'กิตติพงษ์' สส.พรรคประชาชนติงนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลเขียนมาเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ทวงให้เพิ่มเงินเดือนพลทหารตามที่เคยหาเสียงด้วย พร้อมเสนอมาตรการดึงดูดคนมาสมัครทหาร และแนวทางจัดซื้ออาวุธของกองทัพต้องรวมศูนย์ไม่ปล่อยแต่ละเหล่าแยกซื้อกันเอง
10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายถึงนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลว่าเป็นเพียงการเอาภารกิจปกติของหน่วยงานความมั่นคงมาเขียนไว้ในข้อ 9 และ 10 ส่วนเรื่องการจัดหาการวิจัย ก็เป็นเพียงภาพกว้างที่ไม่ให้รายละเอียดใดๆ ทำยังไงก็ไม่ผิดนโยบาย ตัวชี้วัดคืออะไรก็ไม่รู้ รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าปัญหาของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยคืออะไร
กิตติพงษ์กล่าวถึงประเด็นทหารอาสา 100,000 นาย แต่กองทัพยังคงปมปัญหาด้านกำลังพลที่มีมาต่อเนื่องอย่างการเสียชีวิตในค่ายทหารที่เกิดซ้ำมาถึง 17 ปี มีผู้เสียชีวิต 25 ราย ซึ่งบางรายก็ได้รับความเป็นธรรม แต่บางรายครอบครัวก็ยังคงมีความสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมของศาลทหารแม้แต่พี่น้องทหารด้วยกันเอง ยกเว้นทหารยศสูงไม่กี่คนที่เห็นต่างออกไป
ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาลทหารทั้ง พ.ร.บ. ปปชง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และพ.ร.บ.วิ ปปช. แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีความกล้าหาญที่จะแก้ไขเรื่องนี้ แล้วยังมีการส่งนายพลเข้ามาใน กมธ. เพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง จึงขอเรียกร้องกับรัฐบาลว่าให้คืนความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนและทหารในเรื่องศาลทหารด้วย
ส่วนในนโยบายที่จะมีทหารอาสาจำนวน 100,000 นายปฏิบัติหน้าที่ 4 ปี แต่กลับมีการตัดเรื่องเพิ่มเงินเดือนพลทหารจาก 11,000 บาทเป็น 12,000 บาทออกไปจากที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลนี้จะทำเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ แต่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะจัดการกับเรื่องอัตรากำลังพลอย่างไร จะยังคงอัตราบรรจุทหาร 130,357 นาย แล้วรับแบบบังคับเกณฑ์บางส่วน หรือจะปรับลดอัตรากำลังพลทหารลงเหลือ 100,000 นาย หากเป็นแบบหลังก็จะสนับสนุนและเห็นด้วย แต่ก็ต้องระวังให้มากด้วยว่าการปรับลดอัตราจะไม่กระทบต่อขีดความสามารถของกองทัพในการป้องกันอธิปไตยและป้องกันประเทศ
นอกจากนั้นในแต่ละปีรัฐบาลจะเปิดรับทหารอาสาจำนวนเท่าไหร่ บรรจุลงตรงไหน แล้วจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ กมธ.การทหารเคยทำรายงานออกมาแล้วว่าจะสามารถจัดการเรื่องเปลี่ยนเป็นเปิดรับสมัครทหาร 100% ได้อย่างไรไว้แล้ว
“ท่านยังสัญญาไว้ในช่วงหาเสียงด้วยว่าจะเพิ่มเงินเดือนให้พลทหารจากเดิม 11,000 บาท เป็น 12,000 บาท ตอนนี้ท่านตัดออกจากการแถลงนโยบายก็ไม่รู้ว่าท่านจะทำหรือไม่ หากไม่ทำ ชาวบ้านเขาจะตำหนิเอานะครับว่าท่านเป็นพวกพูดแล้วไม่ทำพลัส”
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเพิ่มเงินเดือนหรือไม่ เพราะจากอัตราเงินเดือนเดิมที่ 11,000 บาท ตอนนี้พลทหารได้รับเพียง 4,000 - 6,000 บาท เพราะถูกหักไปเป็นค่าประกอบเลี้ยงหรือค่าอาหาร หากอยากให้พลทหารได้รับเงินเดือนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยรัฐบาลต้องแยกงบประมาณค่าอาหารออกจากงบเงินเดือน
กิตติพงษ์กล่าวถึงประเด็นเบี้ยเลี้ยงในการออกไปปฏิบัติราชการสนามที่ไม่ขึ้นมาเป็น 10 ปีแล้ว
▪️ตั้งแต่ชั้นยศพันเอกพิเศษขึ้นไปได้ 270 บาท/วัน
▪️ยศสิบตรีถึงพันเอก 240 บาท/วัน
▪️พลอาสา 240 บาท/วัน
▪️พลทหาร 200 บาท/วัน
“เรากำลังพูดถึงเบี้ยเลี้ยงของพี่น้องทหารที่ต้องจากลูกจากเมียจากพ่อจากแม่ไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศชาติ ค่าตอบแทนที่พวกเขาได้รับกลับน้อยไม่สมศักดิ์ศรีไม่คุ้มค่าความเสี่ยงที่พี่น้องทหารต้องแบกรับ ดังนั้นผมขอฝากรัฐบาลที่ตอนหาเสียงอ้างว่ารักชาติกว่าใครเขา ขอให้ท่านรักชาติในทางที่พี่น้องทหารได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นด้วยไม่ต้องมากมายแต่อย่างน้อยแค่พูดได้ว่าสมเหตุสมผล”
กิตติพงษ์กล่าวต่อถึงประเด็นการซ้อมทรมานในค่ายทหารที่ทางกองทัพเองก็มีระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่เพียงพอ และเสนอว่าจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมคือ
▪️ให้ปฏิบัติหน้าที่แบบเช้าไปเย็นกลับ เช่นเดียวกับนายทหารชั้นประทวนและชั้นสัญญาบัตร เพราะเหตุที่เกิดขึ้นส่วนมากมักเกิดขึ้นหลัง 5 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า
▪️ติดกล้องวงจรปิด แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบสิทธิความเป็นส่วนตัวของกำลังพล
▪️ตรวจเยี่ยมหน่วยโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพราะหากแจ้งล่วงหน้าก็จะเกิดผักชีโรยหน้า
▪️ให้สิทธิพลทหารในการเลือกหน่วยกรมกองได้
มาตรการเหล่านี้นอกจากจะลดปัญหาซ้อมทรมานได้แล้วยังสร้างแรงจูงใจในการดึงดูดให้คนเข้ามาสมัครเป็นพลทหารอาสาอีกด้วย เฉพาะมาตรการเช้าไปเย็นกลับกับมาตรการให้สิทธิพลทหารเลือกหน่วยได้เอง จะทำให้พลทหารสามารถกลับไปดูแลพ่อแม่พบปะเพื่อนฝูงได้ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าค่ายทหารเป็นที่จองจำพวกเขา
อีกทั้งปัจจุบันมีพลทหารที่ติดยาเสพติดและมีปัญหาจิตเวชจำนวนมากเพราะระบบบังคับเกณฑ์ทหารทำให้กองทัพไม่สามารถมีกำลังพลที่มีคุณภาพเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ถ้าเป็นการสมัครใจกองทัพก็สามารถคัดเลือกกำลังพลที่กองทัพต้องการได้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพตั้งแต่ฐานราก
นอกจากนั้นกิตติพงษ์ยังได้กล่าวถึงส่วนของจำนวนนายพลในกองทัพไทยที่ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 1,500 นาย จากที่กระทรวงกลาโหมเคยชี้แจงในก กมธ.ทหารมีนายพลอัตราผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาพิเศษที่ปิดอัตราได้เลยโดยไม่กระทบกับภารกิจกองทัพอยู่ที่ 700 อัตรา และกระทรวงก็มีแผนปิดอัตราเหล่านี้อยู่ด้วย จึงขอฝากถึง รมว.กลาโหมให้ปิดอัตรานายพลเหล่านี้หรือลดงบประมาณส่วนรถยนต์ประจำตำแหน่งนายพลที่มีอยู่ถึง 400 ล้านบาทได้ รวมถึงงบส่วนที่ถูกเรียกว่า “เงินนอกงบประมาณประเภทสอง” ที่ตรวจสอบไม่ได้ก็จะมีงบประมาณไปช่วยเหลือประชาชนได้อีกมาก
ประเด็นต่อมาที่เขาเสนอคือเรื่องการจัดซื้ออาุวธยุทโธปกรณ์ที่รัฐบาลยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เขียนนโยบายมาแบบที่ไม่ต้องเขียนก็ได้ เขาจึงจะให้รัฐบาลต้องทำอย่างน้อย 3 เรื่องคือ
1. “สมุดปกขาวรวมเล่ม จัดหารวมศูนย์” คือต้องรวมแผนจัดหากองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก เรือ อากาศที่แยกกันอยู่มารวมกัน เพราะตอนนี้อาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันจัดหามาในราคาที่ต่างกัน และยังเสียงบประมาณมากไปกับการซ่อมบำรุงแบบแยกส่วน อะไหล่แบบเดียวกันที่ใช้ร่วมกันได้ก็ต้องแยกกันซื้ออะไหล่แยกจัดเก็บและแยกกันใช้ และเมื่อแยกกันแบบนี้ทำให้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ซื้อมาไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้และในปัจจุบันการที่อาุวธยุทโธปกรณ์ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้จะทำให้กองทัพเสียเปรียบในสนามรบ นอกจากนั้นกองทัพต้องทำมาตรฐานสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย
2. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ - ไทยซึ่งมีหน่วยงานรัฐและเอกชนที่สามารถผลิตอากาศยานไร้คนขับ รถหุ้มเกราะ เรือรบ เครื่องกระสุน และอาวุธปืนได้ แต่ด้วยปัญหาข้อกฎหมายและมาตรการทางภาษี รวมถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในกองทัพที่เอื้อต่อผู้ประกอบการจากต่างประเทศทำให้คนไทยไม่ได้รับโอกาสในการขายสินค้าให้กับกองทัพไทยได้ เพราะ TOR กำหนดว่าต้องเป็นอาวุธที่เคยใช้งานจริงในประเทศผู้ผลิตมาก่อน หรือการวิจัยพัฒนาที่ไปเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิต แต่เมื่อผลิตออกมาแล้วกองทัพจะซื้อเองหรือไม่ ทำให้ไม่มีเอกชนลงทุน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ และ พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ และกำหนดมาตรการทางภาษีใหม่ไม่ให้เอกชนไทยเสียเปรียบ แล้วมีการงดเว้นภาษีอาวุธจากต่างประเทศ แต่การนำวัตถุดิบมาประกอบเองในประเทศกลับเสียภาษี รวมถึงต้องเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ เพื่อให้เอกชนสบายใจที่จะลงทุนพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์
“อยากให้นึกถึงกรณีที่มีการรบต่อเนื่อง ถ้าเราไม่สามารถสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศได้เพราะเขาไม่ขายให้หรือสั่งซื้อแล้วต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะได้ของ แบบนี้เสร็จสิครับแพ้แน่นอน เรื่องนี้ไม่ได้ทำเอาเท่ แต่เป็นความอยู่รอดของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำ”
3. ต้องมี Offset policy เนื่องจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายตั้งแต่ว่าจะเอาองค์ความรู้มาจากไหนและจะผลิตอย่างไร ดังนั้นในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อเครื่องบินรบแบบกริพเพ่นหรือเรือรบฟรีเกต ที่คู่สัญญานอกจากจะต้องทำโครงการให้เสร็จสิ้นแล้วจะต้องเสนอแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถของเอกชนไทยร่วมด้วย เช่นการถ่ายทอดเทคโนโลยี เปิดโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศ ส่งมอบทรัพย์สินทางปัญญาหรือการวิจัยร่วม วิธีเหล่านี้จะเป้นทางลัดให้กับเอกชนไทยไม่ต้องวิจัยด้วยตัวเองและใช้เวลาในการพัฒนานานนับ 10 ปี
กิตติพงษ์มองว่า การที่รัฐบาลไทยวางนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับอาวุธที่แม้จะช่วยเหลือการค้าระหว่างประเทศได้ แต่จะทำให้เอกชนไทยเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น และถึงที่สุดนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเพียงมาตรการหนึ่งใน Offset policy ซึ่งในทางสากลเป็นนโยบายที่มีน้ำหนักน้อยเพราะไม่ทำให้เอกชนเก่งขึ้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านโยบายแลกเปลี่ยนสินค้านี้จะมาจากทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูและให้ความหวังไว้ ซึ่งนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้านี้ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาเอกชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
เขาทิ้งท้ายว่านโยบายด้านความมั่นคงจะต้องมีความละเอียดรอบคอบและรอบด้าน แต่นโยบายของรัฐบาลที่นำเสนอมายังไม่เพียงพอในการยกระดับความมั่นคงของประเทศได้ และไม่ติดใจหากรัฐบาลจะนำข้อเสนอของพรรคประชาชนไปทำให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ไทยมีกองทัพที่เข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย และอุตสาหกรรมไทยก้าวหน้า
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
