่อหน้าต่อตา ไม่ให้เข้าไปด้านในกระทรวงฯ อ้างเป็นคำสั่งผู้บริหาร ก่อนที่แรงงานบางส่วนตัดสินใจปีนข้ามประตูเข้าไปด้านใน ขณะที่บางส่วนรอจนเจ้าหน้าที่ยอมเปิดประตูให้เข้ามาทั้งหมด
- ต่อมา กระทรวงแรงงานได้เชิญให้ตัวแทนแรงงานเข้าไปพูดคุยในห้องประชุม แต่ไร้เงาตัวแทน รมว.แรงงาน ทำให้เครือข่ายแรงงานฯ เลือกวอล์กเอาต์ออกมาข้างนอก และประกาศจุดยืนเคลื่อนไหวต่อหากกระทรวงแรงงานเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง
20 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (20 ส.ค.) เวลาประมาณ 8.58 น. หน้าประตู 3 กระทรวงแรงงาน เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน เซีย จำปาทอง สส.ปีกแรงงาน พรรคประชาชน และแรงงานคนอื่นๆ เดินทางมายื่นหนังสือถึง พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เนื่องจากต้องการสอบถาม และหารือถึงเหตุผลในการเลื่อนการจัดเก็บกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กองที่ 2) ออกไปอีก 1 ปี (จากเดิมเริ่มเก็บ 1 ต.ค. 68) พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงาน ควรเริ่มบังคับใช้เก็บเงินตามกำหนดเดิม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแรงงานให้เร็วที่สุด
การยื่นหนังสือวันนี้เกิดขึ้นหลังจากพงศ์กวิน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เมื่อ 14 ส.ค. 2568 ว่าอาจจะเลื่อนการจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไปอีก 1 ปี เนื่องจากไม่สามารถประเมินความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ หลังสหรัฐฯ มีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย อีกทั้ง มีข้อกังวลว่าอาจทำให้บริษัทหลายแห่งปิดตัวลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการทำกิจกรรมวันนี้ค่อนข้างวุ่นวานในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากตอนที่แรงงานเดินทางมาถึงหน้าประตู 3 กระทรวงแรงงาน กลับไม่สามารถเข้าไปยังกระทรวงแรงงานได้ เพราะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปิดประตูและล็อกกุญแจ ไม่อนุญาตให้คนงานเข้าไปด้านในพื้นที่กระทรวง ภายหลังทราบความว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยระบุว่าเป็นคำสั่งผู้บริหาร
เซีย กล่าวว่า เดิมมีการประสานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานล่วงหน้า และทาง รมว.แรงงาน ได้ประสานให้ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นตัวแทนมารับหนังสือแล้ว แต่เช้าวันนี้พอแรงงานมาถึง กลับมีการปิดประตูไม่ให้คนงานเข้าไปข้างใน
เซีย กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจมายืนยันเจตนารมณ์ให้มีการบังคับใช้การเก็บเงินสมทบทุนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กองที่ 2) วันที่ 1 ต.ค. 2568 ตามที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีต รมว.แรงงาน เคยลงนามคำสั่งไว้ และต้องการเข้ามาหารือกับทางกระทรวงแรงงาน เพื่อถามเหตุผลว่าทำไมต้องเลื่อนจัดเก็บเงิน จะได้หาทางออกร่วมกัน
สำหรับเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองนี้เป็นกองที่ 2 โดยเบื้องต้น กองแรก คือ กองทุนฯ ที่ช่วยเหลือกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างลอยแพ ไม่ได้รับเงินชดเชย ภาครัฐก็จะนำเงินจากกองทุนกองแรกจะนำมาช่วยเหลือลูกจ้าง และหากภายหลังลูกจ้างได้เงินชดเชยจากนายจ้างแล้ว ก็ต้องนำเงินมาคืนให้กองทุนฯ ส่วนเงินของกองทุนนี้จะมาจากการอนุมัติของ ครม. เป็นหลัก
ส่วนกองที่ 2 ของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีการระบุไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่ไม่เคยมีการบังคับใช้ จนกระทั่งในยุคของพิพัฒน์ รัชกิจประการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้มีการนำเสนอเรื่องการจัดเก็บเงิน (ออม) กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อ 5 พ.ย. 2567 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบหลักการให้มีจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวดที่ 13 มาตรา 226 และประกาศในราชกิจนุเบกษาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 เป็นต้นไป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกองนี้จะทำหน้าที่เหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยแหล่งที่มาของเงินจะมาจากการหักเงินรายได้จากลูกจ้างและนายจ้างช่วยสมทบ อัตราร้อยละ 0.25 หรือประมาณ 25 สตางค์ และหากลูกจ้างมีกรณีจำเป็นที่ต้องออกจากงาน หรือเสียชีวิต ก็จะนำเงินที่ออมไว้ในกองทุนฯ คืนให้กับคนงาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในยามว่างงาน หรือช่วยเหลือสมาชิกครอบครัวของแรงงาน
เซีย กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าอัตราการหักเงินยังถือว่าน้อยเกินไป ในอนาคต เป็นไปได้อยากให้มีการเพิ่มอัตราเงินสมทบทุน อาจจะเป็น 1% หรือ 2%
สส.พรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า หากมีการเก็บเงินออมเข้ากองทุนฯ เชื่อว่าจะช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องแรงงานยามที่ไม่มีงานทำ และคาดว่าจะมีแรงงานที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้ราว 9 ล้านคน
ทั้งนี้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองที่ 2 จะบังคับใช้เฉพาะกับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างจำนวน 10 คนขึ้นไป และยัง “ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงาน” เท่านั้น ถ้าบริษัทใดที่มีการจัดเก็บกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องหักเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างภายใต้กระทรวงแรงงาน
เวลาประมาณ 9.30 น. กระทรวงแรงงาน ยังไม่เปิดประตูให้คนงานเข้าไป ทำให้คนงานบางส่วนตัดสินใจปีนข้ามประตู 3 กระทรวงแรงงานเข้าไป เพื่อไปยื่นหนังสือและหารือกับปลัดกระทรวงแรงงาน

เวลา 10.00 น. ยังมีแรงงานบางส่วนติดอยู่หน้าประตู 3 กระทรวงแรงงาน เช่นเดียวกับผู้สื่อข่าวที่ติดอยู่ด้านนอก และไม่สามารถเข้าไปทำข่าวด้านใน
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเวลา 10.02 น. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกระทรวงแรงงานได้เปิดประตูให้คนงานที่เหลือด้านนอก และผู้สื่อข่าวเข้าไปข้างในกระทรวงได้แล้ว
หลังจากเข้ามาในกระทรวงได้แล้ว ระหว่างรอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาพูดคุย คนงานนั่งรอที่ด้านล่างของอาคารสำนักงานกระทรวงแรงงาน และมีกิจกรรมสลับกันปราศรัยถึงความสำคัญของการจัดเก็บเงินออมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.50 น. กระทรวงแรงงานได้มีการเชิญตัวแทนแรงงานที่มาคัดค้านเข้าหารือในห้องประชุมกลุ่มงานคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

อย่างไรก็ดี เนื่องจากในที่ประชุมไม่มีตัวแทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเข้าร่วม ทางเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุม และออกมาอ่านแถลงการณ์บริเวณหน้าอาคารสำนักงานกระทรวงแรงงาน
ธนพร วิจันทร์ แกนนำจากเครือข่ายแรงงานเพื่อประชาชน แถลงหลังคุยกับตัวแทนกระทรวงแรงงานว่า เบื้องต้น เธอรู้สึกผิดหวังกับการต้อนรับของกระทรวงแรงงานวันนี้ เนื่องจากเครือข่ายแรงงานฯ เดินทางมาเพื่อสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จากกรณีที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าจะเลื่อนการจัดเก็บเงินออมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีเหตุผลอย่างไรเท่านั้น แต่พอมาถึงที่กระทรวงแรงงาน กลับถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปิดประตูและล็อกกุญแจใส่ ไม่ให้แรงงานเดินทางเข้ามายื่นหนังสือด้านใน จนแรงงานต้องปีนประตูเหล็กข้ามเข้ามา สำหรับเธอ กระทรวงแรงงานควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเป็นพื้นที่ที่เปิดให้แรงงานสามารถเข้ามาร้องเรียนได้
ธนพร กล่าวว่า วันนี้เธอขอมาคัดค้านการเลื่อนการจัดเก็บกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไปอีก 1 ปี และให้กลับมาจัดเก็บตามกำหนดการเดิมคือ 1 ต.ค.นี้ และขอตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่า 1. ทำไมต้องเลื่อนการจัดเก็บเงินออมในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปอย่างไม่มีจุดหมายอีก 1 ปี 2. ทำไมต้องเอาเรื่องเหตุผลภาษีจากต่างประเทศมาเป็นข้ออ้างในการเลื่อนดำเนินการตามนโยบาย และมติ ครม.ก็รับรองแล้ว และ 3. เหตุใดถึงปกป้องผลประโยชน์ของสถานประกอบการ มากกว่าสิทธิความมั่นคงของแรงงาน
ท้ายที่สุด ธนพร กล่าวว่าสำหรับเครือข่ายแรงงานฯ มองว่าการเลื่อนการเก็บเงินออมกองทุนสงเคราะห์ออกไปอีก 1 ปีถือเป็นการซ้ำเติมปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิตแรงงาน และสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ดังนั้น ทางเครือข่ายฯ จึงมีจุดยืน 2 ข้อ ประกอบด้วย 1. กระทรวงแรงงานต้องยืนยันว่าจะจัดเก็บเงินออมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างวันเดิม คือ 1 ต.ค. 2568 และ 2. หากรัฐบาลยังเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง และเลื่อนการจัดเก็บเงินออมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไปอีก 1 ปี ทางเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนจะดำเนินการเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบตามสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงาน
ธนพร วิจันทร์ (ถ่ายโดยแมวซาโบ)
