Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์นิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เบิกความต่อศาลชี้ พ.ร.บ.รับราชการทหาร มีบทบัญญัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ซึ่งไทยเป็นภาคีตั้งแต่ 2540 การที่กองทัพและกระทรวงกลาโหมไม่ทบทวนกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญ 2560 ยังเป็นการสร้างภาระเกินสมควรต่อประชาชน และขัดต่อมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐต้องประเมินและทบทวนกฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ‘เนติวิทย์’ ระบุ จะต่อสู้เรื่องไม่เข้าร่วมเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมสำนึกจนถึงที่สุด ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหนก็รอได้

 

10 ก.ย. 2568 ตามที่ประชาไทเสนอข่าว เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมวัย 28 ปี เดินทางมาให้การในคดีหมายเลขดำที่ อ 3118/2568 ที่เขาถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 จากกรณีที่อารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 ที่สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เทศบาลตำบลบางปู ที่ศาลแขวงสมุทรปราการ ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ ตามที่เสนอข่าวช่วงเช้านั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

การสืบพยานมีกำหนดระหว่างวันที่ 10-11 ก.ย. 2568 อัยการโจกท์ขอสืบพยาน 2 ปาก ได้แก่ สัสดีผู้กล่าวหาและพนักงานสอบสวน ส่วนฝ่ายจำเลยขอสืบพยาน 5 ปาก โดยช่วงเช้าวันนี้เป็นการสืบพยานโจทก์ทั้ง 2 ปากเสร็จสิ้น ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการสืบจำเลยและพยานฝั่งจำเลย คือเนติวิทย์ และพยานผู้เชี่ยวชาญคือ รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มีรายงานด้วยว่าในวันพรุ่งนี้ 11 ก.ย. 2568 จะมีพยานจำเลยให้การ 3 ปาก ได้แก่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม นักเขียนอาวุโส วัย 93 ปี และเพื่อนสมัยเรียนของเนติวิทย์ ที่จะยืนยันว่าเขามีความเชื่อเรื่องคัดค้านการเกณฑ์ทหารมานานมากแล้ว

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล 

เนติวิทย์ชี้ต่อสู้เรื่องไม่เข้าร่วมเกณฑ์ทหารจนถึงที่สุด ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหนก็รอได้

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล จำเลยในคดีให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวก่อนให้ปากคำต่อศาลในช่วงบ่ายว่า นี่เป็นการต่อต้านการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมสำนึกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้นไม่เคยมีตัวอย่างแบบนี้มาก่อน ก็เป็นสิ่งใหม่ ที่ผมจะรู้ผลพร้อมๆ กับพวกเราทุกคน ที่ยังคงต่อสู้จนเข้าสู่กระบวนการศาลนั้นอาจจะเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย แต่เป็นเรื่องที่ยอมรับของนานาชาติไปแล้ว เช่น ประเทศที่ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแล้ว อย่างเยอรมนี หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ก็มีคนที่ทำแบบผมมากมาย ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทำให้ระบบเกณฑ์ทหารที่ดีขึ้น ประเทศไทยของเรายังไม่มีคนทำ ยังไม่มีคนต่อสู้ แม้จะมีการต่อสู้ในระบบรัฐสภาอยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นที่จะต้องเรียกร้องโดยเฉพาะสิทธิทางมโนธรรมสำนึกของปัจเจกบุคคลที่รัฐไม่ควรพรากออกไป

เขาเห็นว่า ก็ต้องต่อสู้กันต่อไปจนถึงที่สุด ไม่ว่ากระบวนการจะยาวนานแค่ไหน ก็รอได้ และยอมรับได้ ตัวเขาประกาศเรื่องนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 หรือตอนอายุ 18 ปี ปัจจุบันก็ผ่านมา 11 ปีแล้ว ถ้าหากการต่อสู้จะยาวนานอีกมากกว่านี้ก็รอได้ เพราะไม่ใช่ต่อสู้เพื่อตัวบุคคลแต่เพื่ออนาคตของสังคมไทยที่ดีกว่าเดิม

 

รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

อาจารย์นิติศาสตร์ชี้ 'พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร' มีบทบัญญัติที่ขัด รธน. และพันธกรณีสิทธิมนุษยชน

ส่วนในช่วงบ่าย ถัดจากการให้ปากคำของเนติวิทย์ ศาลได้สืบพยานผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจำเลยคือ รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน โดยทศพลเปิดเผยภายหลังเบิกความว่า เขาให้เหตุผลทางหลักวิชานิติศาสตร์ว่าการบังคับใช้พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ขัดต่อทั้งรัฐธรรมนูญและพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยมีสาระสำคัญ 5 ประเด็น

หนึ่ง สถานะทางกฎหมายของเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 18 ที่ไทยเป็นภาคีตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งรับรองสิทธิในเสรีภาพดังกล่าวอย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด ไม่อาจถูกจำกัดได้แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐไทยก็ไม่เคยตั้งข้อสงวนใด ๆ ต่อข้อบทนี้

สอง การตีความสิทธิตามข้อ 18 ครอบคลุมถึงสิทธิในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม (Conscientious Objection) ซึ่งได้รับการยืนยันโดยความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ การบังคับใช้กฎหมายไทยที่ขัดแย้งกับสิทธินี้จึงเท่ากับละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ และไม่สามารถอ้างกฎหมายภายในมาเป็นข้อยกเว้นได้

สาม สิทธิเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนามีทั้งมิติในทางลบ (negative right) คือรัฐไม่อาจบังคับให้บุคคลละทิ้งความเชื่อ และมิติในทางบวก (positive right) ที่รัฐควรจัดให้มีมาตรการทางเลือกเพื่อให้ผู้คัดค้านการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมสามารถปฏิบัติหน้าที่พลเมืองได้โดยไม่ฝืนความเชื่อ ทั้งนี้ สิทธิในมิติทางความคิดและมโนธรรมถือเป็นสิทธิที่รัฐพรากไปไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด

สี่ รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ.2560 มาตรา 31 รับรองเสรีภาพในการถือศาสนาและความเชื่ออย่างสมบูรณ์ ข้อจำกัดที่กำหนดไว้ใช้ได้เฉพาะการแสดงออกภายนอก ไม่สามารถนำมาลดทอนสิทธิในการยึดมั่นความเชื่อภายในใจ หากตีความให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ย่อมรวมถึงสิทธิในทางมโนธรรมด้วย

ห้า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ทั้งการลงโทษผู้ที่ปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรม ซึ่งขัดต่อ ICCPR และรัฐธรรมนูญ การเลือกปฏิบัติ เช่น กรณีบุคคลหลากหลายทางเพศที่ถูกตีตราอย่างไม่เป็นธรรม และมาตรการเกณฑ์ทหารที่ไม่สอดคล้องหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน โดยรัฐไทยยังไม่เปิดทางเลือกให้ผู้คัดค้านเข้ารับใช้ชาติในรูปแบบอื่นตามมาตรฐานสากล

โดย รศ.ดร.ทศพล กล่าวสรุปด้วยว่า การที่กองทัพและกระทรวงกลาโหมไม่ทบทวนกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับพันธกรณีสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างภาระเกินสมควรต่อประชาชน และขัดต่อมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐต้องประเมินและทบทวนกฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเห็นว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มีบทบัญญัติที่บังคับใช้ไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชการอาณาจักรไทย และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 เนติวิทย์ได้เดินทางไปสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 ที่เทศบาลตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนอ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องจากขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งยังล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ และมีส่วนทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย และการไม่เข้าร่วมการเกณฑ์ทหารของเขานั้นเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ เพื่อสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่ดีขึ้น และเพื่อให้กองทัพที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย

ต่อมานายอำเภอเมืองสมุทรปราการจึงได้มอบหมายให้ พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีอำเภอเมืองสมุทรปราการ มาแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี และเนติวิทย์ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ สภ.บางปู เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2567

วันที่ 22 พ.ค. 2568 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลแขวงสมุทรปราการ โดยสรุประบุว่า จำเลยได้หลีกเลี่ยงขัดขืนไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือกเข้ารับราชการกองประจำการตามหมายเรียก โดยไม่มีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 ซึ่งข้อหาดังกล่าวกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี

ในนัดตรวจพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา เนติวิทย์ยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าว่าเขาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง