Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สหประชาชาติเพิ่งจัดการประชุมเจรจานานาชาติเพื่อออกสนธิสัญญาเกี่ยวกับการลดพลาสติก แต่การเจรจาก็ล้มเหลวเนื่องจากกลุ่มประเทศผลิตพลาสติกรายใหญ่ขัดขวางมาตรการที่จะลดพลาสติกอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นมีเกาหลีใต้รวมอยู่ด้วย อะไรที่ทำให้เกาหลีใต้ตัดสินใจเช่นนี้ ทั้งที่เคยพูดไว้อย่างดีว่าจะแก้ปัญหาพลาสติก

 

11 ก.ย. 2568 สื่อโคเรียเฮรัลด์ระบุว่า เกาหลีใต้เคยพูดเอาไว้ว่าจะมีมาตรการหนักแน่นต่อการลดพลาสติกในประเทศ แต่พอถึงเวลาต้องสนับสนุนมาตรการผูกมัดของนานาชาติกลับมีการลังเล

สิ่งที่โคเรียเฮรัลด์พาดพิงถึงการประชุมเจรจาสนธิสัญญาเกี่ยวกับการลดพลาสติกที่กรุงเจนีวา ซึ่งจัดโดยสหประชาชาติ เมื่อเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ถึงแม้ว่าประธานาธิบดี ลีแจมย็อง จะเคยสัญญาไว้ว่าจะวางแนวทางโรดแมปของประเทศเกาหลีใต้ไปสู่สังคมไร้พลาสติกภายในปี 2568 แต่พอถึงเวลาประชุมกับนานาชาติแล้ว กลับไม่มีการสนับสนุนกลุ่มประเทศที่เรียกร้องให้มีการบังคับใช้พันธะผูกมัดในการลดพลาสติก แล้วหันไปเข้าข้างผู้แทนประเทศที่สนับสนุนมาตรการที่อ่อนกว่า อ้างว่าพวกเขาพยายาม "ฝ่าทางตัน"

เรื่องนี้ชวนให้เปรียบเทียบกับความพยายามบังคับใช้นโยบายจำกัดพลาสติกในประเทศเกาหลีใต้เอง เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เสนอกฎหมายเพื่อลดจำนวนพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง เช่นการแบนถ้วยและหลอดแบบใช้แล้วทิ้ง และมีแผนการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์แบบสั่งกลับบ้านให้สามารถนำกลับมาคืนได้ทางจุดคืนภาชนะ แทนการใช้แล้วทิ้ง

แต่แผนการเหล่านี้ในประเทศเกาหลีใต้เองก็ไม่สามารถก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างได้ เพราะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องยังคงต่อต้านแผนการเหล่านี้แล้วกลับไปทำแบบเดิม ทำให้มาตรการหลายอย่างในเกาหลีใต้ถูกลดระดับลงหรือไม่ก็ถูกปรับใหม่ให้กลายเป็นโครงการแบบอาสาว่าบริษัทไหนหรือภาครัฐระดับท้องถิ่นส่วนไหนอยากทำก็ทำ

เรื่องนี้นำมาสู่คำถามจากนักวิจารณ์ว่า ทำไมเกาหลีใต้ที่ต้องการจะสร้างแบรนด์ให้ตัวเองดูเป็นประเทศผู้นำด้านการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ กลับยากเหลือเกินที่จะมีปฏิบัติการจริงจังในการทำตามสัญญาเปลี่ยนเกาหลีใต้ให้เป็นสังคมเลิกใช้พลาสติก

ดีลล่ม ไร้สนธิสัญญาลดพลาสติกที่เจนีวา

ย้อนกลับไปที่การประชุมที่เจนีวา ที่ยูเอ็นได้จัดประชุมคณะกรรมการเจรจานานาชาติ INC-5.2 ขึ้นเพื่อให้มีการหารือกันเรื่องการออกสนธิสัญญาพลาสติกโลก ซึ่งมีแผนการจะยกให้เป็นสนธิสัญญาผูกมัดมีเป้าหมายยับยั้งมลภาวะจากพลาสติกในทุกวงจรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการกำจัด เพราะมลภาวะจากพลาสติกถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 5 นำไปสู่ภาวะโลกร้อนและภูมิอากาศแปรปรวน นอกจากนี้ปัญหาไมโครพลาสติกหรือพลาสติกขนาดเล็กที่แทรกซึมอยู่ในวงจรสิ่งแวดล้อมก็สร้างปัญหาต่อระบบนิเวศและต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย

แต่ทว่าผลการประชุมออกมาล้มเหลวโดยไม่มีสนธิสัญญาในเรื่องการควบคุมพลาสติกใดๆ ออกมาเพราะกลุ่มรัฐที่มีฐานเศรษฐกิจจากน้ำมันที่เรียกว่า petrostates นั้นพากันปิดกั้นการออกมาตรการเหล่านี้ ในขณะที่ปัจจุบัน โลกเราก็มีการผลิตพลาสติกเพิ่มมากขึ้นไปอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม, สุขภาวะ และสภาพภูมิอากาศแปรปรวน มากยิ่งขึ้นไปอีก

การประชุมที่สำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ กรุงเจนีวา มีขึ้นเป็นเวลา 10 วัน มีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 180 ประเทศ สื่อ Energy Tracker Asia ระบุว่าการประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นการแบ่งขั้วอย่างชัดเจนในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มส่อเค้าให้เห็นเป็นแบบนี้แล้วตั้งแต่การประชุมครั้งแรกที่ ปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อเดือน ธันวาคม 2567 ซึ่งในตอนนั้นมีการวางกำหนดการว่าจะทำให้เกิดผลลัพธ์ให้ได้

กลุ่มประเทศกลุ่มแรกคือกลุ่มที่เรียกว่า High Ambition Coalition หรือกลุ่มแนวร่วมระหว่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการที่คำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยสมาชิกมากกว่า 100 ประเทศ กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้เรียกร้องให้มีการบังคังใช้กฎหมายกำหนดเพดานปริมาณการผลิตพลาสติก และการแก้ไขปัญหาสารเคมีที่เป็นพิษในพลาสติก

กลุ่มประเทศกลุ่มที่สองคือกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เช่น สหรัฐฯ, รัสเซีย, คูเวต และซาอุดีอาระเบีย ต่างก็เป็นกลุ่มที่ต่อต้านมาตรการเหล่านี้และพยายามหันไปอ้างว่าควรจะกลับไปใช้วิธีรีไซเคิล แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เคยเตือนว่าในความเป็นจริงแล้วพลาสติกที่นำกลับมาใช้ใหม่ในระบบนั้นมีอยู่แค่ร้อยละ 10 เท่านั้น และถึงแม้ว่าการรีไซเคิลจะมีความสำคัญ แต่การผลิตก็พลาสติกเหล่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้เพิ่มระดับการรีไซเคิลตามไม่ทัน

กลุ่มเอ็นจีโอ, นักวิทยาศาสตร์, นักสิ่งแวดล้อม และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ต่างก็พูดถึงการประชุมเรื่องพลาสติก INC 5.2 ที่เจนีวาว่า "น่าผิดหวังอย่างมาก" และ "เป็นความเสียหายต่อแนวทางพหุภาคี" ที่หมายถึงแนวทางที่ประเทศและองค์กรต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ประเทศที่เล็กกว่าและมีความคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากกว่าต่างก็แสดงความผิดหวังต่อการประชุมนี้เช่นกัน

เรื่องนี้ขัดกับความความทะเยอทะยานครั้งก่อนหน้านี้ในการประชุม INC-5.1 ซึ่งเป็นการประชุมสนธิสัญญาพลาสติกครั้งแรกที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงการประชุมประเด็นมหาสมุทรจัดโดยยูเอ็นที่เมือง นิส ของฝรั่งเศส ซึ่งมีข้อเสนอมาตรการลดพลาสติกหลายรูปแบบ แต่ทว่ากลุ่มประเทศผลิตพลาสติกรายใหญ่กลับไม่ได้ลงนามในแถลงการณ์มาตรการดังกล่าวนี้ ในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีทั้ง จีน, สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, อินเดีย, ซาอุดีอาระเบีย และ เกาหลีใต้ อยู่ด้วย

เนื่องจากเกาหลีใต้เคยสื่อถึงเรื่องการกำจัดพลาสติกและวางตัวเองเป็นผู้นำการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่พอถึงเวลาจริงกลับไม่ลงนามในมาตรการเช่นนี้ ก็ได้นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็ยังทำให้คำถามว่า เพราะอะไรกันเกาหลีใต้ถึงปรับตัวไปสู่สังคมแบบไร้พลาสติกได้ยาก

สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อสังคมไร้พลาสติกของเกาหลีใต้

Lee Jung-joo นักข่าวภาคประชาสังคมและประเด็นโลกร้อนของ โคเรีย เฮรัลด์ ระบุว่า ปัญหาพลาสติกในเกาหลีใต้มีที่มาจากระบบเศรษฐกิจ ในเกาหลีใต้มีบริษัทปิโตรเคมีรายใหญ่ของโลกอยู่หลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น LG Chem, Lotte Chemical และ Hanwha Solutions ซึ่งเป็นผู้ผลิตเรซินกับพลาสติกป้อนให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์, สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์

ดังนั้นแล้วการพยายามแบนพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งก็จะกลายเป็นการส่งผลต่อบริษัทเหล่านี้ ซึ่งไม่เพียงแค่กระทบต่อเรื่องความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกเท่านั้น แต่อาจจะส่งผลต่อการจ้างงานในประเทศด้วย

ศาสตราจารย์ Jeong Su-jong จากภาควิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล กล่าวว่า "บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีอำนาจอิทธิพลทางการเมืองอย่างมหาศาลด้วย ในฐานะที่พวกเขาเป็นเสาค้ำจุนเศรษฐกิจเกาหลีใต้ อิทธิพลของบริษัทเหล่านี้ฝังรากลึกในวงการผู้กำหนดนโยบาย ทำให้นักการเมืองลังเลที่จะออกกฎหมายในแบบที่จะลดผลกำไรของพวกเขาหรือกระทบการส่งออกของพวกเขา"

Jeong บอกอีกว่า ในขณะที่เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีการใช้พลาสติกมากในหมู่ผู้บริโภค แต่เกาหลีใต้ก็ยังเป็นผู้ค้าปิโตรเคมีรายใหญ่ของโลกด้วย ทำให้นอกเหนือจากการส่งออกด้านอื่นๆ อย่างเซมิคอนดักเตอร์, เหล็กกล้า และรถยนต์ แล้ว เกาหลีใต้ก็เป็นหนึ่งในประเทศระดับท็อปที่ทำรายได้จากการส่งออกวัตถุดิบปิโตรเคมีอย่างพลาสติกด้วย

เรื่องทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่กล้าออกมาตรการจำกัดการใช้พลาสติก เพราะจะส่งผลอย่างมากกับผู้บริโภคในประเทศและส่งผลต่อการส่งออกของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล เกาหลีใต้จึงตกอยู่ภาวะครึ่งๆ กลางๆ เวลาแสดงจุดยืนทางการทูตในเรื่องปัญหาพลาสติก ไม่ได้แสดงออกสนับสนุนกลุ่มรัฐปิโตรเคมี petrostates อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ไปไกลพอที่จะผลักดันมาตรการเข้มงวดของกลุ่ม High Ambition Coalition เช่นกัน

Jeong วิจารณ์รัฐบาลเกาหลีในเรื่องนี้ว่า ในขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามหาสมดุลแบบเหยียบเรือสองแคม รักษาสัมพันธ์กับสองฝ่ายแบบนี้ มันก็ทำให้เกาหลีใต้ขาดจุดยืนที่ชัดเจนไปด้วย แล้วมันจะนำไปสู่การที่เกาหลีใต้สูญเสียอิทธิพลต่อการร่างสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กลายเป็นแค่ผู้ตามแทนที่จะเป็นผู้นำในเวทีโลก Jeong จึงเสนอว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ควรจะวางเป้าหมายการลดพลาสติกแบบบังคับใช้ให้ชัดเจนต่อบริษัทต่างๆ และให้ความช่วยเหลือบริษัทเหล่านี้ถ้าหากจำเป็น

พฤติกรรมผู้บริโภคเองก็มีส่วน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกาหลีใต้ออกมาตรการลดพลาสติกได้ยากนั้น มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเองด้วย มีข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมเมื่อปี 2566 ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนๆ หนึ่งจะทิ้งขว้างวัสดุที่แบบใช้แล้วทิ้ง 37 กรัมต่อวัน ในจำนวนนี้มีร้อยละ 40 ที่เป็นพลาสติก

วัฒนธรรมการบริโภคในเกาหลีใต้ก็ต่างจากประเทศอื่นด้วยเช่น เยอรมนี สำหรับชาวเยอรมันนั้น มันเป็นเรื่องปกติที่ลูกค้าจะยื่นแก้วรักษาอุณหภูมิของตัวเองให้กับร้านกาแฟใช้เป็นภาชนะแทนการใช้พลาสติก นอกจากนี้เยอรมนียังมีระบบคืนพลาสติกและกระป๋องในแหล่งเก็บรวบรวมด้วย ซึ่งเกาหลีใต้ก็เคยพยายามนำระบบนี้มาใช้เหมือนกันในปี 2565 โดยจะมีการคืนเงินให้ผู้คืนภาชนะเป็นจำนวนเงิน 300 วอน (ประมาณ 7 บาท) แต่โครงการนี้ก็ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว เพราะเจ้าของร้านกาแฟต่อต้านและประชาชนก็ไม่ได้สนับสนุนมากพอ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าวัฒนธรรมของผู้บริโภคก็มีอิทธิพลต่อเกาหลีใต้ ทำให้ไม่กล้ากำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ก้าวหน้ากว่านี้ เพราะเมื่อลองนำมาปรับใช้ก็เจอแรงต้านจากประชาชนที่เคยชินกับวัฒนธรรมการบริโภคแบบเดิม แต่ก็มีผู้เสนอว่ารัฐบาลควรกำหนดมาตรการที่เข้มงวดไปเลยถึงแม้ว่าจะมีแรงต้านจากประชาชน โดยเน้นการปรับพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยแรงจูงใจทั้งทางบวกและทางลบ

ศาสตราจารย์ Yun Sun-jin จากวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล กล่าวว่ารัฐบาลควรออกนโยบายที่มีทั้งการส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่ยั่งยืนเช่นการให้ผลประโยชน์เป็นแรงจูงใจต่อคนที่ใช้วัสดุแบบนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และทำให้คนที่ใช้วัสดุแบบใช้แล้วทิ้งมองว่ามันเป็นพฤติกรรมที่น่าอาย

ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายบางส่วนอาจจะกลัวแรงต้านถ้าหากมีการแบนพลาสติกใช้แล้วทิ้งในแบบทันด่วน แต่ Yun ก็โต้แย้งว่าเกาหลีใต้มีความพร้อมสำหรับเรื่องนี้ ในทางตรงกันข้ามนโยบายที่มาจากการนำของรัฐบาลเอง จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ เมื่อมีการเสริมแรงและวางเงื่อนไขลดพฤติกรรมแบบที่กล่าวไป

อุตสาหกรรมขวดพลาสติกเสนอวิธีการ 'สลายโพลิเมอร์' ช่วยรีไซเคิลพลาสติกแบบไร้ขีดจำกัด

ขณะเดียวกันกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช่พลสติกก็ได้เสนอแผนการลดขยะพลาสติก โดยเสนอวิธีการที่เรียกว่า "การสลายโพลิเมอร์" หรือ Depolymerization ซึ่งหมายถึง การใช้เอนไซม์ย่อยพลาสติกให้กลายเป็นโมเลกุลที่เล็กลงซึ่งพวกเขามองว่าจะนำไปใช้ในการรีไซเคิลได้แบบไม่มีขีดจำกัด

Hong Su-yoel ผู้อำนวยการสถาบันสังคมทรัพยากรหมุนเวียนและเศรษฐกิจ ประเมินว่าถ้าเกาหลีใต้สั่งให้มีการรีไซเคิลขวดพลาสติก PET ร้อยละ 10 ทุกปี ก็จะทำให้พวกเขาต้องรีไซเคิลพลาสติก 17,500 ตัน ต่อปี และถ้าหากมีการเพิ่มเพดานการรีไซเคิลไปเป็นร้อยละ 30 ในอีกห้าปีข้างหน้า พวกเขาก็จะต้องรีไซเคิลพลาสติก 52,500 ตัน ต่อปี

Kim Dae-wung ผู้อำนวยการแผนกการจัดการอย่างยั่งยืนของสมาคมอุตสาหกรรมเคมีเกาหลีใต้กล่าวว่า ถ้าหากอุตสาหกรรมเกาหลีใต้พึ่งพาแต่การรีไซเคิลขวด PET แบบไม่มีสีภายในประเทศอย่างเดียว จะก่อปัญหาการขาดวัตถุดิบคุณภาพสูงและทำให้ค่าต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น Kim จึงเสนอให้มีการอนุญาตให้นำพลาสติกจากต่างชาติเข้ามารีไซเคิลได้บางส่วน และเสนอให้มีการใช้วิธีการสลายโพลิเมอร์

"การสลายโพลิเมอร์นั้นจะทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการรีไซเคิลขวด PET ที่มีสี, ฟิล์มหลายชั้น, วัสดุผสม, พลาสติกปนเปือน และ เส้นใยเหลือทิ้ง ได้ด้วย ... ไม่เหมือนกับการรีไซเคิลเชิงกล ที่สุดท้ายแล้วก็จะนำไปสู่เตาเผาขยะหรือภูเขากองขยะพลาสติกเหลือใช้ การสลายโพลิเมอร์จะช่วยให้เกิดการรีไซเคิลได้แบบไร้ขีดจำกีด และสามารถลดขยะพลาสติกได้อย่างมาก" Kim กล่าว

 

 

เรียบเรียงจาก

Why is going zero-plastic so difficult for S. Korea?, Korea Herald, 31-08-2025

https://www.koreaherald.com/article/10565229

Why Global Plastics Treaty Talks Failed?, Energy Tracker Asia, 26-08-2025

https://energytracker.asia/why-global-plastics-treaty-talks-failed/

On the Ground in Geneva: 7 In-Depth Insights from the Final Push of the Global Plastics Treaty, Earth Day, 25-08-2025

https://www.earthday.org/on-the-ground-in-geneva-7-in-depth-insights-from-the-final-push-of-the-global-plastics-treaty/

Global Plastics Treaty, Global Plastic Action Partnership

https://www.globalplasticaction.org/globalplasticstreaty

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง